ROA คืออะไร? อธิบายง่ายๆ สำหรับมือใหม่ เอาไว้ใช้เลือกหุ้น

อัพเดทครั้งล่าสุด
coverImg
แหล่งที่มา: DepositPhotos

คุณเคยซื้อหุ้นตามชาวบ้านแล้วดอยไหมครับ? หรือเห็นบริษัทชื่อดัง งบดูเหมือนจะดี แต่พอซื้อปุ๊บราคารูดปั๊บ? ปัญหาคือคุณอาจจะยังไม่รู้จักวิธีสแกนไส้ในของบริษัทที่แท้จริง หยุดเดาสุ่มแล้วมาทำความเข้าใจว่า ROA คืออะไร? เพราะนี่คืออาวุธที่จะบอกว่าผู้บริหารทำงานคุ้มค่า หรือแค่เอาสินทรัพย์ไปดองทิ้งไว้เฉยๆ!


สรุปฉบับย่อ: ROA คืออะไร?

  • ROA คืออะไร: ROA คือตัวชี้วัดว่าบริษัทนำสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี ไปสร้าง "กำไรสุทธิ" ได้คุ้มค่าและเก่งแค่ไหน

  • สูตรคำนวณ: (กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวม) x 100 (ผลลัพธ์ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ %)

  • ROA เท่าไหร่ถึงดี?: มากกว่า 5% ผ่านเกณฑ์ มากกว่า 10% บริษัทชั้นยอด แต่อุตสาหกรรมเบา (เช่น ซอฟต์แวร์) ROA ควรสูงกว่าอุตสาหกรรมหนัก (เช่น โรงไฟฟ้า)

  • เทคนิคใช้ ROA สแกนหุ้น: ROA สูง คือธุรกิจแกร่ง, ROA โตต่อเนื่อง สัญญาณหุ้นกำลังเติบโต, ROA ต่ำ/ติดลบ คือบริหารสินทรัพย์แย่

  • ข้อควรระวัง: ห้ามเทียบ ROA ข้ามอุตสาหกรรม (ต้องเทียบหมวดธุรกิจเดียวกันเท่านั้น) และห้ามใช้ประเมินหุ้นกลุ่มธนาคารหรือสถาบันการเงินเด็ดขาด

ROA คืออะไร?

ROA คืออะไร?


ROA (Return on Assets) คือ อัตราส่วนทางการเงินที่ใช้วัดว่าบริษัทสามารถนำ "สินทรัพย์ทั้งหมด" ที่มีอยู่ ไปสร้าง "กำไรสุทธิ" ได้เก่งแค่ไหน ค่ายิ่งสูงยิ่งแปลว่าผู้บริหารเก่ง ไม่ปล่อยให้ของเสียเปล่า ถือเป็นตัวเลขชี้วัดประสิทธิภาพขั้นพื้นฐานที่นักลงทุนต้องดู


ซึ่งเราสามารถนิยามสั้นๆ ได้ว่านี่เป็น ตัวใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท


  • ROA คือ เครื่องจับโกหกผู้บริหารชั้นดี! สมมติคุณเห็นบริษัท A มีโรงงานใหญ่โตมโหฬาร เครื่องจักรเต็มไปหมด (Assets เยอะมาก)

  • แต่พอดูบรรทัดสุดท้าย กำไรนิดเดียว แบบนี้แปลว่าผู้บริหารอ่อนครับ บริหารของที่มีอยู่ไม่เป็น สู้บริษัท B ที่มีออฟฟิศเล็กๆ เช่าคลาวด์ทำงาน แต่ปั๊มกำไรได้เป็นกอบเป็นกำไม่ได้เลย


หลายคนชอบดูกราฟเทคนิคอล หรือดูเส้นแนวโน้ม ซึ่งมันก็ดีในการหาจังหวะเข้าซื้อ แต่ถ้าคุณจะลงทุนใน "หุ้น" (Stocks) โดยเฉพาะหุ้นในดัชนี S&P 500 คุณจะมานั่งดูกราฟเปล่าๆ โดยไม่สนพื้นฐานกิจการไม่ได้!


คุณต้องรู้ก่อนว่าบริษัทนั้น ทำเงินเก่งแค่ไหน และนั่นแหละครับคือหน้าที่หลักที่ตอบคำถามว่า ROA คืออะไร มันคือตัวสะท้อนฝีมือล้วนๆ ไม่ใช่แค่การเติบโตที่เกิดจากการกู้หนี้ยืมสินมาปั้นแต่ง

สูตร ROA คืออะไร?

สูตร ROA คืออะไร?


สูตรคำนวณ ROA คือ (กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวม) x 100 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) เพื่อให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบว่า สินทรัพย์ทุกๆ 100 บาท บริษัทสามารถเปลี่ยนมันเป็นกำไรได้กี่บาท


เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน

  • กำไรสุทธิ (Net Income): บรรทัดสุดท้ายของงบกำไรขาดทุน หักค่าใช้จ่าย หักดอกเบี้ย หักภาษี หักทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ออกไปแล้ว เหลือกินเข้ากระเป๋าเท่าไหร่ นี่คือผลงานเพียวๆ ของบริษัท

  • สินทรัพย์รวม (Total Assets): ของทุกอย่างที่บริษัทมีสิทธิ์ครอบครอง ทั้งเงินสด ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลัง ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ (จำสมการบัญชีง่ายๆ ทรัพย์สิน = หนี้สิน + ทุน)


ตัวอย่าง ลองจินตนาการว่าคุณเปิดร้านขายกาแฟ (เปรียบเทียบเป็นบริษัทของคุณ)


ตัวอย่างเปรียบเทียบ ROA


  • ร้าน A (สายอวดรวย): ลงทุนซื้อตึกทำเลทอง เครื่องชงกาแฟตัวท็อป เฟอร์นิเจอร์หรู รวมสินทรัพย์ทั้งหมด 10,000,000 บาท สิ้นปี กำไรสุทธิได้ 500,000 บาท

    • คำนวณ: (500,000 / 10,000,000) * 100 = ROA 5%


  • ร้าน B (สายมินิมอล เน้นประสิทธิภาพ): เช่าพื้นที่จัดบูธเล็กๆ ใช้เครื่องชงกาแฟดริปแบบธรรมดา แต่ทำการตลาดออนไลน์เก่ง รวมสินทรัพย์แค่ 1,000,000 บาท สิ้นปี กำไรสุทธิได้ 200,000 บาท

    • คำนวณ: (200,000 / 1,000,000) * 100 = ROA 20%


ถ้าดูแค่ "กำไรสุทธิ" บรรทัดสุดท้าย ร้าน A ดูรวยกว่า (5 แสน กับ 2 แสน) แต่ถ้าถามว่าใครบริหารงานฉลาดกว่า ชัดเจนว่าร้าน B ชนะขาดลอย! เพราะใช้ของน้อยกว่าแต่รีดประสิทธิภาพออกมาได้ดีกว่า นี่คือการเข้าใจว่า ROA คืออะไร

ROA เท่าไหร่ถึงดี?

ROA เท่าไหร่ถึงดี?


โดยทั่วไป ค่า ROA ที่ดีควร มากกว่า 5% ขึ้นไป ถือว่าบริษัทสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่ถ้าจะให้เรียกว่าเป็นบริษัทชั้นยอด ค่า ROA ควรสูงทะลุ 10% แต่ก็ต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอ


แต่ในโลกความเป็นจริงของตลาดหุ้น โครงสร้างธุรกิจแต่ละกลุ่มมันมีความ "หนัก-เบา" ไม่เหมือนกัน เราต้องแยกแยะแบบนี้ครับ


  • กลุ่ม Asset-Heavy (อุตสาหกรรมหนัก): เช่น โรงไฟฟ้า, น้ำมัน, สายการบิน, ผลิตรถยนต์ พวกนี้ต้องใช้เงินทุ่มซื้อเครื่องจักร สร้างโรงงาน ซื้อเครื่องบิน (สินทรัพย์บวม)


    ดังนั้น "ตัวหาร" มันใหญ่มาก การที่บริษัทพวกนี้ทำ ROA ได้แถวๆ 5% - 7% ก็ถือว่าผู้บริหารเก่งแล้วครับ อย่าไปคาดหวังให้มันพุ่ง


  • กลุ่ม Asset-Light (อุตสาหกรรมเบา/เทคโนโลยี): เช่น ซอฟต์แวร์, เอเจนซี่โฆษณา, แพลตฟอร์มคริปโต หรือบริษัทที่ปรึกษา
    พวกนี้ไม่ต้องมีโรงงาน มีแค่คอมพิวเตอร์กับหัวสมองพนักงาน สินทรัพย์ก็น้อย ตัวหารมันเลยเล็ก บริษัทพวกนี้ถ้าเจ๋งจริง ROA ต้องพุ่งไป 15% - 20% หรือมากกว่านั้น ถ้าบริษัทเทคฯ ตัวไหน ROA ต่ำกว่า 10% นี่ถือว่าบริหารงานห่วยแตก เอาเงินผู้ถือหุ้นไปเผาเล่นชัดๆ


ข้อควรระวัง: เวลาหาคำตอบว่า ROA เท่าไหร่ดี คุณ ห้ามเอา ROA ของโรงพยาบาล ไปเทียบกับ บริษัทซอฟต์แวร์ เด็ดขาด! คุณต้องเทียบ บริษัทมือถือ vs บริษัทมือถือ หรือ สายการบิน vs สายการบิน ด้วยกันเองเท่านั้น ถึงจะเห็นว่าใครคือตัวจริงในอุตสาหกรรมนั้น

ROA กับ ROE ต่างกันยังไง?

ROA กับ ROE ต่างกันยังไง?


  • ROA (Return on Assets) วัดการทำกำไรจาก "สินทรัพย์ทั้งหมด" (รวมหนี้สิน)

  • ROE (Return on Equity) วัดการทำกำไรจาก "ส่วนของผู้ถือหุ้น" เท่านั้น


ROE สามารถถูกบิดเบือนให้สูงได้ด้วยการกู้หนี้ยืมสิน แต่ ROA หลอกกันไม่ได้


เรื่องนี้คือจุดตายของนักลงทุนมือใหม่หลายคน! บางคนเห็นค่า ROE สูงๆ ระดับ 30% แล้วตาลุกวาว รีบกระโจนเข้าใส่ โดยไม่ได้ดูหน้าดูหลังเลยว่า ผู้บริหารไปกู้เงินมาปั่นตัวเลขหรือเปล่า มาดูตารางเปรียบเทียบชัดๆ


ตารางเปรียบเทียบ ROA vs ROE ต่างกันอย่างไร

ข้อเปรียบเทียบROA (Return on Assets)ROE (Return on Equity)
ความหมายกำไรเทียบกับ "สินทรัพย์ทั้งหมดที่มี"กำไรเทียบกับ "เงินทุนของเจ้าของ" เท่านั้น
สูตรคำนวณNet Income / Total AssetsNet Income / Shareholder's Equity
ผลกระทบจากหนี้สิน (Debt)รวมหนี้สินไว้ในตัวหารแล้ว (ลวงโลกยาก)ไม่รวมหนี้สิน (กู้เงินเยอะ ROE ยิ่งสูง)
สิ่งที่สะท้อนออกมาประสิทธิภาพการใช้งานสินทรัพย์อย่างแท้จริงผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ
ความเหมาะสมในการใช้งานใช้ดู "ฝีมือ" การบริหารจัดการของแท้ใช้ดู "ผลตอบแทน" เทียบกับเงินที่ลงทุนไป


ตัวอย่างสุดคลาสสิกของการหลอกด้วย ROE


สมมติบริษัท C มีสินทรัพย์ 100 ล้านบาท ทำกำไรได้ 10 ล้านบาท

  • กรณีที่ 1: ไม่กู้เงินเลย บริหารแบบคลีนๆ (ทุน 100 ล้าน หนี้ 0)

    • ROA = 10% (10/100)

    • ROE = 10% (10/100)


  • กรณีที่ 2: กู้เงินมาเพียบ! อัด Leverage สุดซอย (ทุน 20 ล้าน หนี้ 80 ล้าน)

    • ROA = 10% (10/100) -> เห็นไหม ประสิทธิภาพที่แท้จริงไม่เปลี่ยน

    • ROE = 50% (10/20) -> โอ้โห! ROE พุ่งกระฉูด ดูน่าลงทุนมากๆ!


ถ้าคุณดูแต่ ROE คุณจะคิดว่ากรณีที่ 2 เจ๋งกว่า แต่ในความเป็นจริง บริษัทกำลังแบกหนี้ไว้บานเบอะ เสี่ยงล้มละลายสูงมากถ้าเกิดวิกฤตดอกเบี้ยขาขึ้น

ใช้ ROA เลือกหุ้นยังไง

ใช้ ROA เลือกหุ้นยังไง


เราใช้ ROA เลือกหุ้นโดยพิจารณา 3 กฎเหล็ก

  1. ROA สูง = บ่งบอกถึงประสิทธิภาพสูงและมีป้อมปราการทางธุรกิจ

  2. ROA โตต่อเนื่อง = สัญญาณของการเติบโต

  3. ROA ต่ำ = สะท้อนการใช้สินทรัพย์ห่วยแตก หรือกำลังมีปัญหา


มาลองดูกันเลยว่าเวลาลงสนามจริง เราจะเอาความเข้าใจว่า ROA ไปสแกนหาหุ้น 10 เด้ง เข้าพอร์ตกันยังไง:


ROA สูง = ประสิทธิภาพระดับเทพ

บริษัทที่มี ROA สูงและรักษาไว้ได้นานๆ ติดต่อกันหลายปี (เช่น 15% Up) มักจะมีสิ่งที่ Warren Buffett เรียกว่า "Economic Moat" หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง


แปลว่าพวกเขามีแบรนด์ที่ติดตลาด, มีเทคโนโลยีผูกขาด หรือมีอำนาจต่อรองกำหนดราคาสูงมากจนคู่แข่งหน้าใหม่แทรกเข้ามาขโมยส่วนแบ่งตลาดไม่ได้


หุ้นพวกนี้คือหุ้นพรีเมียม ซื้อเก็บไว้นอนหลับฝันดี ไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา


ROA โตต่อเนื่อง = สัญญาณหุ้นวิ่งรอบใหญ่

อย่าดูแค่ปีเดียว! งบการเงินที่สวยที่สุดไม่ใช่แค่ ROA สูงระดับเดียวตลอดกาล แต่ต้องเป็น "ROA ที่กำลังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (Uptrend)" สมมติ

  • ปี 2024 ได้ 5%

  • ปี 2025 ได้ 7%

  • ปี 2026 ขึ้นมาเป็น 9%


นี่คือสัญญาณอันตราย (ในทางที่ดี) ว่าผู้บริหารกำลังเจอฟอร์มการเล่นที่เข้าฝัก อาจจะเพิ่งลดต้นทุนสำเร็จ หรือเพิ่งออกโปรดักส์ใหม่ที่มาร์จิ้นสูง นี่คือจังหวะตะครุบหุ้นเติบโต (Growth Stock) ชั้นดีก่อนที่ตลาดจะรู้ตัว!


ROA ต่ำเตี้ยติดดิน = บริหารสินทรัพย์ห่วย

ถ้าเจอหุ้นที่ ROA ดำดิ่ง ต่ำกว่า 3% หรือไหลลงเรื่อยๆ ทุกปีๆ ต่อให้สตอรี่บริษัทจะกาวแค่ไหน หรือนักวิเคราะห์จะเชียร์จนน้ำลายแตกฟอง... หนีไปครับ!


มันแปลว่าการลงทุนซื้อเครื่องจักรหรือขยายกิจการครั้งล่าสุด ล้มเหลวไม่เป็นท่า ของล้นสต็อก หรือไม่ก็บริหารบุคลากรแย่มาก ถ้าคุณเอาเงินไปจมกับหุ้นแบบนี้ ก็เตรียมตัวดอยยาวๆ เพราะเงินคุณจะถูกผลาญไปเรื่อยๆ

ตัวอย่างจริง Apple vs Tesla

เปรียบเทียบ Apple กับ Tesla


เมื่อเจาะลึกบริษัทระดับโลกอย่าง Apple พบว่ามี ROA สูงทะลุ 25% เพราะเน้นขายซอฟต์แวร์และแบรนด์ (Asset-Light)


ในขณะที่ Tesla มี ROA แกว่งตัวในระดับ 5-15% เพราะเป็นอุตสาหกรรมหนัก (Asset-Heavy) ที่ต้องทุ่มสร้างโรงงานทั่วโลก


เรามาดูหุ้นเทคฯ ยอดฮิตในดัชนี S&P 500 กันชัดๆ ในปี 2026 นี้ว่าโลกแห่งความเป็นจริง เค้าวิเคราะห์กันยังไง


Apple Inc. (AAPL)

  • รู้ไหมทำไม Apple ถึงรวยล้นฟ้าและกำไรดีเว่อร์? เพราะพวกเขาออกแบบไอโฟนในแคลิฟอร์เนีย แต่จ้างโรงงานในเอเชียผลิต! แปลว่า Apple ไม่ต้องแบกสินทรัพย์หนักๆ อย่างโรงงานประกอบชิ้นส่วนไว้เอง (Asset-Light) แถมรายได้หลักในยุคนี้ยังมาจากการขาย Service (App Store, iCloud, Apple Music) ซึ่งต้นทุนแทบเป็นศูนย์


  • ผลคือ Apple ทำกำไรมหาศาลจากฐานสินทรัพย์ที่เล็กนิดเดียว ROA ของ Apple จึงมักจะกระโดดไปอยู่แถวๆ 25% - 30% ตลอดเวลา นี่คือบทพิสูจน์ชั้นยอดของ ROA เมื่ออยู่ในมือของทีมบริหารระดับเทพ


Tesla Inc. (TSLA)

  • ต่างกับ Apple สิ้นเชิง! Elon Musk ต้องสร้างโรงงานขนาดยักษ์ทั่วโลก ซึ่งโรงงาน รถบรรทุก เครื่องจักรจักรกลพวกนี้คือ "สินทรัพย์" (Assets) ที่มีมูลค่ามหาศาล


  • พอตัวหารมันใหญ่มากๆ การทำกำไรให้ทันกับการขยายตัวจึงเป็นเรื่องหืดขึ้นคอ ในยุคที่เศรษฐกิจดี ขายรถได้เยอะ Tesla อาจจะดัน ROA ขึ้นไปแตะ 15% ได้ แต่พอเข้าสู่ปี 2026 ที่เกิดสงครามตัดราคารถ EV อย่างดุเดือดจากค่ายจีน กำไรหดลง ROA ก็อาจจะรูดลงมาเหลือต่ำกว่า 10% ได้ง่ายๆ นี่คือธรรมชาติของหุ้น Asset-Heavy ที่คุณต้องเข้าใจ


วิธีประยุกต์ใช้ ROA กับการเทรด CFD

การวิเคราะห์เรื่อง ROA ไม่ได้แปลว่าคุณต้องเป็นนักลงทุนแบบ VI (Value Investor) ที่ซื้อหุ้นทิ้งไว้ 10 ปีเท่านั้น!


สำหรับเทรดเดอร์สายซิ่งที่ต้องการทำกำไรทั้งขาขึ้นและขาลง คุณสามารถเอาข้อมูลพื้นฐานนี้มาสร้างความได้เปรียบในการเทรด CFD (Contract for Difference) ได้ด้วย


  • สมมติคุณสแกนงบแล้วเจอว่าบริษัทนึงมีค่า ROA ลดลงต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติด (ปัจจัยพื้นฐานกำลังแย่)

  • แต่ราคาหุ้นในตลาดยังไม่ร่วงลงมาเพราะมีแรงปั่น

  • คุณก็แค่รอจังหวะทางเทคนิคสวยๆ เช่น รอให้แท่งเทียนราคาพุ่งขึ้นไปชนแล้ว ถูกปฏิเสธราคา

  • เมื่อปัจจัยพื้นฐานห่วยมาเจอกับสัญญาณทางเทคนิคที่เป็นใจ คุณก็จัดการลั่นไกเปิดออร์เดอร์ "Short" (ทำกำไรขาลง) ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง MiTrade ได้เลย!

  • นี่คือการเอา Fundamental มากำหนดทิศทาง แล้วเอา Technical มาหาจังหวะเข้าทำ (Timing) เป็นคอมโบที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้หาเงินจากตลาด


mitrade
💸 ห้ามพลาด!!! 💸
แจกโบนัสสำหรับลูกค้าใหม่ $100 ดอลลาร์! 🎁🎁🎁

ค่าคอมฯ 0 สเปรดต่ำ! เงินฝากขั้นต่ำ $50 🤑
ฝึกเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 ฟรี 💰
การลงทุนมีความเสี่ยง อาจไม่เหมาะสำหรับทุกคน

ข้อจำกัดของ ROA

ROA ไม่สามารถใช้ประเมินบริษัทในกลุ่มการเงิน (เช่น ธนาคาร) ได้แม่นยำนัก เพราะมันไม่สะท้อนมูลค่าของ "สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้" อย่างสิทธิบัตรหรือแบรนด์ และสามารถถูกบิดเบือนได้จากมาตรฐานทางบัญชีที่ต่างกัน


  1. ห้ามใช้กับธนาคารเด็ดขาด! โครงสร้างงบดุลของแบงก์มันผิดแปลก ถ้าเอา ROA ไปจับ คุณจะเห็นตัวเลขต่ำติดดิน (มักจะไม่ถึง 1-2%) ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าแบงก์ห่วย แต่โมเดลธุรกิจมันถูกออกแบบมาให้ส่วนของหนี้สินและสินทรัพย์มันป่องมาก


  2. ปัญหาของของที่มองไม่เห็น: บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งมีแบรนด์ที่ทรงพลังมาก แต่มาตรฐานบัญชีหลายแห่งไม่ยอมให้ตีมูลค่าสิ่งเหล่านี้กลับเข้ามาเป็นสินทรัพย์แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้ Total Assets ดูต่ำเกินจริง และส่งผลให้ตัวเลข ROA พุ่งสูงหลอกตาได้


  3. กลยุทธ์ทางบัญชี: วิธีการคิดค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรที่ผู้บริหารเลือกใช้ มีผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ที่เหลืออยู่และกำไรสุทธิโดยตรง พูดง่ายๆ คือ นักบัญชีเก่งๆ สามารถแต่งให้ตัวเลข ROA ดูดีกว่าความเป็นจริงได้ในระยะสั้น

บทสรุป

บริษัทใหญ่ ไม่ใช่ว่า ROA จะสูง


ROA คือ อัตราส่วนทางการเงินที่จะบอกคุณว่า บริษัทนี้บริหารงานได้ "คุ้มค่า" หรือ "ผลาญเงิน" โดยการคำนวณง่ายๆ แค่เอากำไรสุทธิ หารด้วย สินทรัพย์รวม


จำไว้เสมอว่าค่า ROA ที่ดีควรสูงกว่า 5-10% (ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม) มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันเสมอ!

คำถามที่พบบ่อย

ค่า ROA ติดลบ แปลว่าอะไร?

ROA ติดลบ แปลว่าบริษัทกำลัง "ขาดทุนสุทธิ" (Net Loss) เมื่อตัวตั้ง (กำไร) ติดลบ ผลลัพธ์ก็ต้องออกมาติดลบตามไปด้วย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่ ไม่สามารถสร้างรายได้ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ เป็นสัญญาณเตือนที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยง หรือถ้ามีหุ้นอยู่ก็ควรเข้าไปตรวจสอบปัญหาอย่างเร่งด่วน

ROA กับ ROI ต่างกันอย่างไร?

ROA วัดประสิทธิภาพของ "บริษัท" ในการใช้สินทรัพย์ แต่ ROI (Return on Investment) วัดประสิทธิภาพของ "นักลงทุน" ROI คำนวณจากกำไรที่นักลงทุนได้รับจากการขายหุ้นหรือรับเงินปันผล เทียบกับเงินที่นักลงทุนควักกระเป๋าจ่ายไปตอนซื้อหุ้น ซึ่งเป็นคนละมุมมองกับการดำเนินกิจการภายในของบริษัทเลยครับ

ROA ดูได้จากที่ไหนโดยไม่ต้องนั่งคำนวณเอง?

คุณสามารถดูค่า ROA ได้ฟรีจากเว็บไซต์ข้อมูลการเงินชั้นนำ เช่น Yahoo Finance, TradingView, แพลตฟอร์มเทรดอย่าง Mitrade หรือถ้าเป็นหุ้นไทยก็ดูในแอปพลิเคชันของตลาดหลักทรัพย์ (เช่น SET App) ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้จะมีการดึงงบการเงินมาคำนวณอัตราส่วนนี้อัปเดตให้อัตโนมัติในหน้า Financial Ratios หรือ อัตราส่วนทางการเงิน

มือใหม่ควรเริ่มใช้ ROA ร่วมกับอินดิเคเตอร์อะไรดี?

มือใหม่ควรใช้ ROA (สายพื้นฐาน) เพื่อคัดกรองความแข็งแกร่งของบริษัทก่อน จากนั้นค่อยใช้เครื่องมือเทคนิคอล เช่น RSI (Relative Strength Index) หรือเส้นค่าเฉลี่ย EMA เพื่อหาจุดเข้าซื้อที่ได้เปรียบที่สุด การทำแบบนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการซื้อ "หุ้นพื้นฐานดี แต่ดันเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาแพงเกินไป" (ลดความเสี่ยงในการติดดอยนั่นเอง)

*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา


การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

goTop
quote
บทความที่เกี่ยวข้อง
placeholder
วิธีเทรดหุ้น 2025: 6 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับมือใหม่การ “เทรดหุ้น” เป็นเรื่องที่หลายคนสนใจ แต่ก็กลัวพอๆ กัน เพราะได้ยินแต่เรื่องเสียเงิน หรือเรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานและทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง การเทรดหุ้นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด วันนี้เราจะมาเรียนรู้ วิธีเทรดหุ้น พร้อมเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่จะช่วยให้คุณเทรดอย่างปลอดภัย
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 27 มิ.ย. 2025
การ “เทรดหุ้น” เป็นเรื่องที่หลายคนสนใจ แต่ก็กลัวพอๆ กัน เพราะได้ยินแต่เรื่องเสียเงิน หรือเรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานและทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง การเทรดหุ้นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด วันนี้เราจะมาเรียนรู้ วิธีเทรดหุ้น พร้อมเทคนิคการบริหารความเสี่ยงที่จะช่วยให้คุณเทรดอย่างปลอดภัย
placeholder
เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โบรกไหนค่าคอมถูกสุด 2569การลงทุนในหุ้น คือการดำเนินกลยุทธทางธุรกิจเพื่อให้ได้ผลกำไรที่งดงามที่สุด หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจคือ ลงทุนให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากที่สุด เช่นเดียวกัน การลงทุนหุ้น แม้ว่าเงินทุนหลักของเราคือการจ่ายค่าซื้อหุ้นเข้ามาเก็บไว้ในพอร์ต แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีรายจ่ายแอบแฝงที่ถือเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้น นั่นคือ ค่าธรรมเนียมการเทรดหุ้น แต่โบรกเกอร์แต่ละแห่ง มีรูปแบบการเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจึงได้ทำการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โบรกไหนค่าคอมถูกสุด 2569 เพื่อช่วยสำหรับในการที่จะทำให้รายได้เราเพิ่มพูนขึ้น เรามาเลือกไปพร้อมๆ กันครับ
ผู้เขียน  MitradeInsights
1 เดือน 23 วัน ศุกร์
การลงทุนในหุ้น คือการดำเนินกลยุทธทางธุรกิจเพื่อให้ได้ผลกำไรที่งดงามที่สุด หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจคือ ลงทุนให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากที่สุด เช่นเดียวกัน การลงทุนหุ้น แม้ว่าเงินทุนหลักของเราคือการจ่ายค่าซื้อหุ้นเข้ามาเก็บไว้ในพอร์ต แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีรายจ่ายแอบแฝงที่ถือเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้น นั่นคือ ค่าธรรมเนียมการเทรดหุ้น แต่โบรกเกอร์แต่ละแห่ง มีรูปแบบการเก็บค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกันไป วันนี้เราจึงได้ทำการเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมโบรกเกอร์ โบรกไหนค่าคอมถูกสุด 2569 เพื่อช่วยสำหรับในการที่จะทำให้รายได้เราเพิ่มพูนขึ้น เรามาเลือกไปพร้อมๆ กันครับ
placeholder
โบรกเกอร์หุ้นที่ดีที่สุดในไทย ปี 2026 เลือกยังไงให้เทรดง่าย ได้กำไรเบื่อไหมครับ? กับการเห็นคนรอบข้างรวยเอาๆ จากการเทรด แต่พอเราจะเริ่มเองกลับเจอแต่ศัพท์เทคนิคประหลาดๆ และแอปที่ใช้งานยาก! เอาล่ะครับ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกการเลือก โบรกเกอร์หุ้นที่ดีที่สุดในปี 2026 แบบม้วนเดียวจบ อ่านจบเปิดพอร์ตเป็นทันที!
ผู้เขียน  MitradeInsights
2 เดือน 06 วัน ศุกร์
เบื่อไหมครับ? กับการเห็นคนรอบข้างรวยเอาๆ จากการเทรด แต่พอเราจะเริ่มเองกลับเจอแต่ศัพท์เทคนิคประหลาดๆ และแอปที่ใช้งานยาก! เอาล่ะครับ วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกการเลือก โบรกเกอร์หุ้นที่ดีที่สุดในปี 2026 แบบม้วนเดียวจบ อ่านจบเปิดพอร์ตเป็นทันที!
placeholder
แนะนำ 12 หุ้นน่าลงทุน! หุ้นตัวไหนน่าลงทุนที่สุดในปี 2568ต้อนรับเข้าสู่โลกของโอกาสทางการเงินและการลงทุน ท่ามกลางเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีทั้งมาใหม่และจบไป สินค้าและบริการต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า และผู้ถือหุ้น และเมื่อไหร่ที่เราสามารถจับโอกาสและเข้าใจของการเปลี่ยนแปลงนั้น จากคนธรรมดาสามารถแปรเปลี่ยนเป็นนักลงทุนที่สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการดี รายได้เติบโตหรือแม้แต่จับกระแสสั้น ๆ เพื่อหาโอกาสเก็งกำไร จึงแนะนำ 12 หุ้นน่าลงทุนในบทความนี้
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 20 ก.พ. 2025
ต้อนรับเข้าสู่โลกของโอกาสทางการเงินและการลงทุน ท่ามกลางเทรนด์ พฤติกรรมผู้บริโภคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มีทั้งมาใหม่และจบไป สินค้าและบริการต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อลูกค้า และผู้ถือหุ้น และเมื่อไหร่ที่เราสามารถจับโอกาสและเข้าใจของการเปลี่ยนแปลงนั้น จากคนธรรมดาสามารถแปรเปลี่ยนเป็นนักลงทุนที่สามารถลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการดี รายได้เติบโตหรือแม้แต่จับกระแสสั้น ๆ เพื่อหาโอกาสเก็งกำไร จึงแนะนำ 12 หุ้นน่าลงทุนในบทความนี้
placeholder
ตลาดหุ้นเปิดกี่โมง?ก่อนเทรดหุ้นต้องรู้การรู้ว่าตลาดหุ้นเปิดกี่โมงเป็นเรื่องสำคัญและถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักเก็งกำไร สำหรับใครที่อยากรู้แล้วว่าตลาดหุ้นเปิดกี่โมงสำหรับการซื้อขายหุ้นในประเทศไทยก็อย่าได้รอช้า เราเตรียมข้อมูลมาให้แล้ว
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 29 ก.ย. 2024
การรู้ว่าตลาดหุ้นเปิดกี่โมงเป็นเรื่องสำคัญและถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักเก็งกำไร สำหรับใครที่อยากรู้แล้วว่าตลาดหุ้นเปิดกี่โมงสำหรับการซื้อขายหุ้นในประเทศไทยก็อย่าได้รอช้า เราเตรียมข้อมูลมาให้แล้ว
ราคาเสนอแบบเรียลไทม์