NASDAQ 100 คืออะไร สรุปทุกเรื่องที่ต้องรู้ก่อนลงทุนใน 100 หุ้นระดับโลก

7 นาที
อัพเดทครั้งล่าสุด 11 ก.ค. 2567 09:39 น.
coverImg
แหล่งที่มา: DepositPhotos

หากกล่าวว่า Nasdaq 100 คือดัชนีหุ้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก เชื่อว่าหลายคนจะต้องสงสัยและเกิดคำถามว่าคืออะไร โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ที่เริ่มสนใจศึกษาการลงทุนในตลาดหุ้น ดังนั้นเราจะค่อย ๆ ทำความรู้จักกับดัชนีหุ้นตัวนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ทุกคน เริ่มตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ค่อย ๆ ไล่ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพชัดเจนจนเข้าใจได้ว่าทำไมดัชนีหุ้น Nasdaq 100 จึงได้รับความนิยมระดับโลก และคุณควรลงทุนกับหุ้นตัวนี้อย่างไรเพื่อสร้างกำไรให้กับตัวคุณเอง หากคุณพร้อมที่จะเป็นหนึ่งในนักลงทุนกับหุ้นที่มีการเติบโตมากที่สุดแล้ว เรามาเริ่มทำความรู้จัก Nasdaq 100 กันเลย

Nasdaq 100 คืออะไร

Nasdaq 100 ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโลก มันคือเครื่องมือติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในตลาดการซื้อขายหุ้นในสหรัฐฯ เช่น Apple, Google และ Amazon โดยจะนับเฉพาะ 100 อันดับแรกที่มีมูลค่าตามราคาตลาดที่ดีที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม Nasdaq 100 จึงเป็นดัชนีที่มีความร้อนแรงและมีความผันผวนค่อนข้างสูง


1.จุดเริ่มต้นของดัชนี Nasdaq

คุณเชื่อหรือไม่ว่าดัชนีหุ้น Nasdaq มีมาตั้งแต่ปี 1971 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันการปฏิวัติตลาดหุ้นแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยแนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ สมาคมผู้ค้าหลักทรัพย์แห่งชาติ หรือ NASD ที่ต้องการให้เรื่องซื้อขายหุ้นกลายเป็นเรื่องง่าย ปรับปรุงกระบวนการและนำความโปร่งใสมาสู่ตลาดหุ้น


ในช่วงปี 1971-2000 ตลาด Nasdaq พยายามพัฒนาระบบหลังบ้านอย่างต่อเนื่อง เปิดรับการซื้อขายมางอิเล็กทรอนิกส์ และดึงดูกบริษัทกลุ่มสตาร์ทอัพ (Startup) ด้านเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง


อย่างไรก็ตาม การล่มสลายของยุคดอทคอมไม่ได้ทำให้ความสำคัญของ Nasdaq 100 ลดน้อยลงแต่อย่างใด ดัชนียังคงถูกพูดถึงและดึงดูดผู้นำด้านเทคโนโลยีจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, Facebook, Tesla ในขณะเดียวกันก็บังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเพื่อรับรองเสถียรภาพของตลาดในปัจจุบัน


2.Nasdaq คือตลาดแห่งอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยี และอนาคต

สาเหตุที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Microsoft, Dell และ Apple ไม่สามารถเข้าจดทะเบียนกับตลาดใหญ่อย่าง NYSE ได้ แม้จะมีตัวเลขการเจริญเติบโตเป็นที่น่าพอใจ เพราะบริษัทเหล่านี้มีเพียงเทคโนโลยีที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่มีสินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์มากพอที่จะผ่านเกณฑ์ของ NYSE ดังนั้นบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จึงเข้ามาจดทะเบียนซื้อขายกันในตลาด Nasdaq แทน


และแม้ในปัจจุบันที่บริษัทเหล่านี้ได้เติบโตและมีขนาดใหญ่มากเกินพอที่จะผ่านเกณฑ์ของตลาด NYSE ไปเยอะแล้ว แต่บริษัทเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ใน Nasdaq ต่อไป จึงเป็นที่มาว่า Nasdaq คือตลาดแห่งเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต และอนาคต 


3.กำเนิดและประวัติของ Nasdaq 100

เรื่องราวของดังชนี Nasdaq 100 เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1985 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หุ้นเทคฯ ส่วนใหญ่กำลังเริ่มปรากฎตัวในฐานะอุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าเป็น 1 ใน 4 ของตลาด ณ ขณะนั้น โดยถือให้วันที่ 31 มกราคม 1985 ของทุกปี เป็นวันแรกที่หุ้นจำนวน 100 อันดับแรกในตลาด Nasdaq ถูกรวบรวมให้เป็นสินทรัพย์ที่ดีที่สุดที่ควรคู่แก่การลงทุน


ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปี Nasdaq เป็นสัญลักษณ์แห่งนวัตกรมมและความก้าวหน้าที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก Nasdaq Composite Index จึงถูกเสนอวิธีการที่แม่นยำยิ่งขึ้นในการติดตามประสิทธิภาพของภาคเทคโนโลยีที่กำลังเติบโต ซึ่งคัดเลือกจากการใช้ค่าถ่วงน้ำหนักของมูลค่าหลักทรัพย์ ดังรายชื่อบริษัทที่ได้ยกตัวอย่างไปข้างต้น จึงสังเกตได้ว่าจะไม่มีหุ้นของสถาบันการเงินอย่างธนาคารรวมอยู่ด้วย


เสน่ห์ของ Nasdaq 100 อยู่ที่ความลงตัวของศักยภาพในการเติบโตของตลาด และช่องทางที่นักลงทุนสามารถเข้าถึงได้ง่ายดาย ด้วยประวัติของผลตอบแทนที่แซงค่าเฉลี่ยแทบทุกปี ตราบใดที่บริษัทเทคโนโลยียังคงก้าวหน้าและนวัตกรรมยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับภาคธุรกิจ ดัชนี Nasdaq 100 ก็ถือเป็นสินทรัพย์ตัวสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณาซื้อติดพอตกันเอาไว้


*กราฟแสดงการเคลื่อนไหวของราคาดัชนี Nasdaq

* ที่มา yahoo finance 


เริ่มต้นในช่วงปี 1995-1998 ซึ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นการเก็งกำไรในหุ้นที่เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี โดยในช่วงนั้นราคาหุ้นผันผวนรุนแรง ในปี 1998 ดัชนี Nasdaq 100 อยู่ที่ระดับประมาณ 1,000 จุด และเพียงเวลาแค่ 2 ปีเท่านั้น ราคาดัชนีพุ่งสูงขึ้นจนแตะ 4,816 จุด ในช่วงเดือนมีนาคมปี 2000 คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การเติบโตประมาณ 380% จนกลายเป็นวิกฤตการณ์ฟองสบู่  แต่สุดท้ายผลการดำเนินงานบริษัทกลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะแต่ละบริษัทไม่สามารถทำตัวเลขให้เติบโตตามแนวโน้มที่นักลงทุนได้คาดการณ์ไว้ ภายในเวลาเพียงสองปีต่อมาดัชนี Nasdaq 100 ก็ตกลงมาอย่างต่อเนื่องลงมาที่ 815 จุด ในช่วงเดือน ณ สิ้นกันยายนปี 2002 หลังจากเกิดวิกฤต Dot-Com 


จากนั้นดัชนี Nasdaq 100 ก็ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นมาอย่างช้า ๆ จนสามารถฟื้นตัวได้โดยที่ระดับดัชนีขึ้นไปปิดที่ 2,213 จุด ณ สิ้นเดือนตุลาคมปี 2007 แต่แล้วก็มีวิกฤตการณ์ครั้งใหม่เข้ามาหยุดการเติบโตในปี 2008 นั่นคือวิกฤตทางการเงินโลก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์” อันมีสาเหตุมาจากการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ที่นักลงทุนประมาทจนประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ประกอบกับการดำเนินงานที่ค่อนข้างหละหลวมของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา จนเกิดเป็นปัญหาฟองสบู่จากหนี้ครัวเรือนและภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ดัชนี Nasdaq 100 ลดต่ำลงมาอยู่ที่ 1,064 จุดในเดือนมีนาคมปี 2009


หลังจากช่วงปี 2008-2009 ดัชนี Nasdaq 100 ได้มีการปรับฐานใหม่ ซึ่งเป็นการปรับปรุงที่ทำให้ดัชนีค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง จนมีบททดสอบใหม่เข้ามานั่นคือ สงครามการค้าระหว่างประเทศของจีนกับสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายปี 2018 ตามมาด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ช่วงต้นปี 2020 แต่บททดสอบเหล่านี้ก็ไม่สามารถต้านทานแนวโน้มช่วงขาขึ้นของดัชนี Nasdaq 100 ได้ 


จนในที่สุดช่วงกลางเดือนพฤษจิกายนปี 2021 ดัชนี Nasdaq 100 ได้ปรับตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ระดับ 16,573 จุด ก่อนที่จะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐเร่งปรับอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อซึ่งมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยปัจจุบันดัชนี Nasdaq 100 ในปิดที่ระดับ 12,030 จุด ณ สิ้นเดือนพฤษจิกายนปี 2022

  

โดยข้อมูลจาก  Nasdaq แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ ช่วงกรกฎาคม 2007 ถึง มิถุนายน 2024 ดัชนี Nasdaq 100 มีอสัตราการเติบโตต่อปีสะสมที่ 15.60% standard deviation ที่ 19.02% และ Sharpe ratio 0.82% ซึ่งตารางด้านล่างจะแสดงอัตราผลตอบแทนที่อัปเดตล่าสุดเดือนมิถุนายน 2024 ดังนี้  


CUMULATIVE ANNUALIZED

* ตารางแสดงผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี Nasdaq 100 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ดัชนี Nasdaq 100 โด่งดังระดับโลก 


ดัชนี Nasdaq 100 ประกอบไปด้วยบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่มีความน่าเชื่อถือและมีตัวเลขการเจริญเติบโตที่มีศักยภาพสูง โดยข้อมูลจาก Nasdaq ณ เดือนมิถุนายนปี 2024 รายงาน สัดส่วนของดัชนี Nasdaq 100 แบ่งออกเป็นประเภทธุรกิจได้ดังตารางต่อไปนี้  


INDUSTRY BREAKDOWN

*ข้อมูลจาก Nasdaq  ณ เดือนมิถุนายนปี 2024


จากองค์ประกอบทั้งหมดนี้ มีอยู่ 3 บริษัทที่ถือว่าเป็นหุ้นใหญ่ที่สุดของดัชนี Nasdaq 100 โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ถึง 24.95% ของดัชนีหุ้นทั้งหมด ได้แก่ บริษัท Microsoft (8.64%), Apple (8.40%) และ Navidia (7.91%)   


TOP 10 COMPONENTS BY WEIGHT

*ข้อมูลจาก Nasdaq  ณ เดือนมิถุนายนปี 2024


หลักทรัพย์ที่จะเข้าดัชนี Nasdaq 100 จำเป็นต้องผ่านเกณฑ์อะไรบ้าง

ข้อมูลจาก Nasdaq รายงานหลักเกณฑ์ของดัชนี Nasdaq 100 ที่ใช้สำหรับคัดเลือกหลักทรัพย์ บริษัทจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนดังต่อไปนี้


หลักทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์ได้แก่ใบรับฝากหุ้นที่ออกโดยสถาบันทางการเงินในสหรัฐอเมริกา (ADR), หุ้นสามัญและหุ้นติดตาม (Tracking Stock) 

จะต้องไม่ใช่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT)

ไม่ได้ทำธุรกิจด้านการเงิน

บริษัทนั้น ๆ จะต้องมีการซื้อขายรายวัน ในปริมาณ 200,000 หุ้นเป็นอย่างต่ำ

บริษัทจะต้องมีการถ่วงดุลและอัปเดตรายงาน ทั้งรายไตรมาสและรายปี

จะต้องเป็นบริษัทที่ไม่อยู่ในการดำเนินคดีล้มละลาย


หากบริษัทใดที่ผ่านเกณฑ์ของดัชนี Nasdaq 100 แล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดได้ครบทุกข้อ จะถือว่าขาดคุณสมบัติและจะถูกเพิกถอนรายชื่อ ไม่ได้อยู่ในดัชนี Nasdaq 100 อีกต่อไป และจะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของดัชนีใหม่เกิดขึ้นทันที


วิธีการคำนวณดัชนีหุ้น Nasdaq 100 และการถ่วงดุล

ดัชนีหุ้น Nasdaq 100 มีสุดยอดหุ้นมากกว่า 50 บริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ส่วนที่เหลือคือบริษัทที่ประกอบด้วยหลากหลายธุรกิจ หากมองภาพรวมง่าย ๆ ว่า เมื่อมีบริษัทที่ประกอบธุรกิจเดียวกันมากกว่าครึ่งของบริษัททั้งหมด ความผันผวนของราคาดัชนีจึงมีความรุนแรงสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นดัชนี Nasdaq 100 จึงใช้วิธีการคำนวณแบบ Market Cap Weight เพื่อเป็นการถ่วงดุล ซึ่งสามารถอธิบายให้นักลงทุนมือใหม่เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าทำไมจึงต้องมีการถ่วงดุลวิธีนี้


เพราะ 100 บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในดัชนีหุ้น Nasdaq 100 ล้วนเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในระดับโลก บางบริษัทมีขนาดใหญ่กว่าบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทที่มีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลมาก ๆ ส่งผลกระทบต่อราคาดัชนีโดยรวมมากไป จึงต้องใช้วิธีการให้แต่ละบริษัทใช้ค่าถ่วงน้ำหนักของมูลค่าหลักทรัพย์ ด้วยราคาตลาดเพื่อเป็นการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน โดยการถ่วงดุลนี้ได้กำหนดอย่างเข้มงวดว่า จะต้องมีการปรับเป็นรายไตรมาส

 

นอกจากความเข้มงวดในการถ่วงดุลเป็นรายไตรมาสแล้ว Nasdaq 100 ยังกำหนดให้มีการปรับปรุงรายชื่อบริษัทประจำปีด้วย โดยข้อกำหนดที่ว่าคือ หากราคาหุ้นในวันซื้อขายสุดท้ายของเดือนตุลาคม กับจำนวนหุ้นทั้งหมดในวันสุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ยังคงอยู่ใน 100 อันดับแรก บริษัทนั้น ๆ จะยังอยู่ในดัชนี Nasdaq 100 ต่อไป แต่ถ้าปรับปรุงรายชื่อแล้วบริษัทหลุดออกจาก 100 อันดับแรก แต่ไม่เกินอันดับที่ 125 บริษัทนั้น ๆ ก็จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในดัชนี Nasdaq 100 ได้ต่อ แต่มีข้อแม้ว่าบริษัทที่หลุดอันดับนั้น ๆ จะต้องเคยอยู่ใน 100 อันแรกในปีที่ผ่านมาเท่านั้น

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาดัชนีหุ้น Nasdaq 100

จากข้อมูลในอดีตเราจะพบว่าผลตอบแทน 1 ปีของดัชนี Nasdaq100 มีความสัมพันธ์เชิงผกผันกับอัตราเงินเฟ้อ เมื่อใดที่อัตราเงินเฟ้อสูงอัตราผลตอบแทนของดัชนีจะลดลงทันที สาเหตุเนื่องมาจากการที่เงินเฟ้อสูงจะส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสะกัดเงินเฟ้อ และการที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นจะส่งผลให้บริษัทมีรายจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้นและผู้บริโภคอาจมีแรงจูงใจในการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการน้อยลงเพราะสามารถนำเงินไปฝากธนาคารแล้วได้ดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งอาจจะยังไม่สามารถนับได้ว่าเป็นสินค้าจำเป็นเท่าไรนัก รายจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้นพร้อมกับยอดขายที่อาจลดลงจึงส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทโดยตรง และส่งผลกดดันต่อราคาหุ้นและการเคลื่อนไหวของดัชนีโดยรวม


16704677478985

* ที่มา yahoo finance 


ในอนาคตถ้าเราอยากรู้ว่าดัชนี Nasdaq 100 จะปรับตัวขึ้นเมื่อไร เราก็สามารถคาดการ์ณได้จากอัตราเงินเฟ้อนี่เอง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อจะเป็นดัชนีชี้วัดหลักในการคาดการณ์ต่อไปว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยต่อหรือไม่ มีความเป็นไปได้ที่อัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงจนถึงอัตราเป้าหมายของเฟดจากสองปัจจัยคือ 


1.ความพยายามของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องน่าจะเริ่มส่งผลต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจแล้ว 


2. ฐานดัชนีค่าครองชีพที่สูงในปีก่อนหน้าจะทำให้เงินเฟ้อ (เปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพโดยรวม) ปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่มากนัก 


ดังนั้นจึงมีโอกาสที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี Nasdaq 100 จะค่อยๆ ทรงตัวได้หลังจากที่ปรับลดลงมาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา เป็นโอกาสที่จะค่อยๆ ทยอยสะสมหุ้นคุณภาพดีเข้าพอร์ต แต่การถือครองควรเป็นระยะยาวแบบ 1 ปี ขึ้นไป และคงไม่สามารถคาดหวังที่จะทำกำไรในระยะสั้นได้เพราะยังคงมีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังไม่แน่นอนอยู่ เมื่อไรก็ตามที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนีจะถูกเทขายทิ้งอีก

เหตุใดจึงควรลงทุนในดัชนี Nasdaq 100

การลงทนในดัชนี Nasdaq 100 เป็นการเปิดโอกาสให้เราสามารถลงทุนและเป็นเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้ทางอ้อม ด้วยประวัติผลตอบแทนที่มักสูงกว่าค่าเฉลี่ยในตลาด ช่วยกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนแค่เฉพาะในประเทศไทย ไม่พึ่งพาการเติบโตของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่ครอบคลุมไปยังบริษัทเทคโนโลยีขนานใหญ่หลายต่อหลายแห่ง นอกจากนี้หุ้นในดัชนี Nasdaq 100 ยังมีสภาพคล่องสูง เพราะเป็นที่นิยมในการซื้อขาย ทำให้รายจ่ายในการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้นแต่ละตัวค่อนข้างต่ำ สถาบันการเงินรายใหญ่ทั่วโลกให้การยอมรับ แม้ว่าหุ้นแต่ละตัวอาจให้ผลตอบแทนที่สูง แต่ก็ย่อมมีความเสี่ยงมากกว่าเช่นกัน 


  1. ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง ทั้ง 100 บริษัทมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมาะกับใครที่กำลังมองหาผลตอบแทนอย่างมหาศาลจากการลงทุน


  2. ดัชนี Nasdaq มีการเติบโตที่มั่นคง ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งรายย่อยและสถาบัน โดยถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดในโลก


  3. การกระจายความเสี่ยงไปในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เปิดโอกาสให้คุณเป็นเจ้าของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากทั่วโลก กระจายความเสี่ยงไปยังหลายๆ อุตสาหกรรม ดีกว่าเลือกลงทุนในบริษัทใดบริษัทหนึ่ง


ในประเทศไทยเราสามารถลงทุนผ่านช่องทางใดได้บ้าง

อย่างไรก็ดีนักลงทุนไม่สามารถลงทุนในดัชนี Nasdaq 100 ได้โดยตรงแต่สามารถลงทุนผ่านทาง 2 ช่องทางคือ กองทุนรวมและ สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contract of Difference: CFD) 


1. กองทุนรวม

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่งเปิดให้ลงทุนในกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในหุ้นตาม Nasdaq 100 ตามละเอียดดังต่อไปนี้


ตัวแทนจำหน่าย

กองทุนรวม

รหัสกองทุน

เงินลงทุนขั้นต่ำ

ปันผล

ค่าธรรมเนียมการจัดการ

ระดับความเสี่ยง

ข้อมูลกองทุน

BCAP Asset Management

กองทุนเปิดบีแคป หุ้นยูเอส เอ็นดี 100

BCAP-USND100

500

ไม่จ่าย

ไม่เกิน 1.605% (เก็บจริง0.321%)

6

คลิกที่นี่

บลจ กสิกรไทย

กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส ดัชนีเอ็นดีคิว 100-A ชนิดสะสมมูลค่า

K-USXNDQ-A(A)

500

ไม่จ่าย

ไม่เกิน 3.2100% ต่อปี

6

คลิกที่นี่

บลจ กสิกรไทย

กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส ดัชนีเอ็นดีคิว 100-A ชนิดจ่ายเงินปันผล

K-USXNDQ-A(D)

500

จ่าย

ไม่เกิน 3.2100% ต่อปี

6

คลิกที่นี่


2. Contract of Difference (CFD) 

Contract of Difference หรือสัญญาส่วนต่างเป็นตราสารทางการเงินชนิดหนึ่งที่เราสามารถทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ดัชนี และสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ โดยที่ตัวเราไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ดังกล่าวโดยตรง เพียงแค่เราถือสัญญาไว้ เราก็สามารถทำกำไรได้ด้วยการวางหลักประกันเพียงแค่บางส่วน 


ยกตัวอย่างเช่นในกรณีนี้ เราไม่จำเป็นต้องมีเงินลงทุนสูงขนาดที่จะสามารถซื้อหุ้น 100 ตัวในดัชนี Nasdaq 100 แต่สามารถทำกำไรจากการขึ้นลงของราคาได้แทน เช่น ถ้าเราคาดว่าระดับดัชนีจะเพิ่มขึ้นให้เราเปิดคำสั่งซื้อ (BUY) เอาไว้ แต่ถ้าคิดว่าราคาจะลงให้เปิดคำสั่งขาย (Sell) และหากทิศทางของราคาเป็นไปตามที่คุณคาดไว้ก็สามารถทำกำไรจาก CFD ได้ทันที ซึ่งโดยรวมแล้วการซื้อขาย CFD เป็นการลงทุนที่ใช้เงินทุนต่ำ แต่ก็มีความเสี่ยงสูง 


เนื่องจากการวางเงินประกันที่น้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าเงินลงทุนจริง เช่น 1 ต่อ 500 ซึ่งหมายความว่า มีเงินวางประกันไว้ 100 บาท จะสามารถเก็งกำไรดัชนีมูลค่า 50,000 บาทได้ หากมูลค่าดัชนีผันผวนเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลให้เงินประกันที่วางไว้หมด จนถูกบังคับให้ปิดสัญญาหรือขายขาดทุนค่อนข้างมาก ซึ่งจะต่างจากการถือครองกองทุนรวม ที่เรามีส่วนเป็นเจ้าของหุ้นโดยตรง โดยนักลงทุนที่สนใจอยากทำกำรไจาก CFD ก็สามารถสมัครและเปิดคำสั่งซื้อขายได้ที่โบรกเกอร์ชั้นนำต่าง ๆ เช่น Mitrade เป็นต้น


mitrade    
💸 ห้ามพลาด!!! 💸    
แจกโบนัสสำหรับลูกค้าใหม่ $100 ดอลลาร์! 🎁🎁🎁    

ค่าคอมฯ 0 สเปรดต่ำ! เงินฝากขั้นต่ำ $50 🤑    
ฝึกเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 ฟรี 💰
การลงทุนมีความเสี่ยง อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน


ดัชนีอื่นที่คุณอาจจะสนใจด้วย>>>

S&P 500 คืออะไร?

Dow Jones(DJIA) คืออะไร? สำคัญยังไง? ทำไมต้องดูทุกวัน

SET50 คืออะไร? SET50 มีอะไรบ้าง? และลงทุน SET50 ยังไง?

นิเคอิ225(Nikkei 225) คืออะไร? ลงทุนหุ้นญี่ปุ่นผ่านดัชนีนิเคอิ225

สรุป

จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดคงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ดัชนี Nasdaq 100 เป็นดัชนีที่ควรลงทุน ด้วยเหตุผลที่สรุปได้ง่าย ๆ ว่า เป็นดัชนีที่รวมหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกเอาไว้ถึง 100 บริษัท และชื่อเสียงของแต่ละบริษัทก็เป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดี อีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือและความมั่นคง แต่นักลงทุนควรตระหนักเสมอว่า การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงดังนั้นอย่าลืมศึกษาวิธีการลงทุนให้ละเอียดและรอบคอบก่อนการลงทุนทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย
สังเกตให้ดีอย่าสับสน ดัชนี Nasdaq 100 และ Nasdaq Composite แตกต่างกันอย่างไร
เชื่อว่าหลายคนจะต้องคุ้นเคย หรือไม่ก็ต้องเคยได้ยินชื่อดัชนี Nasdaq Composite กันมาบ้าง แต่ทราบหรือไม่ว่า ดัชนีตัวนี้แตกต่างจากดัชนี Nasdaq 100 ยังไง และหากคุณกำลังสับสนระหว่างดัชนี 2 ตัวนี้ เรามีหลักจำและวิธีการสังเกตความแตกต่างง่าย ๆ มาฝากคือ ​ดัชนี Nasdaq Composite คือดัชนีที่รวมหุ้นของบริษัททั้งในสหรัฐอเมริกาและในต่างประเทศเอาไว้มากกว่า 3,000 บริษัท โดยบริษัททั้งหมดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq แต่สำหรับ Nasdaq 100 จะเป็นดัชนีที่รวมหุ้นกลุ่มบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 100 อันแรกในตลาด Nasdaq ซึ่งไม่รวมบริษัททางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารสำหรับการลงทุน หรือธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นหากพูดถึงความผันผวนแล้วดัชนี Nasdaq 100 จะเกิดความผันผวนรุนแรงมากกว่าดัชนี Nasdaq Composite เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ

*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา


การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่?
บทความที่เกี่ยวข้อง
placeholder
SET50 คืออะไร? SET50 มีอะไรบ้าง? และลงทุน SET50 ยังไง?บทความนี้เราขอแนะนำดัชนี SET50 นะครับ รวมถึง SET50 คืออะไร, SET50 มีอะไรบ้าง, วิธีคำนวณ SET50 และปัจจัยที่ส่งผลต่อดัชนี SET50 และลงทุน SET50 ยังไงนะครับ
ผู้เขียน  MitradeInsights
บทความนี้เราขอแนะนำดัชนี SET50 นะครับ รวมถึง SET50 คืออะไร, SET50 มีอะไรบ้าง, วิธีคำนวณ SET50 และปัจจัยที่ส่งผลต่อดัชนี SET50 และลงทุน SET50 ยังไงนะครับ
placeholder
S&P 500 คืออะไร?S&P 500 เป็นดัชนีชี้วัดชั้นนำและเป็นหนึ่งในเกณฑ์มาตรฐานที่แพร่หลายที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ บทความนี้จะพานักลงทุนทำความรู้จักกับดัชนีหุ้นสหัฐ S&P 500 รวมถึง S&P 500 คืออะไร, S&P 500 คำนวณอย่างไร, รายชื่อหุ้นใน S&P 500, S&P 500 และ Dow Jones แตกต่างกันอย่างไร, ทำใมต้องลงทุนใน S&P 500 และ S&P 500 ซื้อยังไงนะครับ
ผู้เขียน  MitradeInsights
S&P 500 เป็นดัชนีชี้วัดชั้นนำและเป็นหนึ่งในเกณฑ์มาตรฐานที่แพร่หลายที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ บทความนี้จะพานักลงทุนทำความรู้จักกับดัชนีหุ้นสหัฐ S&P 500 รวมถึง S&P 500 คืออะไร, S&P 500 คำนวณอย่างไร, รายชื่อหุ้นใน S&P 500, S&P 500 และ Dow Jones แตกต่างกันอย่างไร, ทำใมต้องลงทุนใน S&P 500 และ S&P 500 ซื้อยังไงนะครับ
placeholder
นิเคอิ225(Nikkei 225) คืออะไร? ลงทุนหุ้นญี่ปุ่นผ่านดัชนีนิเคอิ225 Nikkei 225 ขึ้นสู่จุดสูงสุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1990 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2023 อะไรทำให้ราคาของ Nikkei 225 พุ่งกระฉูด? เราจะทำกำไรจากกระแสของ Nikkei 225 ได้อย่างไร? บทความนี้จะแจ้งให้คุณทราบ
ผู้เขียน  เมธิณี วสุมดีInsights
Nikkei 225 ขึ้นสู่จุดสูงสุดตั้งแต่เดือนสิงหาคม 1990 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2023 อะไรทำให้ราคาของ Nikkei 225 พุ่งกระฉูด? เราจะทำกำไรจากกระแสของ Nikkei 225 ได้อย่างไร? บทความนี้จะแจ้งให้คุณทราบ
placeholder
SET100 คืออะไร? รายชื่อหุ้น SET 100SET100 คือดัชนีหุ้นที่นิยมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบไปด้วยหุ้น 100 บริษัทชั้นนำที่มีปริมาณซื้อขายสูง และมีการคำนวณตัวชี้ที่สะท้อนสถานะของตลาดหุ้นไทย บทความนี้จะสำรวจทุกอย่างเกี่ยวกับ SET100 เช่น SET100 คืออะไร, เกณฑ์ของหุ้น SET100 และ วิธีการคำนวณหุ้น SET100 Index ตามมาดูกัน
ผู้เขียน  MitradeInsights
SET100 คือดัชนีหุ้นที่นิยมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกอบไปด้วยหุ้น 100 บริษัทชั้นนำที่มีปริมาณซื้อขายสูง และมีการคำนวณตัวชี้ที่สะท้อนสถานะของตลาดหุ้นไทย บทความนี้จะสำรวจทุกอย่างเกี่ยวกับ SET100 เช่น SET100 คืออะไร, เกณฑ์ของหุ้น SET100 และ วิธีการคำนวณหุ้น SET100 Index ตามมาดูกัน
placeholder
ดัชนีหุ้นคืออะไร ดัชนียอดนิยมของไทยและต่างประเทศมีอะไรบ้าง?คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับดัชนีหุ้น NASDAQ 100, Nikkei 225 และ Dow Jones​ ช่วงข่าวเศรษฐกิจตอนเช้าและเย็นของวัน คุณอาจสงสัยว่า ดัชนีหุ้นคืออะไร? สำคัญอย่างไร? คุณจะหาประโยชน์จากดัชนีเหล่านี้อย่างไร? บทความนี้มีคำตอบกับคุณ
ผู้เขียน  MitradeInsights
คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับดัชนีหุ้น NASDAQ 100, Nikkei 225 และ Dow Jones​ ช่วงข่าวเศรษฐกิจตอนเช้าและเย็นของวัน คุณอาจสงสัยว่า ดัชนีหุ้นคืออะไร? สำคัญอย่างไร? คุณจะหาประโยชน์จากดัชนีเหล่านี้อย่างไร? บทความนี้มีคำตอบกับคุณ
ราคาเสนอแบบเรียลไทม์