แร่เงิน (Silver) คืออะไร? ลงทุนอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนดีกว่าทองคำ

ในช่วงปีที่ผ่านมา แร่เงิน (Silver) ได้พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบหลายปี จนทำให้นักลงทุนระดับโลกหลายคนแนะนำให้ลงทุนใน Silver อย่างจริงจัง
วันนี้ เราจะพาคุณไปดูว่าทำไม Silver ถึงอาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าทองคำ และนักลงทุนไทยจะสามารถเริ่มต้นลงทุนใน Silver ได้อย่างไรบ้าง
ราคาเงินวันนี้
กราฟแสดงราคาเงินวันนี้
*ค่าคอม ฯ 0 และสเปรดต่ำ 0️⃣
*เงินเสมือนจริงฟรี $50,000 ดอลลาร์ 💰
*โบนัสสำหรับลูกค้าใหม่ $100 ดอลลาร์ 🎁
Silver คืออะไร? ทำไมควรลงทุนในแร่เงิน (Silver)?
ก่อนที่โลกจะมีเงินกระดาษหรือสกุลเงินดิจิทัล มนุษย์ได้ใช้ Silver เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและเก็บรักษามูลค่ามานานกว่า 4,000 ปี ประวัติศาสตร์ได้จารึกบทบาทของ โลหะเงิน ในฐานะเงินตราที่แท้จริง (Real Money) ในหลากหลายอารยธรรม
หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่า Silver ถูกใช้เป็นเงินตราในรูปแบบของแหวนหรือแท่งที่มีน้ำหนักมาตรฐานมาตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสตกาล
ช่วงศตวรรษที่ 16 สเปนได้นำ แร่เงิน เหล่านี้มาผลิตเหรียญ ซึ่งกลายเป็น สกุลเงินแรกของโลก ที่ได้รับการยอมรับในทุกทวีป และยังคงใช้เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายในสหรัฐอเมริกาจนถึงปี 1857
แม้ว่าบทบาทในฐานะเงินตราอย่างเป็นทางการจะสิ้นสุดลงหลังการยกเลิกระบบมาตรฐานโลหะเงิน (Silver Standard) ในปี 1935 แต่ Silver ยังคงถูกผลิตในรูปแบบเหรียญและแท่งเพื่อการลงทุนจนถึงปัจจุบัน
จุดเปลี่ยน Silver สู่โลกยุคใหม่

คุณสมบัติทางกายภาพที่เป็นเอกลักษณ์และไม่สามารถหาโลหะอื่นมาทดแทนได้ ทำให้ Silver กลายเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีที่จะกำหนดอนาคตของโลก ที่แม้แต่ ทองคำก็เทียบไม่ได้
ตัวนำไฟฟ้าและความร้อนที่ดีที่สุด: ทำให้ Silver เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นอย่างยิ่งในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด
การสะท้อนแสงสูงสุด: ซึ่งคุณสมบัตินี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าในแผงโซลาร์เซลล์
คุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย: ทำให้มันถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในทางการแพทย์ ตั้งแต่ผ้าพันแผลสำหรับผู้ป่วยไฟไหม้ไปจนถึงเครื่องมือผ่าตัดและระบบกรองน้ำ
ความยืดหยุ่นและแปรรูปง่าย: ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการชิ้นส่วนขนาดเล็กและซับซ้อน
สิ่งเหล่านี้ คือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคา Silver ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด, การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า, โครงข่าย 5G หรือโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI ล้วนต้องพึ่งพา Silver อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อราคาแร่เงิน (Silver)?
ราคาของ Silver ไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทาง แต่ถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยที่ซับซ้อนทั้งในระดับมหภาคและระดับพื้นฐานของตัวสินค้าเอง
ปัจจัยมหภาค ภาพใหญ่ที่ขับเคลื่อนตลาด
นโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ย: มีความสัมพันธ์ชัดเจนระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับราคาสินทรัพย์มีค่า การลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในช่วงปี 2025 ถือเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้ราคา Silver พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ: โดยทั่วไปแล้ว ราคา Silver จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับค่าเงินดอลลาร์ เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง จะทำให้นักลงทุนที่ถือสกุลเงินอื่นสามารถซื้อ Silver ได้ในราคาที่ถูกลง ซึ่งเป็นการกระตุ้นอุปสงค์และผลักดันให้ราคาสูงขึ้น
เงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์: เช่นเดียวกับทองคำ Silver ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) และเป็นหลุมหลบภัยในยามที่เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจัยพื้นฐาน สงครามระหว่างอุปสงค์และอุปทาน
หัวใจสำคัญที่สุดที่ขับเคลื่อนราคา Silver ในปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน World Silver Survey 2025 โดย The Silver Institute ซึ่งเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือที่สุดในอุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า ตลาด Silver กำลังเผชิญกับ “ภาวะขาดดุลเชิงโครงสร้าง” (Structural Deficit) อย่างรุนแรง

พูดง่ายๆ คือ โลกกำลังต้องการใช้ Silver มากกว่าปริมาณที่สามารถผลิตและรีไซเคิลได้รวมกัน และสถานการณ์นี้เกิดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้ว
อุปสงค์ที่พุ่งทะยาน: แรงขับเคลื่อนหลักของการขาดดุลนี้มาจากความต้องการภาคอุตสาหกรรมที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 680.5 ล้านออนซ์ในปี 2024 และคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 59% ของอุปสงค์ทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต อย่างพลังงานแสงอาทิตย์ รถ EV หรือ อิเล็กทรอนิกส์ 5G และ AI
อุปทานที่ตามไม่ทัน: ในขณะที่ความต้องการพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฝั่งอุปทานกลับไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง ทั้งการผลิตที่ชะงัก ผลพลอยได้จากการทำเหมืองแร่อื่นๆ เช่น ตะกั่ว สังกะสี ทองแดง และปริมาณคงคลังที่ลดลง
สถานการณ์อุปสงค์ที่ทั้งเติบโตและไม่ยืดหยุ่น มาเจอกับอุปทานที่ทั้งชะงักและไม่ยืดหยุ่นนี้เองที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเป็น Perfect Storm ที่อาจผลักดันให้ราคา Silver ต้องปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับใหม่ที่สูงกว่าในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ภาวะขาดดุลที่เห็นอยู่นี้ไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังจะกลายเป็น New Normal ของตลาด
เปรียบเทียบการลงทุน ทองคำ vs แร่เงิน เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
เมื่อพูดถึงโลหะมีค่า ทองคำคือมาตรฐานที่ทุกคนคุ้นเคย แต่การเปรียบเทียบกับ Silver โดยตรงจะทำให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนบางกลุ่มมองเห็นโอกาสใน โลหะเงิน มากกว่า
Gold/Silver Ratio ตัวชี้วัดมูลค่าที่แท้จริง

เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินว่า Silver ถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับทองคำ คือ “อัตราส่วนทองคำต่อเงิน” หรือ Gold/Silver Ratio (GSR) ซึ่งบอกเราว่าต้องใช้ Silver กี่ออนซ์จึงจะซื้อทองคำได้ 1 ออนซ์
อัตราส่วนนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติ แต่ยังสะท้อนถึงจิตวิทยาของตลาด ในช่วงเวลาที่ตลาดมีความกลัวสุดขีด (เช่น วิกฤตโควิด-19 ในเดือนมีนาคม 2020) นักลงทุนจะแห่ไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงสุดนั่นคือทองคำ ทำให้อัตราส่วน GSR พุ่งสูงถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 124:1
ในทางกลับกัน เมื่อความเชื่อมั่นกลับคืนมาและนักลงทุนพร้อมที่จะรับความเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงขึ้น พวกเขาจะหันมาหา Silver ทำให้อัตราส่วนนี้หดตัวลง (เช่น ในปี 2011 ที่อัตราส่วนลดลงเหลือเพียง 31:1)
การที่อัตราส่วนยังคงอยู่ในระดับสูงในปัจจุบันบ่งชี้ว่าตลาดยังไม่ได้ให้ราคากับปัจจัยพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมของ Silver อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นช่องว่างให้นักลงทุนได้แสวงหาโอกาส
ขนาดตลาด ความผันผวน และบทบาทในพอร์ต
ตลาดทองคำมีขนาดใหญ่กว่าตลาด Silver อย่างมหาศาล โดยมีมูลค่าตลาดรวมเกือบ 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ Silver ที่ประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐขนาดตลาดที่เล็กกว่านี้หมายความว่า เมื่อมีเงินทุนจำนวนเท่ากันไหลเข้าสู่ตลาด Silver มันจะส่งผลกระทบต่อราคาได้รุนแรงกว่าทองคำมาก
ด้วยเหตุผลเรื่องขนาดตลาดที่เล็กกว่า ทำให้ราคาของ Silver มีความผันผวนสูงกว่าทองคำถึง 2-3 เท่า สิ่งนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ในตลาดขาลง silver อาจปรับตัวลงแรงกว่า แต่ในตลาดกระทิง (Bull Market) มันก็มีแนวโน้มที่จะพุ่งทะยานได้สูงและเร็วกว่าทองคำมาก
ทองคำมีบทบาทเป็นสินทรัพย์หลบภัยและเป็นสินทรัพย์ทุนสำรองที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครอง ตรงกันข้าม Silver เป็นสินทรัพย์ลูกผสมระหว่างโลหะมีค่าและสินค้าโภคภัณฑ์อุตสาหกรรม ธนาคารกลางไม่ได้ถือครอง Silver เป็นทุนสำรอง ทำให้ราคาของมันมีความเชื่อมโยงกับวัฏจักรเศรษฐกิจมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็มีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตจากภาคอุตสาหกรรมที่ทองคำไม่มี
แร่เงิน (Silver) เป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่?
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเสถียรภาพสูงสุดและต้องการสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเป็นหลัก ทองคำยังคงเป็นตัวเลือกมาตรฐาน
แต่สำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงขึ้น เพื่อแลกกับโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า ปัจจัยพื้นฐานในปัจจุบัน ทั้งการที่ Silver มีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับทองคำ หรือภาวะอุปทานที่ไม่ยืดหยุ่น และอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ทำให้ Silver เป็นตัวเลือกการลงทุนเพื่อการเติบโต (Growth Investment) ที่น่าสนใจอย่างยิ่งในปัจจุบัน
เปรียบเทียบคุณลักษณะการลงทุน: ทองคำ vs แร่เงิน
| คุณลักษณะ | ทองคำ (Gold) | โลหะเงิน (Silver) |
| ขนาดตลาดโดยประมาณ | ประมาณ $30$ ล้านล้าน | ประมาณ $2.7$ ล้านล้าน |
| ความต้องการภาคอุตสาหกรรม | ประมาณ 10-15% ของอุปสงค์รวม | ประมาณ 55-60% ของอุปสงค์รวม |
| การถือครองโดยธนาคารกลาง | สินทรัพย์ทุนสำรองหลัก | ไม่มีนัยสำคัญ |
| ความผันผวน | ต่ำกว่า | สูงกว่า (2-3 เท่าของทองคำ) |
| Gold/Silver Ratio (ปัจจุบัน) | - | ประมาณ 84:1 (สูงกว่าค่าเฉลี่ย) |
| บทบาทหลัก | สินทรัพย์ปลอดภัย, รักษามูลค่า | สินทรัพย์ลูกผสม (ปลอดภัย + อุตสาหกรรม) |
4 วิธีเริ่มต้นลงทุนแร่เงิน (Silver)
สำหรับนักลงทุนที่สนใจและมองเห็นโอกาสใน Silver มีหลากหลายช่องทางในการเริ่มต้นลงทุน ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดี ข้อเสีย และความเหมาะสมที่แตกต่างกันไป
การลงทุนในแร่เงินกายภาพ
วิธีลงทุนแบบดั้งเดิมที่สุด คือการซื้อแร่เงินที่จับต้องได้มาเก็บไว้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของเงินแท่ง (Silver Bars) หรือเหรียญเงิน (Silver Coins)
แร่เงิน ซื้อที่ไหน: ในประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่น่าเชื่อถือหลายแห่งที่จำหน่าย สำหรับการลงทุนโดยเฉพาะ เช่น Ausiris, MTS Gold (แม่ทองสุก), Bowins Silver และ SNP Gold ซึ่งส่วนใหญ่มีหน้าร้านอยู่ในย่านการค้า
ข้อดี: ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์จริงๆ สามารถจับต้องได้ ไม่มีภาระความเสี่ยงจากคู่สัญญา และมีความเป็นส่วนตัวสูง
ข้อเสีย: ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง ราคาซื้อขายมักจะมีส่วนต่าง (Premium) บวกเพิ่มจากราคาตลาดโลกค่อนข้างมาก มีต้นทุนแฝงในเรื่องการจัดเก็บที่ปลอดภัย (เช่น ตู้เซฟ) และค่าประกันภัย สภาพคล่องต่ำกว่าการลงทุนรูปแบบอื่น และมีความเสี่ยงเรื่องการตรวจสอบความบริสุทธิ์
การลงทุนผ่านกองทุนและหุ้นเหมืองแร่
เป็นวิธีการลงทุนทางอ้อม โดยการซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม หรือซื้อหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจเหมืองแร่เงิน
กองทุนรวม: เราสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ไปลงทุนต่อในต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทเหมืองแร่เงินทั่วโลก ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กองทุน DAOL-SILVER ที่เน้นลงทุนใน Global X Silver Miners ETF หรือกองทุน DAOL-GOLD ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นเหมืองทองคำและเงินเช่นกัน
หุ้นเหมืองแร่: สำหรับนักลงทุนที่สามารถลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศได้โดยตรง สามารถเลือกซื้อหุ้นของบริษัทผู้ผลิต Silver รายใหญ่ของโลก เช่น Pan American Silver, Wheaton Precious Metals, Fresnillo หรือ Hecla Mining
ข้อดีและข้อเสีย: มีสภาพคล่องสูง ซื้อขายง่ายผ่านตลาดหลักทรัพย์ และไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดเก็บ แต่ก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวของแต่ละบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ปัญหาการบริหารงาน ต้นทุนการผลิต หรือความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศที่ตั้งของเหมือง ซึ่งอาจทำให้ราคาหุ้นไม่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคา Silver ในตลาดโลกเสมอไป
การลงทุนผ่านตลาดฟิวเจอร์ส
เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์และความเข้าใจในตลาดอนุพันธ์ โดยสามารถซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคา Silver ได้ผ่านตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX
TFEX Silver Online Futures: เป็นสัญญาที่อ้างอิงกับราคาโลหะเงินความบริสุทธิ์ 99.9% ในตลาดโลก มีตัวคูณสัญญาอยู่ที่ 3,000 เท่าของราคาอ้างอิง และชำระราคาเป็นเงินสดโดยไม่ต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยน
ข้อดีและข้อเสีย: ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อยเมื่อเทียบกับมูลค่าสัญญา (มี Leverage สูง) และสามารถทำกำไรได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากและซับซ้อน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์สูงเท่านั้น
การเทรดผ่านสัญญา CFD
การเทรดผ่านสัญญาซื้อขายส่วนต่าง หรือ CFD (Contract for Difference) เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน เนื่องจากมีความยืดหยุ่นและใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อย เหมาะสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคา Silver ในระยะสั้นถึงกลาง
CFD คืออะไร: คือสัญญาที่นักลงทุนทำกับโบรกเกอร์เพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างของราคาสินทรัพย์ (ในที่นี้คือ Silver ซึ่งมักใช้สัญลักษณ์ XAGUSD) ณ เวลาที่เปิดและปิดสัญญา โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นจริงๆ
ใช้เงินลงทุนน้อย: สามารถเริ่มต้นเทรดด้วยเงินทุนที่ไม่สูงมากนัก เพราะมีการใช้เลเวอเรจ (Leverage) ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังซื้อ
ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง: สามารถเปิดได้ทั้งสถานะซื้อ (Long) หากคาดว่าราคาจะขึ้น และสถานะขาย (Short) หากคาดว่าราคาจะลง
สะดวกและไม่มีต้นทุนแฝง: ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดเก็บ ค่าประกัน หรือการตรวจสอบความบริสุทธิ์เหมือนการถือครองเงินจริงๆ
สภาพคล่องสูง: สามารถเปิด-ปิดสถานะซื้อขายได้ง่ายและรวดเร็วตามราคาตลาดโลกเกือบ 24 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
สำหรับนักลงทุนชาวไทยที่มองหาแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและใช้งานง่ายในการเทรด Silver CFD กับ Mitrade ถือเป็นตัวเลือกที่โดดเด่น ทั้งความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย ไม่มีค่าคอมมิชชั่น แพลตฟอร์มใช้ง่าย และยังมีบัญชีทดลองฟรีให้ใช้งานด้วยเงินเสมือนจริงถึง $50,000

แจกโบนัสสำหรับลูกค้าใหม่ $100 ดอลลาร์! 🎁🎁🎁
ค่าคอมฯ 0 สเปรดต่ำ! เงินฝากขั้นต่ำ $50 🤑
ฝึกเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 ฟรี 💰
สรุป 4 ช่องทางการลงทุนใน Silver สำหรับคนไทย
| วิธีการลงทุน | เหมาะสำหรับ | ข้อดี | ข้อเสีย | ช่องทางในไทย |
| ลงทุนกายภาพ | นักลงทุนระยะยาว, ผู้ที่ต้องการถือครองสินทรัพย์จริง | เป็นเจ้าของจริง, ไม่มีความเสี่ยงคู่สัญญา | ใช้เงินทุนสูง, สภาพคล่องต่ำ, มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ | ร้านค้าทอง/เงินชั้นนำ (เช่น Ausiris, MTS Gold) |
| กองทุน/หุ้น | นักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่อง, กระจายความเสี่ยง | ซื้อขายง่าย, ไม่ต้องจัดเก็บเอง, ได้ประโยชน์จากการเติบโตของบริษัท | มีความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัท, อาจไม่สอดคล้องกับราคาโลหะ 100% | บลจ. ที่มีกองทุนหุ้นเหมืองแร่ (เช่น DAOL) |
| ฟิวเจอร์ส | นักลงทุนมืออาชีพ, ผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงมาก | ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อย (Leverage), ทำกำไรได้ทั้งสองทิศทาง | มีความเสี่ยงสูงมาก, ซับซ้อน, มีวันหมดอายุสัญญา | ตลาด TFEX |
| CFD | นักเก็งกำไรระยะสั้น-กลาง, ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง | ใช้เงินลงทุนน้อย (Leverage), ยืดหยุ่นสูง, สภาพคล่องสูง, ไม่มีต้นทุนแฝง | มีความเสี่ยงจาก Leverage, มีความเสี่ยงคู่สัญญา (ต้องเลือกโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ) | โบรกเกอร์ CFD ที่น่าเชื่อถือ เช่น Mitrade |
ข้อดีและข้อเสียของการลงทุนในแร่เงิน (Silver)
เช่นเดียวกับการลงทุนทุกประเภท การลงทุนใน Silver ก็มีทั้งโอกาสและข้อควรระวังที่นักลงทุนต้องพิจารณาอย่างรอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจ

โอกาสและข้อดี
ศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า: ด้วยความผันผวนที่สูงกว่าและมูลค่าที่ยังต่ำกว่าทองคำในเชิงประวัติศาสตร์ (GSR) ทำให้ Silver มีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าทองคำได้อย่างมีนัยสำคัญในสภาวะตลาดกระทิง
อุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่เติบโตไม่หยุด: แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและโลกดิจิทัลเป็นเมกะเทรนด์ระยะยาวที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ซึ่งจะสร้างอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและต่อเนื่องให้กับ Silver ไปอีกหลายปีข้างหน้า
ราคาเข้าถึงง่าย: ด้วยราคาต่อออนซ์ที่ต่ำกว่าทองคำหลายสิบเท่า ทำให้ Silver เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ช่วยให้สามารถกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนด้วยเงินทุนที่ไม่สูงมากนัก
สินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ: เช่นเดียวกับทองคำ Silver มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่า (Store of Value) และช่วยป้องกันความมั่งคั่งจากการเสื่อมค่าของสกุลเงินกระดาษได้เป็นอย่างดี
ความเสี่ยงและข้อเสีย
ความผันผวนของราคาที่สูง: ความผันผวนที่สามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาล ก็สามารถทำให้เกิดการขาดทุนอย่างรุนแรงได้ในระยะสั้นเช่นกัน นักลงทุนใน Silver ต้องมีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงที่สูงกว่าการลงทุนในทองคำ
ความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ: เนื่องจากอุปสงค์กว่าครึ่งหนึ่งมาจากภาคอุตสาหกรรม ราคาของ Silver จึงมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกมากกว่าทองคำ หากเศรษฐกิจชะลอตัว ความต้องการใช้ในภาคการผลิตอาจลดลงและส่งผลกดดันต่อราคาได้
ต้นทุนและความเสี่ยงในการถือครองกายภาพ: สำหรับผู้ที่เลือกเก็บแร่เงินในรูปแบบกายภาพ จะต้องเผชิญกับต้นทุนและความเสี่ยงในเรื่องการจัดเก็บ การประกันภัย และความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรม
ไม่มีผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย: เช่นเดียวกับโลหะมีค่าอื่นๆ Silver ไม่มีการจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ย ผลตอบแทนจะมาจากส่วนต่างของราคา (Capital Gain) เพียงอย่างเดียว
บทสรุป
แร่เงิน (Silver) ไม่ใช่แค่ “ทองคำของคนจน” อีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ท้ายที่สุดแล้ว Silver จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญในพอร์ตของคุณหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้
แต่สำหรับนักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงโอกาสนี้ การมีเครื่องมือที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ แพลตฟอร์มการเทรดที่น่าเชื่อถือและใช้งานง่ายอย่าง Mitrade ได้เปิดประตูให้นักลงทุนชาวไทยสามารถเข้าถึงตลาด Silver โลกได้อย่างสะดวกสบาย
ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเริ่มลงท ุนใน Silver?
จำนวนเงินลงทุนเริ่มต้นจะแตกต่างกันไปตามวิธีการลงทุน หากคุณเลือกซื้อแร่เงินกายภาพ อาจต้องใช้เงินหลักพันบาทขึ้นไป ในทางตรงกันข้าม การเทรด Silver CFD ผ่านโบรกเกอร์อย่าง Mitrade สามารถเริ่มต้นได้ด้วยเงินทุนที่น้อยกว่ามาก ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงสำหรับนักลงทุนรายย่อย
Gold/Silver Ratio ที่เหมาะสมควรเป็นเท่าไหร่?
โดยทั่วไป นักวิเคราะห์มองว่าอัตราส่วนที่สูงกว่า 80:1 ถือว่าสูงมาก ในขณะที่อัตราส่วนที่ต่ำกว่า 40:1 จะบ่งชี้ว่า Silver เริ่มมีราคาแพง นักลงทุนจึงมองหาโอกาสเมื่ออัตราส่วนอยู่ในระดับสูง โดยคาดหวังว่ามันจะปรับตัวลดลงเข้าหาค่าเฉลี่ยในระยะกลางที่ประมาณ 50-70
ทำไมธนาคารกลางไม่เก็บ Silver เหมือนที่เก็บทองคำ?
มีเหตุผลหลายอย่าง ทั้งเรื่องมูลค่าและความหนาแน่น รวมถึงตลาดทองคำมีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงกว่ามาก และที่สำคัญที่สุด ทองคำมีบทบาทในฐานะสินทรัพย์ทุนสำรองภายใต้กรอบของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่ง Silver ไม่มี
*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา
การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน





