วิธีดูกราฟหุ้นฉบับมือใหม่ คู่มือสอนอ่านกราฟหุ้นให้เป็นใน 7 ขั้นตอน

อัพเดทครั้งล่าสุด
Lloyd Luo
coverImg
แหล่งที่มา: DepositPhotos

มีคำกล่าวในวงการการลงทุนว่า “ราคาได้สะท้อนทุกอย่างไว้แล้ว” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ทางเทคนิค วันนี้ เราจะพาทุกคนไปเจาะลึก วิธีดูกราฟหุ้น ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคที่เทรดเดอร์ระดับโลกใช้กัน และดูว่าเราจะนำไปใช้ทำกำไรจริงได้อย่างไรบ้าง

กราฟหุ้นคืออะไร?

นิยามของกราฟหุ้น


ในนิยามที่ลึกซึ้งที่สุด กราฟหุ้น คือ “บันทึกประวัติศาสตร์ของอารมณ์มนุษย์” ในรูปแบบของข้อมูลเชิงปริมาณ มันคือกระจกสะท้อนความโลภ (Greed) และความกลัว (Fear) ของตลาด ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ


ข้อมูลดิบจากการซื้อขาย ไม่ว่าจะเป็นราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด ถูกนำมาประมวลผลเป็นภาพเพื่อให้สมองของมนุษย์สามารถจับรูปแบบ (Pattern) และแนวโน้ม (Trend) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


การวิเคราะห์กราฟหุ้น หรือที่เรียกว่า Technical Analysis ตั้งอยู่บนสมมติฐานหลัก 3 อย่าง คือ


  • ราคาได้สะท้อนทุกอย่างไว้แล้ว (Price Discounts Everything): ข่าวสาร งบการเงิน หรือปัจจัยพื้นฐาน ล้วนถูกรับรู้และสะท้อนออกมาในราคาหุ้น ณ ปัจจุบันแล้ว

  • ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวโน้ม (Price Moves in Trends): ราคาไม่ได้เคลื่อนที่แบบสุ่ม (Random) เสมอไป แต่มีทิศทางที่ชัดเจนจนกว่าจะมีแรงกระทำมาเปลี่ยนทิศ

  • ประวัติศาสตร์มักซ้ำรอย (History Repeats Itself): เพราะธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยเปลี่ยน ความกลัวและความโลภยังคงขับเคลื่อนตลาด ทำให้รูปแบบกราฟในอดีตมักเกิดขึ้นซ้ำในปัจจุบัน


สถิติจากตลาดหลักทรัพย์และการวิเคราะห์จากโบรกเกอร์ชั้นนำชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนที่มีทักษะในการอ่านกราฟและบริหารความเสี่ยง มีโอกาสทำกำไรและอยู่รอดในตลาดระยะยาวสูงกว่าผู้ที่ซื้อขายโดยอาศัยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวถึง 60-70%


ตัวเลขนี้ยืนยันว่ากราฟหุ้นไม่ใช่เรื่องของการเดา แต่เป็นเรื่องของสถิติและความน่าจะเป็น


ส่วนประกอบพื้นฐานของกราฟหุ้น

ส่วนประกอบพื้นฐานของกราฟหุ้น


ก่อนที่จะไปถึงกลยุทธ์ซับซ้อน เราต้องทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานของกราฟหุ้นเสียก่อน กราฟราคามาตรฐานประกอบด้วยแกนข้อมูลหลัก 2 แกน และองค์ประกอบเสริมที่สำคัญ ดังนี้


แกนเวลา (X-axis)

แกนแนวนอนแสดงช่วงเวลาของการซื้อขาย ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการกำหนดบริบทของการวิเคราะห์ การแบ่งช่วงเวลา หรือ Timeframe เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องเลือกให้เหมาะกับจริตการลงทุนของตนเอง


  • Intraday (รายนาที/รายชั่วโมง): เช่น กราฟ 5 นาที, 15 นาที, 1 ชั่วโมง เหมาะสำหรับ Day Trader หรือนักเก็งกำไรที่ต้องการจบเกมเร็ว การเคลื่อนไหวใน Timeframe นี้จะรวดเร็วและเต็มไปด้วย “สัญญาณรบกวน” (Noise)

  • Daily (รายวัน): กราฟมาตรฐานที่แสดงราคาปิดในแต่ละวัน เหมาะสำหรับ Swing Trader และนักลงทุนระยะกลาง เป็น Timeframe ที่มีความแม่นยำสูงและสัญญาณรบกวนน้อยลง

  • Weekly/Monthly (รายสัปดาห์/รายเดือน): เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาว (Position Trader) หรือ VI เพื่อดูแนวโน้มใหญ่ระดับมหภาค


แกนราคา (Y-axis)

แกนแนวตั้งแสดงระดับราคาของหุ้นหรือสินทรัพย์ ในแพลตฟอร์มขั้นสูงอย่าง TradingView นักลงทุนสามารถเลือกแสดงแกนราคาได้ 2 แบบ คือ

  • Arithmetic (Linear) Scale: สเกลปกติที่ระยะห่างของราคาเท่ากันทุกช่วง (เช่น 10 ไป 20 มีระยะห่างเท่ากับ 100 ไป 110) เหมาะสำหรับการดูราคาระยะสั้น

  • Logarithmic (Log) Scale: สเกลที่แสดงระยะห่างตาม “เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง” (เช่น ระยะห่างจาก 10 ไป 20 คือ 100% จะเท่ากับระยะห่างจาก 100 ไป 200) สเกลนี้มีความสำคัญมากในการดูหุ้นเติบโตหรือกราฟระยะยาว เพราะช่วยให้เห็นอัตราการเติบโตที่แท้จริง


ปริมาณการซื้อขาย (Volume)

มักแสดงเป็นแท่งกราฟด้านล่างสุดของกระดาน Volume คือจำนวนหุ้นที่ถูกเปลี่ยนมือในช่วงเวลานั้นๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง Volume และราคามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะ Volume เปรียบเสมือน “เชื้อเพลิง” หากราคาวิ่งขึ้นแรงแต่ Volume แห้ง เปรียบเสมือนรถที่วิ่งด้วยแรงส่งแต่ไม่มีน้ำมัน ย่อมไปได้ไม่ไกล

กราฟหุ้น 3 ประเภทที่นิยมใช้

กราฟหุ้น 3 ประเภทที่นิยมใช้


แม้ข้อมูลตั้งต้นจะเป็นชุดตัวเลขเดียวกัน (ราคา Open, High, Low, Close) แต่วิธีการนำเสนอข้อมูลนั้นส่งผลต่อการรับรู้และการตัดสินใจอย่างมาก


ในวงการเทรด มีรูปแบบกราฟ 3 ประเภทหลักที่ได้รับความนิยม ซึ่งแต่ละแบบมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน


1.กราฟเส้น (Line Chart)

กราฟเส้นเป็นรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุด สร้างขึ้นจากการลากเส้นเชื่อมต่อจุด “ราคาปิด” (Closing Price) ของแต่ละช่วงเวลาเข้าด้วยกัน


จุดเด่น

  • เรียบง่าย (Simplicity): ตัดรายละเอียดความผันผวนระหว่างวันออกไป ทำให้เห็นแนวโน้มหลัก (Trend) ได้อย่างชัดเจนและสะอาดตา

  • ความสำคัญของราคาปิด: ในทางทฤษฎีดาว (Dow Theory) ราคาปิดถือเป็นราคาที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นบทสรุปของการต่อสู้ในวันนั้น กราฟเส้นจึงสะท้อนมติสุดท้ายของตลาด


ข้อจำกัด

  • ขาดรายละเอียด: ไม่แสดงราคาเปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด ทำให้ไม่เห็นความผันผวน (Volatility) ที่เกิดขึ้นระหว่างวัน นักลงทุนจะไม่ทราบว่าระหว่างวันราคาเคยพุ่งไปสูงแค่ไหนหรือร่วงลงไปลึกเท่าไหร่


เหมาะสำหรับ: นักลงทุนระยะยาวที่ต้องการดูภาพกว้าง หรือใช้ดูเปรียบเทียบผลตอบแทนระหว่างสินทรัพย์ (Relative Performance)


2.กราฟแท่ง (Bar Chart)

กราฟแท่ง หรือ OHLC Chart (Open-High-Low-Close) เป็นรูปแบบที่นิยมในฝั่งตะวันตกก่อนการมาถึงของกราฟแท่งเทียน แสดงข้อมูลครบทั้ง 4 มิติในรูปแบบคล้ายกิ่งไม้


รูปแบบ

  • เส้นแนวตั้ง (Vertical Line): ความยาวของเส้นแสดงช่วงราคาสูงสุด (High) ถึงต่ำสุด (Low) หรือ Trading Range

  • ขีดซ้าย (Left Tick): แสดงราคาเปิด (Open)

  • ขีดขวา (Right Tick): แสดงราคาปิด (Close)


จุดเด่น

  • ข้อมูลครบถ้วน: แสดงความผันผวนและกรอบราคาได้อย่างชัดเจน

  • วิเคราะห์กลุ่มราคา (Price Cluster): เหมาะสำหรับการวิเคราะห์รูปแบบการบีบตัวของราคา (Contraction)


ข้อจำกัด

  • อ่านยากกว่า: การแยกแยะแรงซื้อแรงขายด้วยสายตาทำได้ช้ากว่ากราฟแท่งเทียน เนื่องจากไม่มีการใช้สีสันที่ชัดเจนในการบอกทิศทาง


เหมาะสำหรับ: นักวิเคราะห์ทางเทคนิคสายคลาสสิกที่ต้องการข้อมูลดิบที่แม่นยำ


3.กราฟแท่งเทียน (Candlestick Chart)

พัฒนาโดย Munehisa Homma พ่อค้าข้าวชาวญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 18 และเป็นรูปแบบที่ ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน กราฟแท่งเทียนนำเสนอข้อมูล OHLC เช่นเดียวกับกราฟแท่ง แต่เพิ่มมิติของ “สี” และ “รูปร่าง” เพื่อสื่อสารอารมณ์ของตลาด


รูปแบบ

  • เนื้อเทียน (Real Body): ส่วนที่กว้างที่สุด แสดงระยะห่างระหว่างราคาเปิดและราคาปิด

  • ไส้เทียน (Shadow/Wick): เส้นบางๆ ที่ยื่นออกมา แสดงราคาสูงสุดและต่ำสุด


สีของเทียน

  • สีเขียว (หรือขาว/โปร่ง): ราคาปิด > ราคาเปิด (Bullish) แสดงถึงแรงซื้อชนะ

  • สีแดง (หรือดำ/ทึบ): ราคาปิด < ราคาเปิด (Bearish) แสดงถึงแรงขายชนะ


จุดเด่น

  • สะท้อนจิตวิทยา: ขนาดของเนื้อเทียนและไส้เทียนบอกถึงความรุนแรงของอารมณ์ตลาดได้ทันที เช่น เนื้อเทียนยาวแสดงถึงความมั่นใจ (Conviction) ไส้เทียนยาวแสดงถึงการปฏิเสธราคา (Rejection)

  • รูปแบบที่ชัดเจน: มีรูปแบบมาตรฐาน (Pattern) ที่ช่วยพยากรณ์จุดกลับตัวได้แม่นยำ


เหมาะสำหรับ: นักเทรดทุกประเภท โดยเฉพาะสายเก็งกำไรและ Swing Trade ที่ต้องการจุดเข้า-ออกที่ชัดเจน


เปรียบเทียบกราฟหุ้น 3 ประเภทที่นิยมใช้

คุณสมบัติกราฟเส้น (Line)กราฟแท่ง (Bar)กราฟแท่งเทียน (Candlestick)
ข้อมูลที่แสดงราคาปิด (Close)OHLC

OHLC + Body Colo

ความง่ายในการอ่านง่ายมากปานกลางง่ายและรวดเร็ว
การสะท้อนอารมณ์ต่ำปานกลางสูงมาก
ความนิยม20%10%70%

วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน

วิธีอ่านกราฟแท่งเทียน


การอ่านกราฟแท่งเทียนไม่ใช่เพียงการจดจำชื่อเรียกญี่ปุ่นที่แปลกหู แต่คือการทำความเข้าใจ “การต่อสู้” ที่เกิดขึ้นภายในกรอบเวลานั้นๆ


แท่งเทียนแต่ละแท่งเล่าเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างฝ่ายซื้อ (กระทิง) และฝ่ายขาย (หมี) ใครเป็นผู้ครองความได้เปรียบ ใครเป็นผู้เพลี่ยงพล้ำ และใครกำลังลังเล


แท่งเทียนบอกอะไร?

  • เนื้อเทียน (Body) บอกพลัง: ความยาวของเนื้อเทียนสะท้อนถึงโมเมนตัม

    • เนื้อเทียนยาว: แสดงถึงความเด็ดขาด หากเป็นแท่งเขียวยาว (Marubozu) แปลว่ากระทิงควบคุมตลาดได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่เปิดจนปิด ตลาดมีความต้องการซื้อสูงมาก

    • เนื้อเทียนสั้น: แสดงถึงการต่อสู้ที่สูสี หรือตลาดขาดแรงขับเคลื่อน (Low Volatility) มักเป็นช่วงสะสมพลัง

  • ไส้เทียน (Wick) บอกการปฏิเสธ: ความยาวและตำแหน่งของไส้เทียนสะท้อนถึงการต่อต้าน

    • ไส้บนยาว: ราคาพยายามวิ่งขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุด แต่ถูกแรงขายตบกลับลงมา แสดงถึงแรงขายที่แนวต้านยังแข็งแกร่ง

    • ไส้ล่างยาว: ราคาถูกเทขายลงไปทำจุดต่ำสุด แต่มีแรงซื้อ “ช้อน” กลับขึ้นมา แสดงถึงแรงรับที่แข็งแกร่ง


รูปแบบแท่งเทียนการกลับตัว (Reversal Patterns)

รูปแบบแท่งเทียนการกลับตัว


การจดจำรูปแบบแท่งเทียนพื้นฐานจะช่วยให้คุณไหวตัวทันก่อนตลาดจะเปลี่ยนทิศทาง ต่อไปนี้คือรูปแบบสำคัญที่พบได้บ่อยและมีความแม่นยำสูง


1. รูปแบบแท่งเดียว (Single Candle Patterns)

  • Hammer (ค้อน): เกิดในแนวโน้มขาลง มีไส้ล่างยาวอย่างน้อย 2 เท่าของเนื้อเทียน และเนื้อเทียนสั้นอยู่ด้านบน

    • ความหมาย: แรงขายพยายามกดราคาลงต่ำสุด แต่ล้มเหลว เพราะแรงซื้อสวนกลับดันราคาขึ้นมาปิดใกล้จุดสูงสุด เป็นสัญญาณ Bullish Reversal (เตรียมกลับตัวขึ้น)

  • Shooting Star (ดาวตก): ตรงข้ามกับ Hammer เกิดในแนวโน้มขาขึ้น มีไส้บนยาว เนื้อเทียนสั้นอยู่ด้านล่าง

    • ความหมาย: กระทิงพยายามดันราคาขึ้นทำ New High แต่เจอแรงขายมหาศาลกดลงมา เป็นสัญญาณ Bearish Reversal (เตรียมกลับตัวลง)

  • Doji (โดจิ): ราคาเปิดและปิดเท่ากัน เป็นรูปกากบาท (+) ไม่มีเนื้อเทียน

    • ความหมาย: ตลาดเกิดความลังเล แรงซื้อและแรงขายเท่ากันพอดิบพอดี มักเป็นสัญญาณเตือนว่าเทรนด์เดิมเริ่มอ่อนแรงและอาจมีการเปลี่ยนแปลง


2. รูปแบบสองแท่ง (Dual Candle Patterns)

  • Bullish Engulfing (กลืนกินขาขึ้น): เกิดในขาลง แท่งแรกเป็นแท่งแดงเล็ก แท่งที่สองเป็นแท่งเขียวใหญ่ที่เนื้อเทียน “กินรวบ” แท่งแรกได้หมดจด

    • ความหมาย: แรงซื้อเข้ามาอย่างรุนแรงและชนะแรงขายของวันก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เป็นสัญญาณกลับตัวที่ทรงพลังมาก

  • Bearish Engulfing (กลืนกินขาลง): เกิดในขาขึ้น แท่งแรกเป็นแท่งเขียวเล็ก แท่งที่สองเป็นแท่งแดงใหญ่ที่กินรวบแท่งแรก

    • ความหมาย: แรงขายเทลงมาอย่างหนัก กลบแรงซื้อก่อนหน้า เป็นสัญญาณหนีตาย


3. ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่

นักลงทุนมือใหม่มักตกหลุมพรางของการอ่านแท่งเทียนแบบ “แยกส่วน” (Isolation)

  • บริบทคือสิ่งสำคัญ: Hammer สวยๆ จะไม่มีความหมายเลยหากมันเกิดขึ้นกลางไซด์เวย์ (Sideway) รูปแบบกลับตัวจะมีน้ำหนักก็ต่อเมื่อเกิดที่ “แนวรับ” หรือ “แนวต้าน” สำคัญเท่านั้น

  • รอจบแท่งเสมอ: อย่ารีบตัดสินใจขณะที่แท่งเทียนยังไม่ปิด (Timeframe ยังไม่จบ) เพราะแท่งที่ดูเหมือนเขียวเต็มแท่งในนาทีที่ 58 อาจถูกตบลงมาเป็น Shooting Star ในนาทีที่ 60 ได้

  • ยืนยันด้วย Volume: รูปแบบกลับตัวที่น่าเชื่อถือต้องมาพร้อมกับ Volume ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อยืนยันว่ามีเงินทุนไหลเข้ามาจริง ไม่ใช่แค่การปั่นราคาหลอกๆ

การวิเคราะห์แนวโน้มราคา

การวิเคราะห์แนวโน้มราคา


วลีอมตะ “Trend is your friend” (แนวโน้มคือเพื่อนของคุณ) ไม่ใช่คำกล่าวเกินจริง การลงทุนทวนกระแสเปรียบเสมือนการว่ายทวนน้ำที่เหนื่อยและเสี่ยงตาย การระบุแนวโน้มให้ถูกต้องเป็นก้าวแรกของการวางแผนกลยุทธ์ที่ได้เปรียบ


ทฤษฎีพื้นฐานของแนวโน้ม (Dow Theory Basics)

Charles Dow บิดาแห่งการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้จำแนกสภาวะตลาดออกเป็น 3 รูปแบบหลัก โดยพิจารณาจากการยกตัวของจุดสูงสุด (High) และจุดต่ำสุด (Low)


1.แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend)

  • ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่สูงกว่าเดิม (Higher High - HH) และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้นกว่าเดิม (Higher Low - HL) อย่างต่อเนื่อง

  • ความต้องการซื้อ (Demand) มีมากกว่าความต้องการขาย (Supply) นักลงทุนยอมซื้อแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่าราคาจะไปต่อ

  • กลยุทธ์: “ย่อซื้อ” (Buy on Dip) หาจังหวะที่ราคาย่อตัวลงมาที่แนวรับแล้วเข้าซื้อ ห้าม Short สวนเทรนด์เด็ดขาด


2.แนวโน้มขาลง (Downtrend)

  • ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ต่ำลง (Lower High - LH) และหลุดทำจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำลงเรื่อยๆ (Lower Low - LL)

  • ความต้องการขาย (Supply) ท่วมท้น ผู้คนกลัวและรีบขายออกในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ

  • กลยุทธ์: “เด้งขาย” (Sell on Rally) หาจังหวะที่ราคาดีดตัวขึ้นไปชนแนวต้านแล้วเปิดสถานะ Short หรือขายหุ้นทิ้งเพื่อลดความเสี่ยง


3.แนวโน้มออกข้าง (Sideway)

  • ราคาวิ่งอยู่ในกรอบ ไม่ทำ New High และไม่หลุด New Low แรงซื้อและแรงขายมีความสมดุล

  • ตลาดพักตัวเพื่อรอเลือกทาง หรือเป็นช่วงสะสมของ (Accumulation) ของรายใหญ่

  • กลยุทธ์: “ซื้อแนวรับ ขายแนวต้าน” (Range Trading) หรือรอให้กราฟเลือกทาง (Breakout) ให้ชัดเจนก่อนเข้าลงทุน


เครื่องมือช่วยดูแนวโน้ม

สำหรับมือใหม่ การดู High/Low ด้วยตาเปล่าอาจยาก เครื่องมือเหล่านี้บน Mitrade หรือ Streaming สามารถช่วยคุณได้


  • Trendline (เส้นแนวโน้ม): การลากเส้นเชื่อมจุดต่ำสุดในขาขึ้น หรือจุดสูงสุดในขาลง ช่วยให้เห็นกรอบการวิ่งของราคา

  • เคล็ดลับ: เส้น Trendline ที่ดีควรมีจุดสัมผัส (Touch Points) หรือจุดที่ราคามาทดสอบอย่างน้อย 3 จุด ยิ่งสัมผัสเยอะ เส้นนั้นยิ่งมีความสำคัญ (Significant) 

  • Moving Average (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่): อินดิเคเตอร์สามัญประจำบ้านที่ช่วยกรองความผันผวนและบอกทิศทาง

  • EMA 200 วัน: เส้นแบ่งนรกสวรรค์ ถ้าราคายืนเหนือเส้น 200 วันได้ ถือเป็นขาขึ้นระยะยาว (Bull Market) ถ้าอยู่ใต้เส้นคือขาลง (Bear Market)

  • Golden Cross: เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น (เช่น 50 วัน) ตัดขึ้นเหนือเส้นระยะยาว (เช่น 200 วัน) เป็นสัญญาณเริ่มขาขึ้นรอบใหญ่

การดูแนวรับและแนวต้าน

การดูแนวรับและแนวต้าน


หากแนวโน้มคือทิศทางลม แนวรับและแนวต้านก็คือ “กำแพง” และ “พื้น” ที่กำหนดขอบเขตการเคลื่อนที่ของราคา การระบุโซนเหล่านี้ได้แม่นยำจะช่วยให้คุณไม่ซื้อที่ดอยและไม่ขายที่เหว


นิยามและจิตวิทยาเบื้องหลัง

  • แนวรับ (Support): เปรียบเสมือน “พื้น” ที่รองรับราคาไว้ คือระดับราคาที่มีความต้องการซื้อ (Demand) หนาแน่นเพียงพอที่จะหยุดยั้งการร่วงลงของราคาได้

    • เมื่อราคาลงมาถึงจุดนี้ นักลงทุนที่เคยตกรถจะมองว่าเป็น “ของถูก” (Value Zone) และเข้ามาช่วยกันซื้อ ส่วนคนที่เคยขายไปแล้วอาจซื้อคืนเพื่อทำกำไร ทำให้เกิดแรงดีดตัวกลับ

  • แนวต้าน (Resistance): เปรียบเสมือน “เพดาน” ที่กั้นราคาไว้ คือระดับราคาที่มีความต้องการขาย (Supply) หนาแน่นจนราคาผ่านไปได้ยาก

    • เมื่อราคาขึ้นมาถึงจุดนี้ คนที่ติดดอยในอดีตจะรีบขายคืนทุน (Break-even) และคนที่ซื้อมาจากข้างล่างจะขายทำกำไร (Take Profit) ทำให้เกิดแรงเทขายกดดันราคา


เทคนิคการหาแนวรับ-แนวต้าน แบบมือโปร

  • มองเป็นโซน (Zone) ไม่ใช่เส้นเดี่ยว: ราคามักมีความคลาดเคลื่อน (False moves) การขีดเส้นเดียวเป๊ะๆ (เช่น 4,300 ดอลลาร์) มักใช้ไม่ได้ผลจริง ให้ระบายเป็น “แถบราคา” (Area) ที่ครอบคลุมทั้งเนื้อเทียนและไส้เทียนในอดีต

  • หลักการสลับหน้าที่ (Role Reversal): กฎเหล็กที่สำคัญที่สุด เมื่อแนวต้านที่แข็งแกร่งถูกทะลุ (Breakout) ขึ้นไปได้ มันจะเปลี่ยนสภาพกลายเป็น “แนวรับ” ทันที ในทางกลับกัน แนวรับที่ถูกเจาะทะลุลงมา จะกลายเป็นแนวต้านที่แข็งแกร่งในอนาคต

  • ยิ่งทดสอบบ่อย ยิ่งแข็งแกร่ง: แนวรับหรือแนวต้านที่มีการทดสอบ (Test) หลายครั้งแต่ไม่ผ่าน แสดงว่ามีออเดอร์รออยู่มหาศาล แต่ระวัง! หากทดสอบบ่อยเกินไป (เช่น ครั้งที่ 5-6) กำแพงอาจเริ่มเปราะบางและแตกได้ในที่สุด


กลยุทธ์การเทรดที่แนวรับ-แนวต้าน

  • Buy at Support: รอให้ราคาลงมาทดสอบแนวรับและเกิดแท่งเทียนกลับตัว (เช่น Hammer) จึงเข้าซื้อ วาง Stop Loss ไว้ใต้แนวรับเล็กน้อย

  • Sell at Resistance: รอราคาชนแนวต้านและเกิดสัญญาณอ่อนแรง (เช่น Shooting Star) จึงขายทำกำไรหรือเปิด Short

  • Breakout Trading: หากราคาทะลุแนวต้านได้พร้อม Volume มหาศาล ให้ตามน้ำ (Follow Buy) เพราะราคาจะวิ่งไปหาแนวต้านถัดไปอย่างรวดเร็ว

ความสัมพันธ์ของ Volume กับราคา

ความสัมพันธ์ของ Volume กับราคา


มีคำกล่าวในหมู่นักเทรดว่า “ราคาสามารถหลอกตาได้ แต่ Volume (ปริมาณการซื้อขาย) ไม่เคยโกหก” การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างราคากับ Volume (Volume Price Analysis - VPA) ช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าการเคลื่อนไหวของราคานั้นเป็น “ของจริง” หรือ “ของปลอม”


กฎความสอดคล้อง (Convergence)

ในสภาวะตลาดปกติ แรงขับเคลื่อน (Volume) ต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์ (Price)

  • ขาขึ้นที่แข็งแรง: ราคาปรับตัวขึ้น + Volume เพิ่มขึ้น (Uptrend Confirmation)

    • แปลได้ว่า การขึ้นครั้งนี้มีมวลชนสนับสนุน มีเงินทุนไหลเข้าจริง เจ้ามือเอาจริง

  • ขาลงที่แข็งแรง: ราคาปรับตัวลง + Volume เพิ่มขึ้น (Downtrend Confirmation)

    • แปลได้ว่า การลงครั้งนี้เกิดจากความตื่นตระหนก (Panic Sell) มีแรงเทขายรุนแรง ราคาจะลงต่อ


สัญญาณเตือน (Divergence)

เมื่อราคาและ Volume ขัดแย้งกัน มักเป็นสัญญาณเตือนการกลับตัว หรือความผิดปกติ

  • ราคาขึ้น แต่ Volume ลดลง (Price Up, Volume Down)

    • แปลได้ว่า ขึ้นแบบกลวงๆ แรงซื้อเริ่มแผ่วเบา รายใหญ่อาจหยุดซื้อแล้ว เหลือแต่รายย่อยไล่ราคากันเอง ระวังการทุบราคา (Reversal Imminent)

  • ราคาลง แต่ Volume ลดลง (Price Down, Volume Down)

    • แปลได้ว่า แรงขายเริ่มหมด (Selling Exhaustion) คนที่มีของไม่อยากขายราคาต่ำกว่านี้แล้วตลาดอาจกำลังสร้างฐานเพื่อกลับตัวขึ้น


การวิเคราะห์ Volume Breakout

จังหวะที่สำคัญที่สุดในการดู Volume คือตอนที่ราคาปะทะแนวรับหรือแนวต้าน

  • Valid Breakout: ราคาทะลุแนวต้านพร้อมแท่ง Volume ที่สูง (Spike) ยืนยันว่ามีพลังเงินมหาศาลดันราคาผ่านกำแพงไปได้ โอกาสไปต่อสูง

  • False Breakout (สับขาหลอก): ราคาทะลุแนวต้านไปได้นิดหน่อย แต่ Volume แผ่ว หรือแทบไม่มีเลย มักจบด้วยการที่ราคาวกกลับลงมาที่เดิม (Bull Trap) ใครที่รีบตามไปมักติดดอย

เริ่มต้นฝึกดูกราฟกับ Mitrade

ความรู้ทางทฤษฎีจะไร้ค่าหากปราศจากการลงมือปฏิบัติจริง สำหรับนักลงทุนมือใหม่ การเลือกแพลตฟอร์มที่ใช้ง่าย และมีเครื่องมือครบเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ


Mitrade เป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ระดับโลก (กำกับดูแลโดย ASIC, CIMA) ที่ตอบโจทย์การเรียนรู้กราฟเทคนิคได้อย่างสมบูรณ์


ทำไมต้องฝึกกับ Mitrade?

  • กราฟระดับโลกจาก TradingView: Mitrade ใช้ระบบกราฟของ TradingView ซึ่งเป็นมาตรฐานอันดับ 1 ของโลกไว้ในแอปพลิเคชัน ทำให้คุณสามารถตีเส้นแนวรับแนวต้าน ใส่อินดิเคเตอร์ (RSI, MACD, Moving Average) ได้ลื่นไหลเหมือนมืออาชีพ โดยไม่ต้องเสียค่าสมาชิกเพิ่ม

  • บัญชี Demo ฟรี: คุณสามารถฝึกฝนวิธีดูกราฟหุ้นด้วยเงินจำลอง ($50,000) ได้ทันที ลองผิดลองถูกได้เต็มที่โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินจริง


วิธีดูกราฟหุ้นไทย (ผ่าน Streaming)

แม้ Mitrade จะเชี่ยวชาญด้าน CFD สินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นต่างประเทศ แต่สำหรับนักลงทุนที่ต้องการดูกราฟหุ้นไทย (SET Index) โดยเฉพาะ แอปพลิเคชันมาตรฐานที่ทุกคนต้องใช้เป็นคือ Streaming ของ Settrade ต่อไปนี้คือเทคนิคการดูกราฟหุ้นไทยฉบับรวบรัด


เข้าถึง Technical Chart

  • ในแอป Streaming ให้ไปที่เมนู Quote พิมพ์ชื่อหุ้นที่สนใจ (เช่น PTT, KBANK)

  • กดที่ไอคอนกราฟ หรือหมุนหน้าจอเป็นแนวนอนเพื่อเข้าสู่โหมด Technical Chart


อ่าน Bid/Offer ประกอบกราฟ

เคล็ดลับเฉพาะของตลาดหุ้นไทยที่หาไม่ได้ในกราฟทั่วไปคือการดู Ticker และ Bid/Offer (ราคาเสนอซื้อ/เสนอขาย)

  • ดูแรงซื้อจริง: ถ้ากราฟกำลังจ่อเบรคแนวต้าน ให้สังเกตช่อง Offer (ฝั่งขวา) หากมีการ “รวบช่อง” (มีการเคาะซื้อจน Offer หมดช่องอย่างรวดเร็ว) พร้อมกับ Ticker ที่ไหลเป็นสีเขียวรัวๆ นี่คือสัญญาณ Real Demand ที่ยืนยันกราฟขาขึ้นได้ดีกว่าอินดิเคเตอร์ใดๆ


การวิเคราะห์ Volume Analysis

ใช้ฟีเจอร์ Volume Analysis หรือ VA ใน Streaming เพื่อดูต้นทุนเฉลี่ยของคนทั้งตลาดในวันนั้น หากราคาปัจจุบันยืนเหนือแท่ง VA ที่สูงที่สุดได้ แสดงว่าคนส่วนใหญ่กำไรและพร้อมถือต่อ แต่ถ้าราคาหลุด VA ลงมา แสดงว่าคนส่วนใหญ่ขาดทุนและอาจเกิดแรงเทขาย (Panic Sell)


  • ข้อแนะนำ: คุณสามารถใช้ Mitrade ในการฝึกวิเคราะห์กราฟสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง “ทองคำ” หรือ “น้ำมัน” ควบคู่กันไป เนื่องจากราคาหุ้นไทยกลุ่มพลังงาน (เช่น PTTEP) มักวิ่งล้อไปกับราคาน้ำมันโลก การดูกราฟน้ำมันใน Mitrade จะช่วยให้คุณเห็นแนวโน้มหุ้นไทยกลุ่มนี้ได้ก่อนใคร


โดยรวมแล้วการอ่านกราฟหุ้นไม่สามารถทำนายอนาคตได้ 100% แต่มันคือเครื่องมือทางสถิติที่ช่วย “เพิ่มความน่าจะเป็น” (Probability) ในการชนะตลาดให้กับคุณ


อย่าลืมว่า ความรู้ที่ดีที่สุดเกิดจากการลงมือทำ เริ่มต้นเปิดกราฟ ฝึกตีเส้น และสังเกตพฤติกรรมราคาตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะผ่าน Mitrade หรือ Streaming และให้วินัยในการบริหารความเสี่ยงเป็นเกราะป้องกันพอร์ตของคุณเสมอ ขอให้ทุกเส้นกราฟนำพาคุณไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้


mitrade
💸 ห้ามพลาด!!! 💸

แจกโบนัสสำหรับลูกค้าใหม่ $100 ดอลลาร์! 🎁🎁🎁


ค่าคอมฯ 0 สเปรดต่ำ! เงินฝากขั้นต่ำ $50 🤑

ฝึกเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 ฟรี 💰

การลงทุนมีความเสี่ยง อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน
คำถามที่พบบ่อย

มือใหม่ควรเริ่มดู Timeframe ไหนดีที่สุด?

แนะนำให้เริ่มจาก Timeframe Day (รายวัน) เพื่อดูแนวโน้มหลัก (Main Trend) ให้ชัดเจนก่อน เพราะสัญญาณรบกวนน้อยและมีความแม่นยำสูง จากนั้นค่อยย่อยลงมาดู Timeframe 1 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมง เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อที่ได้เปรียบ

อินดิเคเตอร์ตัวไหนสำคัญที่สุดที่ต้องรู้?

ไม่มีตัวไหนดีที่สุด แต่พื้นฐานที่ครอบคลุมคือ Moving Average (MA) เพื่อดูแนวโน้ม RSI (Relative Strength Index) เพื่อดูภาวะซื้อมากเกินไป/ขายมากเกินไป (Overbought/Oversold) และ MACD เพื่อดูโมเมนตัม อย่าใช้อินดิเคเตอร์เยอะเกินไปจนกราฟรก

จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลาไหม?

ไม่จำเป็น หากคุณเป็นเทรดเดอร์ระยะกลาง (Swing Trade) หรือระยะยาว คุณสามารถดูราคาปิดสิ้นวันเพียงวันละครั้งก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็น Day Trade การเฝ้าจอในช่วงตลาดเปิดและปิดเป็นสิ่งจำเป็น การตั้งเตือนราคา (Price Alert) บนแอป Mitrade หรือ Streaming จะช่วยให้คุณไม่พลาดจังหวะสำคัญโดยไม่ต้องเฝ้าจอ

*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา


การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

goTop
quote
บทความที่เกี่ยวข้อง
placeholder
วิธีเทรดหุ้น 2025: 6 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับมือใหม่การ “เทรดหุ้น” เป็นเรื่องที่หลายคนสนใจ แต่ก็กลัวพอๆ กัน เพราะได้ยินแต่เรื่องเสียเงิน หรือเรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานและทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง การเทรดหุ้นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด วันนี้เราจะมาเรียนรู้ วิธีเทรดหุ้น พร้อมเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่จะช่วยให้คุณเทรดอย่างปลอดภัย
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 27 มิ.ย. 2025
การ “เทรดหุ้น” เป็นเรื่องที่หลายคนสนใจ แต่ก็กลัวพอๆ กัน เพราะได้ยินแต่เรื่องเสียเงิน หรือเรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานและทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง การเทรดหุ้นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด วันนี้เราจะมาเรียนรู้ วิธีเทรดหุ้น พร้อมเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่จะช่วยให้คุณเทรดอย่างปลอดภัย
placeholder
เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โบรกไหนค่าคอมถูกสุด 2568การลงทุนในหุ้น คือการดำเนินกลยุทธทางธุรกิจเพื่อให้ได้ผลกำไรที่งดงามที่สุด หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจคือ ลงทุนให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากที่สุด เช่นเดียวกัน การลงทุนหุ้น แม้ว่าเงินทุนหลักของเราคือการจ่ายค่าซื้อหุ้นเข้ามาเก็บไว้ในพอร์ต แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีรายจ่ายแอบแฝงที่ถือเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้น นั่นคือ ค่าธรรมเนียมการเทรดหุ้น แต่โบรกเกอร์แต่ละแห่ง มีรูปแบบการเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจึงได้ทำการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โบรกไหนค่าคอมถูกสุด 2568 เพื่อช่วยสำหรับในการที่จะทำให้รายได้เราเพิ่มพูนขึ้น เรามาเลือกไปพร้อมๆ กันครับ
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 10 ก.พ. 2025
การลงทุนในหุ้น คือการดำเนินกลยุทธทางธุรกิจเพื่อให้ได้ผลกำไรที่งดงามที่สุด หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจคือ ลงทุนให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากที่สุด เช่นเดียวกัน การลงทุนหุ้น แม้ว่าเงินทุนหลักของเราคือการจ่ายค่าซื้อหุ้นเข้ามาเก็บไว้ในพอร์ต แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีรายจ่ายแอบแฝงที่ถือเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้น นั่นคือ ค่าธรรมเนียมการเทรดหุ้น แต่โบรกเกอร์แต่ละแห่ง มีรูปแบบการเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจึงได้ทำการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โบรกไหนค่าคอมถูกสุด 2568 เพื่อช่วยสำหรับในการที่จะทำให้รายได้เราเพิ่มพูนขึ้น เรามาเลือกไปพร้อมๆ กันครับ
placeholder
เปิดพอร์ตหุ้นที่ไหนดี? 8 โบรกเกอร์หุ้นที่น่าเปิดพอร์ตหุ้นในปี 2025ใครที่กำลังมองหาโบรกเกอร์หุ้นหรือกำลังเริ่มต้นลงทุนแล้วมองหาที่เปิดพอร์ตหุ้นที่ไหนดี คราวนี้เราจะมาทำความรู้จักวิธีการลงทุนในหุ้นผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เพื่อมาประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกโบรกเกอร์หุ้นโบรกเกอร์ไหนดี คราวนี้เราได้รวบรวม 8 โบรกเกอร์หุ้นน่าสนใจปี 2025 มาไว้ให้แล้ว ตามไปดูกัน!
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 18 มิ.ย. 2025
ใครที่กำลังมองหาโบรกเกอร์หุ้นหรือกำลังเริ่มต้นลงทุนแล้วมองหาที่เปิดพอร์ตหุ้นที่ไหนดี คราวนี้เราจะมาทำความรู้จักวิธีการลงทุนในหุ้นผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เพื่อมาประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกโบรกเกอร์หุ้นโบรกเกอร์ไหนดี คราวนี้เราได้รวบรวม 8 โบรกเกอร์หุ้นน่าสนใจปี 2025 มาไว้ให้แล้ว ตามไปดูกัน!
placeholder
แนะนำ 12 หุ้นน่าลงทุน! หุ้นตัวไหนน่าลงทุนที่สุดในปี 2568ต้อนรับเข้าสู่โลกของโอกาสทางการเงินและการลงทุน ท่ามกลางเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีทั้งมาใหม่และจบไป สินค้าและบริการต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า และผู้ถือหุ้น และเมื่อไหร่ที่เราสามารถจับโอกาสและเข้าใจของการเปลี่ยนแปลงนั้น จากคนธรรมดาสามารถแปรเปลี่ยนเป็นนักลงทุนที่สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการดี รายได้เติบโตหรือแม้แต่จับกระแสสั้น ๆ เพื่อหาโอกาสเก็งกำไร จึงแนะนำ 12 หุ้นน่าลงทุนในบทความนี้
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 20 ก.พ. 2025
ต้อนรับเข้าสู่โลกของโอกาสทางการเงินและการลงทุน ท่ามกลางเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีทั้งมาใหม่และจบไป สินค้าและบริการต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า และผู้ถือหุ้น และเมื่อไหร่ที่เราสามารถจับโอกาสและเข้าใจของการเปลี่ยนแปลงนั้น จากคนธรรมดาสามารถแปรเปลี่ยนเป็นนักลงทุนที่สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการดี รายได้เติบโตหรือแม้แต่จับกระแสสั้น ๆ เพื่อหาโอกาสเก็งกำไร จึงแนะนำ 12 หุ้นน่าลงทุนในบทความนี้
placeholder
ตลาดหุ้นเปิดกี่โมง?ก่อนเทรดหุ้นต้องรู้การรู้ว่าตลาดหุ้นเปิดกี่โมงเป็นเรื่องสำคัญและถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักเก็งกำไร สำหรับใครที่อยากรู้แล้วว่าตลาดหุ้นเปิดกี่โมงสำหรับการซื้อขายหุ้นในประเทศไทยก็อย่าได้รอช้า เราเตรียมข้อมูลมาให้แล้ว
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 29 ก.ย. 2024
การรู้ว่าตลาดหุ้นเปิดกี่โมงเป็นเรื่องสำคัญและถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักเก็งกำไร สำหรับใครที่อยากรู้แล้วว่าตลาดหุ้นเปิดกี่โมงสำหรับการซื้อขายหุ้นในประเทศไทยก็อย่าได้รอช้า เราเตรียมข้อมูลมาให้แล้ว
ราคาเสนอแบบเรียลไทม์