7 หุ้นโรงพยาบาล ตัวไหนดีในปี 2569

การลงทุนในหุ้นโรงพยาบาลถือเป็นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเชิงรับ (Defensive Stock) เนื่องจากธุรกิจโรงพยาบาลมีความสำคัญต่อสังคมและเศรษฐกิจทุกประเทศ การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ ดังนั้น หุ้นกลุ่มนี้มักมีรายได้สม่ำเสมอและสามารถเติบโตได้แม้ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี
7 อันดับหุ้นโรงพยาบาลที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในปี 2569
แม้ว่าในปี 2568 หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในประเทศไทยได้แสดงผลตอบแทนได้อย่างประทับใจ แต่เปิดปีม้าไฟมานี้ก็ได้ข่าวว่าหุ้นโรงพยาบาล 2569 ร่วงกันเป็นแถว แต่ก็ยังมีหุ้นตัวท็อปๆที่ยังคงขึ้นแท่นเป็นหุ้นที่มีความน่าเชื่อถือและน่าลงทุน ไปดูกันว่าท่ามกลางความน่ากังวลนี้จะมีหุ้นตัวไหนที่น่าจับตามองบ้าง
1.บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน)
เป็นบริษัทที่มีโรงพยาบาลในเครือ ได้แก่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และ โรงพยาบาลอูลานบาตอร์ซองโด (ประเทศมองโกเลีย) นอกจากนี้ ยังมีศูนย์การแพทย์อยู่ที่ประเทศพม่าเป็นจำนวนมาก ก่อตั้งขึ้น พ.ศ. 2518 ปัจจุบันสามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้มากกว่า 5,500 คนต่อวัน และเป็นผู้นำทางการแพทย์ฝนระดับภูมิภาคที่ให้บริการอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ BDMS ยังมีแผนขยายฐานลูกค้าต่างประเทศและเพิ่มจำนวนเตียง รวมถึงการสร้างโรงพยาบาลใหม่และขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะกลางและยาว
🔸 Market Cap (ลบ.): 319,430
🔸 ราคาปัจจุบัน (บาท): 20.00
🔸 กำไรสุทธิปี 2025 (ลบ.): 16,100 - 16,300
🔸 ROE: 16.8%
🔸 P/E (เท่า): 19.5
🔸สัดส่วนรายได้: รายได้จากเครือโรงพยาบาลในประเทศ + ต่างประเทศ
🔸 เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน)
2.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ดำเนินกิจการเกี่ยวกับโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2527 และมีการปรับโครงสร้างบริษัทในปี 2537 เป็นหนึ่งผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดแก่ผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคม
BH มีแผนปรับราคาค่าบริการสำหรับโรคที่มีความซับซ้อน และขยายพื้นที่ให้บริการเพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยชาวต่างชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และความต้องการบริการทางการแพทย์คุณภาพสูง
🔸 Market Cap (ลบ.): 135,060
🔸 ราคาปัจจุบัน (บาท): 167.50
🔸 กำไรสุทธิปี 2025 (ลบ.): 7,400
🔸 ROE: 31.9%
🔸 P/E (เท่า): 19.3
🔸 สัดส่วนรายได้: ผู้ป่วยต่างชาติสัดส่วนสูงกว่าคนไทย
🔸 เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)
3.บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน)
เป็นโรงพยาบาลเอกชนแนวหน้าของประเทศที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงสุดในอุตสาหกรรม HELTH ก่อตั้งในปี 2512 มีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 15 แห่ง และโพลีคลินิก 2 แห่ง ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และสปป.ลาว ให้บริการทางการแพทย์ในระดับปฐมภูมิถึงตติยภูมิ ภายใต้ 4 กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ เวิลด์เมดิคอล, เกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, เกษมราษฎร์ และการุญเวช
บล.กรุงศรีได้ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น BCH เป็น "ซื้อ" จากเดิม "ถือ" โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2568 จะเติบโต 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน
🔸 Market Cap (ลบ.): 25,190
🔸 ราคาปัจจุบัน (บาท): 10.20
🔸 กำไรสุทธิปี 2025 (ลบ.): 1,300 - 1,400
🔸 ROE: 11-12%
🔸 P/E (เท่า): 19.7
🔸 สัดส่วนรายได้: เน้นคนไข้ไทยและประกันสังคม
🔸 เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน)
4.โรงพยาบาลรามคำแหง
โรงพยาบาลรามคำแหง (RAM) เป็นโรงพยาบาลเอกชนระดับตติยภูมิที่มีชื่อเสียงด้านการรักษาโรคเฉพาะทาง โดยเฉพาะโรคหัวใจ สมอง กระดูก และศัลยกรรมขั้นสูง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2519 และตั้งอยู่บนถนนรามคำแหง ซึ่งเป็นทำเลที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง
RAM มีจุดแข็งด้านฐานผู้ป่วยเงินสดและประกันสุขภาพ รวมถึงการรักษาโรคซับซ้อนที่ให้ Margin สูง ส่งผลให้ผลประกอบการมีเสถียรภาพในระยะยาว แม้จะไม่ได้ขยายสาขาเชิงรุกเหมือนกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่
🔸 Market Cap (ลบ.): 21,720
🔸 ราคาปัจจุบัน (บาท/หุ้น): 18.20 บาท
🔸 ช่วงราคา 52 สัปดาห์: 16.60 – 22.90 บาท
🔸 ROE: 3.38%
🔸 P/E (เท่า): 33.41
🔸 สัดส่วนรายได้: IPD 60–70% OPD 25–35%
🔸 เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:โรงพยาบาลรามคำแหง
5.บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน)
เป็นกลุ่มบริษัทประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ในลักษณะโรงพยาบาลทั่วไป (General Hospital) ก่อตั้งเมื่อปี 2519 มีพันธกิจเพื่อช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษา ดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงในทุกมิติ
ในปี 2568 นี้ บริษัทคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2567 เนื่องจากการเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยและการขยายธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างรายได้ นักวิเคราะห์จากหยวนต้าได้แนะนำ "ซื้อ" หุ้น VIBHA โดยตั้งราคาเป้าหมายที่ 2.74 บาท มองว่าแนวโน้มปี 2568 สดใส จากการคลายกังวลเรื่องประกันสังคมและการขยายธุรกิจใหม่ๆ
🔸 Market Cap (ลบ.): 18,470
🔸 ราคาปัจจุบัน (บาท): 1.88
🔸 กำไรสุทธิปี 2025 (ลบ.): 778.31
🔸 ROE: 8.49%
🔸 P/E (เท่า): 47.6
🔸 สัดส่วนรายได้: OPD 45% IPD 55%
🔸 เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน)
6.โรงพยาบาลจุฬารัตน์
บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน เริ่มก่อตั้งในปี 2529 จนถึงปัจจุบัน มีทุนจดทะเบียนรวม 1,100 ล้านบาท ประกอบด้วยบริษัทย่อยจำนวน 12 บริษัท มีสาขาของโรงพยาบาลสถานพยาบาลและคลินิกในกลุ่มรวมทั้งหมด 15 แห่ง
CHG มีแผนขยายสาขาและเพิ่มจำนวนเตียงรองรับผู้ป่วย เพื่อรองรับความต้องการบริการทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ
🔸 Market Cap (ลบ.): 17,270
🔸 ราคาปัจจุบัน (บาท): 1.50
🔸 กำไรสุทธิปี 2025 (ลบ.): 20 - 40
🔸 ROE: 10.23%
🔸 P/E (เท่า): 21.7
🔸 สัดส่วนรายได้: ผู้ป่วยเงินสด 65-70%
🔸 เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน)
7.บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน)
เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลที่มุ่งสู้การเป็นศูนย์รวมดูแลสุขภาพที่ทันสมัยและได้รับความไว้วางใจมากที่สุด โดยก่อตั้งขึ้นในปี 2532 เน้นให้บริการแก่กลุ่มผู้รับบริการทั่วไปในประเทศไทยเป็นหลัก แต่ก็ยังครอบคลุมไปยังผู้รับบริการจากต่างประเทศอีกด้วย เช่น ประเทศจีน พม่า ลาว และกัมพูชา โดยมีนโยบายพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในระดับภูมิภาพ (Medical Hub)
PR9 ได้ลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น 9 CARE platform และ 9 CARE Shop เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ป่วย นอกจากนี้ PR9 มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์และโรงเรียนแพทย์ในประเทศไทย ทำให้สามารถหาบุคลากรที่มีความสามารถได้ต่อเนื่อง
🔸 Market Cap (ลบ.): 14,940
🔸 ราคาปัจจุบัน (บาท): 18.7 - 18.9
🔸 กำไรสุทธิปี 2025 (ลบ.): 520 - 560
🔸 ROE: 14%
🔸 P/E (เท่า): 18.4
🔸 สัดส่วนรายได้: OPD / IPD
🔸 เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน)
ตารางเปรียบเทียบ 7 อันดับหุ้นโรงพยาบาลที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในปี 2569
| ชื่อโรงพยาบาล | ชื่อตั๋ว | Market Cap (ลบ.) | ราคาหุ้น (บาท) | P/E (เท่า) | ROE (%) | สัดส่วนรายได้ |
| บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) | BDMS | 319,430 | 20.00 | 19.5 | 16.8 | เครือ รพ. ในประเทศ + ต่างประเทศ |
| โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ | BH | 135,060 | 167.50 | 19.3 | 31.9 | ผู้ป่วยต่างชาติสูงกว่าคนไทย |
| บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) | BCH | 25,190 | 10.20 | 19.7 | 11–12 | คนไข้ไทย + ประกันสังคม |
| โรงพยาบาลรามคำแหง | RAM | 21,720 | 18.20 | 33.4 | 3.38 | IPD 60–70% / OPD 25–35% |
| บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) | VIBHA | 18,470 | 1.88 | 47.6 | 8.49 | OPD 45% / IPD 55% |
| โรงพยาบาลจุฬารัตน์ | CHG | 17,270 | 1.50 | 21.7 | 10.23 | ผู้ป่วยเงินสด 65–70% |
| บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) | PR9 | 14,940 | 18.7–18.9 | 18.4 | 14.0 | OPD / IPD |
วิธีเลือกซื้อหุ้นโรงพยาบาล
การเลือกซื้อหุ้นโรงพยาบาลเป็นการลงทุนที่ต้องทำอย่างรอบคอบและอย่างมีความระมัดระวัง เนื่องจากนี่เป็นบางข้อแนะนำเพื่อสมควรในการตัดสินใจเลือกซื้อหุ้นโรงพยาบาล:
👉 ศึกษาโรงพยาบาล: ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่คุณสนใจ เราค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพของบริการทางการแพทย์, ค่าใช้จ่าย, รายได้, และนโยบายสาธารณสุขที่มีผลต่อโรงพยาบาล
👉 วิเคราะห์ความสามารถการเงิน: ตรวจสอบการเงินของโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายและรายได้ การดำเนินการแพทย์ที่ใช้ค่าใช้จ่าย และรายงานการเงินอื่น ๆ ของโรงพยาบาล
👉 วิเคราะห์โครงสร้างองค์กร: ทราบถึงโครงสร้างและการบริหารจัดการของโรงพยาบาล เข้าใจถึงการบริหารจัดการและการวางแผนทางธุรกิจของโรงพยาบาล
👉 ระดมข้อมูลเกี่ยวกับราคาหุ้น: ระดมข้อมูลเกี่ยวกับราคาหุ้นของโรงพยาบาล ควรตรวจสอบการแสดงผลราคาหุ้นในอดีตและแนวโน้มล่าสุด รวมถึงข่าวสารทางการเงินและการลงทุนที่มีผลต่อราคาหุ้น
👉 รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: หากคุณไม่มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์หุ้น ควรพิจารณาการรับคำแนะนำจากนักวิเคราะห์หุ้นที่มีประสบการณ์และมีความรู้ในวงการดูแลสุขภาพ
นักลงทุนหลายคนจะเริ่มลงทุนหุ้นกลุ่มนี้อาจสับสน ว่าจะเลือกลงทุนในหุ้นของโรงพยาบาลไหนดี เพราะมีมากมายหลายตัวแถม แต่ละตัวก็ชื่อเสียงโรงพยาบาลหรือไปใช้บริการมาน่าลงทุนทั้งนั้น เรามาติดตามกันให้ชัดเจนขึ้นสำหรับการเลือกหุ้นในกลุ่มนี้
1) ประเภทของหุ้นโรงพยาบาล
ดูทีผู้ที่มารับการรักษาหรือคนไข้ เป็นหลัก เช่น โรงพยาบาลที่โฟกัสไปยังกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ เช่น BH BDMS BCH และประเภทที่สอง คือ โรงพยาบาลที่เน้นลูกค้าในประเทศ หุ้นอย่างเช่น VIBHA CHG PR9 THG นั่นเอง เพราะว่าโรงพยาบาลแต่ละแห่งก็มีนโยบายจับลูกค้าที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ฉะนั้นถ้าเราเข้าใจรายได้ที่มาจากลูกค้ากลุ่มไหน หรือแม้แต่จุดเด่นของโรงพยาบาลนั้น จะทำให้เราสามารถจับจุดวิเคราะห์ได้ถูก เพราะหากเป็น รพ. ที่เน้นต่างชาติเป็นหลัก จำเป็นต้องติดตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นเช่นกัน เช่น หุ้นโรงพยาบาล ที่จับลูกค้ากลุ่มยุโรป พอประเทศในกลุ่มมีปัญหาเศรษฐกิจหรือซบเซา ทำให้การบินมาก็มาใช้บริการน้อยลงนั่นเองครับ หรือถ้าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงจากประเทศอาหรับ มีการจัดแพคเกจเพื่อดึงดึงลูกค้าในกลุ่มนี้เป็นต้น
2) ฝึกดูอัตราส่วนตัวเลขทางการเงิน
การศึกษาอัตราส่วนตัวเลขทางการเงินเช่น PE (Price-to-Earnings) และ ROE (Return on Equity) มีความสำคัญเนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนในหุ้นหรือบริษัท เรามาดูความสำคัญของแต่ละตัวดังนี้
⭐ PE เป็นอัตราส่วนที่นิยมใช้ในการประเมินความคุ้มค่าของหุ้นหรือบริษัท โดยเปรียบเทียบราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้น (Earnings per Share - EPS) ของบริษัท หรือ PE = ราคาหุ้น / EPS. โดยที่ค่า PE ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่ากำไรที่บริษัททำได้ต่อราคาหุ้นเป็นเท่าไร นอกจากนี้ยังช่วยในการเปรียบเทียบความคุ้มค่าของหุ้นในอุตสาหกรรมและระหว่างบริษัท
⭐ ROE คืออัตราส่วนที่บ่งบอกถึงกำไรที่บริษัททำได้ต่อส่วนของเงินทุนของผู้ถือหุ้น (Equity) ซึ่งเป็นส่วนทุนที่คนลงทุนเข้ามาในบริษัท. ROE ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจว่าบริษัทใช้เงินทุนของผู้ถือหุ้นอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้า ROE สูงแสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรมากต่อส่วนของเงินทุนที่ถือหุ้น นี่อาจช่วยในการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนในบริษัท
การศึกษา PE และ ROE จะช่วยในการตัดสินใจในการลงทุนในหุ้นหรือบริษัท โดยที่สูง PE และ ROE สูงสามารถหมายความว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงและต้องชำระราคาสูง แต่มีโอกาสทำกำไรมาก ส่วน PE ต่ำและ ROE ต่ำอาจชี้ว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงน้อยแต่กำไรน้อย คำสำคัญคือต้องพิจารณาและเปรียบเทียบอัตราส่วนนี้ร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อตัดสินใจการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายการเงินของคุณและระดับความเสี่ยงที่คุณพร้อมยอมรับ
3) กลยุทธ์ที่ใช้ทำธุรกิจและการเติบโต
ดูว่าธุรกิจของโรงพยาบาลนั้นๆสามารถเติบโตต่อไปในอนาคตโดยอาศัยกลยุทธแบบใด เพราะหมายถึงราคาหุ้นและเงินปันผลที่คาดหวังในทิศทางของโรงพยาบาล เช่น
⭐ กลยุทธ์การเติบโต ด้วยการควบรวมกิจการ อยากโตไวทั้งรายได้และกำไร ก็ใช้ทางลัดกันไปเลย โดยวิธีการซื้อโรงพยาบาลอื่น แล้วนำมารีโนเวทใหม่ ตกแต่งให้เป็นธีมเดียวกัน สวมแบรนด์ของเขาเข้าไป
⭐ กลยุทธ์ขยายสาขาโรงพยาบาลใหม่ในพื้นที่กลยุทธ์ เหมาะสำหรับโรงพยาบาลที่มีเชนสาขาของตัวเอง อาจจะไปเปิดสาขาเพิ่มในจุดยุทธศาสตร์ทีดี เป็นพื้นที่ต้องการโรงพยาบาลที่เหมาะกับรายได้และจำนวนความหนานแน่นของประชากร ใครที่ถือหุ้นโรงพยาบาลที่ขยายตัวจากการสร้างตึกใหม่ ก็ต้องรอกันหน่อย เพราะหลังจากสร้างเสร็จก็มีค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามมามากมาย
⭐ กลยุทธ์จับกลุ่มเฉพาะความเชี่ยวชาญ กลยุทธ์นี้หลังๆอินเทรนท์มาแรงอย่างยิ่ง เช่น มีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งจับกลุ่มคนจีนที่อยากมีลูก ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ หรือโรงพยาบาลที่มีจุดเด่นเรื่อง แพคเกจครบวงจร ทั้งรักษาและมีคอร์สฟื้นฟูสปาไปพร้อมกัน แม้แต่การนำจุดขายเรื่องศัลยกรรมเข้ามาชูโรงเช่นกัน
ทำไมหุ้นโรงพยาบาลถึงน่าสนใจ?
นอกจากจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ความต้องการรับบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานแล้ว การเกิดโรคใหม่ๆ ถือเป็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาล ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น เพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงและความเสี่ยงต่ำ และเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต
1.เป็นธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอ ข้อนี้ต้องขอออกตัวก่อนว่าเป็นลักษณะของหุ้นโรงพยาบาลในภาพรวมนะครับ เพราะในแต่ละโรงพยาบาลมีฐานลูกค้าที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกโรงพยาบาลมีเหมือนกัน คือ รายได้ระยะยาว ที่เกิดจากการใช้บริการของลูกค้าหรือผู้ป่วย โดยในตอนแรก หลังจากลงทุนสร้างอาคารและอุปกรณ์ เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือจะเป็นการเก็บรายได้จากผู้ใช้บริการล้วน ๆ ซึ่งแต่ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ที่ต้องมีการสร้างสิ่งก่อสร้างเรื่อย ๆ เพื่อรักษาอัตรากำไร
2. เป็นธุรกิจที่ความเสี่ยงน้อย ข้อนี้มีชื่อเรียกตามภาษานักลงทุนว่า เป็นหุ้น Defensive Stock ข้อดีของมันคือ ในยามที่ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในหายนะ หุ้นโรงพยาบาลดี ๆ ก็ไม่ได้ร่วงลงมามากนัก ตรงกันข้ามหากตลาดหุ้นกำลังรุ่งพุ่งแรง หุ้นโรงพยาบาลก็ไม่ได้พุ่งปรี๊ดทะลุปรอทเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า เป็นหุ้นปลอดภัย ถือกันได้ยาว ๆ ครับ
3. เป็นธุรกิจที่มีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ข้อนี้เป็นผลต่อเนื่องจากข้อ 1 ที่ลงทุนครั้งเดียว แล้วจะมีกระแสเงินสดตามมาเรื่อย ๆ สุดท้ายก็สามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
ธุรกิจโรงพยาบาลมักจะเติบโตได้ดีในช่วงเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ดังนั้น จึงถูกมองว่าเป็นหุ้นกลุ่มเชิงรับ (Defensive Stock) ทำให้เห็นการซื้อขายค่อนข้างคึกคักในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และหากสังเกตก็พบว่าโรงพยาบาลเป็นธุรกิจที่ทำความเข้าใจได้ง่าย นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูล วิเคราะห์ได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งก่อนตัดสินใจลงทุนหุ้นโรงพยาบาล ต้องทำการวิเคราะห์จากปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก ศึกษาข้อมูลบทวิจัยและขอคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ อีกทั้งควรลงทุนในระยะยาว
สรุป
สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาหุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอและเหมาะกับการสะสมความมั่งคั่งไว้ในพอร์ตการลงทุน 7 หุ้นโรงพยาบาลที่ได้กล่าวไปทั้งหมดถือมีความโดดเด่นและมีศักยภาพในการเติบโตเป็นอย่างมาก หากคุณมองหาหุ้นของโรงพยาบาลที่มีฐานลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงน่าจะตอบโจทย์มากที่สุด หรือหากสนใจธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและขยายสาขาได้ดี ก็สามารถเลือกดูโรงพยาบาลขนาดกลางที่มีศักยภาพในการเติบโตเช่นกัน ห้ามพลาดที่จะพิจารณาหุ้นเหล่านี้ หากต้องการเสริมความมั่นคงให้กับพอร์ตลงทุนของคุณในระยะยาว

จุดเด่นสำหรับการเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลคืออะไร
ทุกคนและทุกวัยต่างต้องการการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดของต้นเองด้วยกันทั้งนั้น สำหรับผู้ประกอบการโรงพยาบาลที่เข้าใจตลาดและสามารถให้การบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ก็มักจะสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอซึ่งสนับสนุนการจ่ายเงินปันผลเป็นประจำได้ ดังนั้น การเลือกลงทุนในหุ้นโรงพยาบาลลักษณะนี้ก็จะช่วยเพิ่มผลดีให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณ
ถ้าจะเลือกลงทุนในหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล นักลงทุนต้องคำนึงถึงความเสี่ยงในด้านใดบ้าง
โดยทั่วไปแล้วจะต้องสังเกตจากหลายอย่างเช่น ต้นทุน หนี้สิน รายได้ หรืออาจรวมไปถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงพยาบาลเอง ด้วยการศึกษาความเสี่ยงเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนเลือกหุ้นโรงพยาบาลด้วยความมั่นใจได้มากขึ้น
หุ้นโรงพยาบาล ปันผล ดี ดูยังไง?
หุ้นโรงพยาบาลที่จ่ายเงินปันผลดี มักแสดงให้เห็นถึงกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ อัตราการจ่ายเงินปันผลที่สมเหตุสมผล และระดับหนี้สินที่จัดการได้ สำหรับประวัติการจ่ายเงินปันผลหรือการเติบโตที่มั่นคงยังบ่งชี้ถึงวินัยทางการเงิน นอกจากนี้ด้วยกระแสเงินสดอิสระที่เติบโตขึ้นช่วยให้มั่นใจได้ว่าเงินปันผลจะยั่งยืนแม้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ
ลงทุนหุ้นโรงพยาบาล ต่างประเทศดีไหม?
หุ้นโรงพยาบาลต่างประเทศสามารถใ ห้ความหลากหลายและโอกาสในการเข้าถึงตลาดการดูแลสุขภาพที่เติบโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีชนชั้นกลางขยายตัว อย่างไรก็ตาม หุ้นเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นในประเทศ เช่น ความผันผวนของสกุลเงิน ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความแตกต่างด้านกฎระเบียบ และการกำกับดูแลกิจการที่อ่อนแอ ดังนั้น แนะนำว่าควรใช้เป็นส่วนเสริมของการลงทุนในประเทศมากกว่าที่จะเป็นสินทรัพย์หลัก
*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา
การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน



