เทรดฟอเร็กซ์ การเทรด สกุลเงินดิจิตอล สินค้าโภคภัณฑ์ CFD ดัชนี การลุงทุน แพลตฟอร์มการเทรด เรียนรู้การเทรด มุมมองเชิงลึก หุ้น

เทรด Forex ทองคำ Bitcoin และตราสารอื่น ๆ ออนไลน์

สรุป Brexit คืออะไร Brexit แล้วไปไหนต่อ?
So Preciso
2020-06-19 5382
เกริ่นนำ

ถ้าจะพูดถึงประเทศอังกฤษคงไม่มีประเด็นไหนจะน่าสนใจไปกว่า Brexit อีกแล้ว เพราะแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้ประเทศอังกฤษต้องใช้เวลาวนเวียนหาทางออกกันกว่า 4 ปี แถมนายกรัฐมนตรียังต้องมาลาออกเพราะเรื่องนี้ถึง 2 คน และแม้ในปัจจุบันอังกฤษจะพอคลำหาทางออกพบแล้วก็ยังมีผลพวงอีกมากมายรอให้แก้ไขและรับมือ เรียกได้ว่าหนทางนี้ไม่ง่ายและมีราคาที่ต้องจ่าย และด้วยไทม์ไลน์อันยาวนานเรา บทความนี้เราจึงจะมาชวนคุยสักเล็กน้อยว่าสรุปแล้ว Brexit คืออะไร? ทำไมต้อง Brexit? และตอนนี้เมื่อ Brexit แล้วอังกฤษจะไปไหนต่อ ที่สำคัญคือ Brexit ยังมีผลกระทบอะไรที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือกันบ้างตามไปดูกันได้เลย

เนื้อหาบทความ [ซ่อน]
สรุป Brexit คืออะไร?

Brexit เป็นคำรวบสั้นจาก Britain+Exit ซึ่งหมายถึงการขอถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษซึ่งรวมถึงเวลส์ สกอตแลนด์และไอร์แลนด์เหนือด้วย คำนี้กลายมาเป็นที่ติดปากในช่วงปี 2016 หลังการลงมติของชาวอังกฤษ (EU Referendum) ที่จะเลือกอยู่กับสหภาพยุโรปหรือจากไป (Leave or Remain)


ทั้งนี้อังกฤษไม่ใช่ประเทศแรกที่มีสัญญาณว่าจะตีจากสหภาพยุโรป เพราะก่อนหน้านี้ก็มีสัญญาณ Grexit (Greece+Exit) ออกมาบ้างแล้ว แต่นั่นก็เป็นแค่ความคิดที่ไม่ได้ออกมาเป็นรูปธรรมอะไร แถมกรีซยังเป็นประเทศที่หากออกจากสหภาพยุโรปก็เป็นการออกไปของประเทศที่มีสถานะการเงินไม่ดีนักเพราะกำลังมีปัญหาหนี้สาธารณะในระดับสูง แต่ไม่ใช่กับอังกฤษที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นลำดับต้น ๆ ของสหภาพยุโรป ผลการลงประชามติ EU referendum ที่ออกมาให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปจึงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของคนทั่วโลกด้วยคะแนนโหวต Leave 52%: Remain 48% ซึ่งเป็นคะแนนที่สูสีเหลือเกิน

ทำไมต้อง Brexit?

ในทศวรรษที่ 1990 เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นในโซนยุโรปที่ประเทศต่าง ๆ เริ่มรวมกันเป็นสหภาพ จากประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (ECSC) และประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) จึงตกลงก่อตั้งสหภาพยุโรป (European Union – EU) ขึ้นเพื่อให้เกิดการรวมตัวของประเทศสมาชิกทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองเกิดเป็นอำนาจต่อรองที่หนักแน่นขึ้นในเวทีโลก ซึ่งแตกต่างจากการรวมตัวของกลุ่มประเทศอย่าง APEC หรือ ASEAN ที่ไม่ได้ครอบคลุมอยู่แค่จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการค้าและเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่ยังให้อำนาจในการกำหนดนโยบายกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพราะการรวมตัวของสหภาพยุโรปจะมีการดึงอำนาจการตัดสินใจบางอย่างทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง กฎหมาย แรงงาน และกิจการในประเทศมาให้สภาสหภาพยุโรปที่ประกอบด้วยตัวแทนของประเทศสมาชิกร่วมกำหนดนโยบายร่วมกัน ปัจจุบันสหภาพยุโรปเคยมีประเทศสมาชิกสูงสุด 28 ประเทศ ก่อนที่อังกฤษจะประกาศแยกตัวออกมา


ด้วยความเชื่อว่าการค้าเสรีจะทำให้ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภายใต้กรอบความตกลงของสหภาพยุโรปจึงมีโนยบายหลักคือการเปิดให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานและเงินทุนได้อย่างเสรี มีการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิกโดยไม่มีกำแพงภาษีมาขวางกั้น ทำให้ตลาดยุโรปกลายเป็นกลุ่มประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจกินส่วนแบ่งถึง 22.22% ของระบบเศรษฐกิจทั่วโลก นั่นหมายถึงสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศหนึ่ง ๆ ของสหภาพยุโรป เช่น จากเดิมที่อังกฤษผลิตสินค้าขายได้เฉพาะในอังกฤษก็กลายเป็นว่ามีตลาดกว้างขึ้นเป็นเกือบทั่วยุโรปไปโดยปริยาย รวมถึงแรงงานที่เคยทำงานได้เฉพาะประเทศที่ตนถือสัญชาติอยู่ก็สามารถย้ายไปทำงานยังประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปได้โดยที่ไม่ต้องขอ work permit

 

เนื่องจากการเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปไม่ได้มีแต่ข้อดีเรื่องการใช้เขตการค้าเสรีร่วมกัน แต่จากความตกลงล่าสุดของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปในสนธิสัญญาลิสบอนปี 2009 ประเทสสมาชิกจำเป็นต้องสละอำนาจอธิปไตยบางอย่างให้กับสหภาพยุโรป รวมถึงเรื่องการเงิน ภาษี การแข่งขันระหว่างประเทศ การอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล นโยบายการค้าร่วม นอกเหนือไปจากข้อตกลงก่อนหน้านี้ที่กำหนดให้มีการเคลื่อนย้ายทุนและแรงงานได้เสรี ซึ่งไม่เพียงแค่แรงงานที่เคลื่อนย้าย แต่หมายรวมถึงผู้อพยพจากตะวันออกกลางซึ่งสร้างความกังวลเรื่องการแย่งงานคนในประเทศและการก่อการร้าย ทำให้ประชากรอังกฤษเกิดการถกเถียงกันมาตลอดว่าอังกฤษยังควรอยู่ในสหภาพยุโรปหรือไม่ หรือควรแยกตัวออกมาในท้ายที่สุด

ย้อนไทม์ไลน์: จาก EU สู่ Brexit อังกฤษไปถึงไหนแล้ว?

จากปัญหาที่ถกเถียงกันว่าอังกฤษควรอยู่กับอียูหรือควรแยกตัวออกมาเพื่อให้มีอำนาจในการบริหารประเทศของตัวเองอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการอพยบของผู้ลี้ภัยจากตะวันออกกลางที่จะเข้ามาแย่งงานและอาจแฝงมาด้วยภัยก่อการร้าย ในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอังกฤษปี 2015 นายเดวิด คาเมรอนที่กำลังลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในสมัยที่สองจึงยกประเด็นนี้มาหาเสียง และเสนอว่าหากเขาได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยเขาจะจัดให้มีการลงประชามติฟังเสียงคนอังกฤษว่ายังอยากอยู่กับอียูต่อหรือต้องการแยกตัวออกมา

 

7 พฤษภาคม 2015 เดวิด คาเมรอนได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 และกำหนดให้มีการลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายน 2016 และตนเองเป็นผู้รณรงค์สนับสนุนให้อังกฤษยังคงอยู่กับอียูต่อ (Remain)


23 มิถุนายน 2016 EU Referendum มีการลงประชามติถามความเห็นชาวอังกฤษว่ายังอยากจะอยู่กับ EU ต่อหรือไม่ ผลออกมาให้ Leave 52%: Remain 48% ทำให้นายเดวิด คาเมรอน หัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยมที่สนับสนุนให้อังกฤษยังอยู่กับอียูจำต้องลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเคยกล่าวไว้ว่าหากผลลงประชามติว่าอังกฤษจะถอนตัวจากอียู เขาเองก็จะไม่ขวาง ครั้งนั้นเดวิด คาเมรอนจึงส่งไม้ต่อให้กับนางเทเรซา เมย์ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายในดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรับหน้าที่นี้ต่อ


ภายหลังการลงประชามติให้เกิด Brexit เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า Brexit จะทำให้อังกฤษต้องสูญเสียมหาศาล ทั้งตลาดยุโรปที่หากต้องการทำการค้าก็ต้องเริ่มนับหนึ่งเจรจาข้อตกลงกันใหม่ ทั้งแรงงานอพยบที่อังกฤษอาจต้องออกค่าใช้จ่ายและดำเนินการส่งกลับเอง รวมถึงปัญหาที่คนอังกฤษย้ายไปอยู่ประเทศอื่นในสหภาพยุโรปแล้วจำเป็นต้องย้ายกลับหรือไม่ ทำให้ Brexit กลายมาเป็นปัญหาใหญ่สำหรับเทเรซา เมย์ ที่ในที่สุดก็ตัดสินใจจะทำ Soft Brexit คือมีการเจรจาให้คงข้อตกลงบางอย่างกับอียูไว้ก่อนที่อังกฤษจะออกจากการเป็นสมาชิก โดยมีเส้นตายของตกลงในวันที่ 29 มีนาคม 2019 มิฉะนั้นอังกฤษจะต้องออกจากสหภาพยุโรปไปโดยที่ไม่เหลือสิทธิประโยชน์อะไรที่เคยได้เลย (No Deal Brexit หรือ Exit Without Deal)


ข้อตกลงที่มีการเจรจาระหว่างอังกฤษและอียูนั้นเรียกว่า Divorce Deal หรือ Withdrawal Agreement มีการตกลงกันเรื่อง

 

  -     ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อที่อังกฤษจะออกจากอียูแต่ยังต้องการคงสิทธิทางการค้าบางประการกับอียูไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้คิดเป็นเงินราว 39,000 ล้านปอนด์ 


  -     การเคลื่อนย้ายของประชากรก่อนหน้านี้ที่มีคนอังกฤษย้ายไปอยู่ประเทศอื่นในสหภาพยุโรป และประชากรในสหภาพยุโรปที่ย้ายมาอยู่ในอังกฤษว่าจะยังคงได้รับสิทธิพลเมืองเช่นเดิมไปจนกว่าจะหมดระยะเปลี่ยนผ่าน


  -     การตกลงเขตแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ที่จะเป็นเขตแดนทางกายภาพระหว่างสหภาพยุโรปและอังกฤษภายหลัง Brexit


  -     การการตกลงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) ที่อังกฤษและอียูตกลงจะคงทุกอย่างไว้เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวไปจนถึง 31 ธันวาคม 2020


Withdrawal Agreement ที่เสนอโดยนางเทเรซา เมย์ได้รับการตอบรับจากอียูในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2018 แต่กลับถูกปฏิเสธโดยสภาอังกฤษเองถึง 3 ครั้ง ในวันที่ 15 มกราคม, 12 และ 29 มีนาคม 2019 จึงส่งเรื่องไปยังสหภาพยุโรปเพื่อเลื่อนเส้นตายของการทำข้อตกลงกับอียูออกไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2019 และด้วยข้อเสนอที่เทเรซา เมย์เสนอกับสภาถูกปฏิเสธติดต่อกันถึง 3 ครั้ง แสดงถึงความนิยมในตัวเธอที่ลดลง เธอจึงประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 7 มิถุนายน 2019 


23 กรกฎาคม 2019 พรรคอนุรักษ์นิยมเลือกนายบอริส จอห์นสันขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคและรับหน้าที่ต่อจากนางเทเรซา เมย์ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งขึ้นอีกครั้งในช่วงธันวาคมของปีเดียวกัน ซึ่งนายบอริส จอห์นสันถือเป็นตัวตั้งตัวตีในการรณรงค์ให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปตั้งแต่การทำประชามติเมื่อปี 2016 จึงเป็นคนที่มีจุดยืนในการออกจากสหภาพยุโรปมาโดยตลอด และเมื่อเข้ามารับตำแหน่งแทนก็พยายามผลักดันการออกจากยุโรปโดยกล่าวกับสภาว่าจะมีไม่การต่อเวลาเลื่อนเส้นตายในการออกจากสหภาพยุโรปอีกแล้ว และหากอังกฤษต้องออกจากสหภาพยุโรปโดยไร้ข้อตกลง (Exit without deal, No Deal Brexit) ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นร่วมกัน ซึ่งการต้องออกจากสหภาพยุโรปโดยไร้ข้อตกลงหมายถึงอังกฤษจะต้องเริ่มต้นการเจรจารักษาผลประโยชน์กับสหภาพยุโรปใหม่ตั้งแต่ 0


ก่อนหน้านี้สภาอังกฤษตีตกร่างกฎหมายของนางเทเรซา เมย์มาตลอดเพราะสมาชิกบางคนยังไม่ต้องการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ทั้งการเลือกตั้งที่ผ่านมาทำให้คะแนนเสียงในฝั่งอนุรักษ์นิยมลดลงทำให้การผ่านกฎหมายยังคงเป็นเรื่องท้าทาย


3 กันยายน 2019 สภาอังกฤษเสนอให้เลื่อนเส้นตายของการเจรจาออกไปเป็นวันที่ 31 มกราคม 2020 แต่นายบอริส จอห์นสันไม่ยอม จนสภาอังกฤษต้องผ่านเป็นกฎหมายเพื่อบังคับให้ฝ่ายบริหารส่งหนังสือเลื่อนเส้นตายไปยังสภาพยุโรป ในวันที่28 ตุลาคม 2019 ตัวแทนของอียูจึงมีมติให้เลื่อนเส้นตายของการเจรจา Brexit ออกไปถึงแค่วันที่ 31 มกราคม 2020 


12 ธันวาคม 2019 พรรคอนุรักษ์นิยมชนะการเลือกตั้งกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาถึง 80 ที่ ส่วนนายบอริส จอห์นสันชนะเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษก็เป็นการยืนยันความต้องการของชาวอังกฤษที่ยังต้องการให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป เขาสานต่อเรื่อง Brexit อย่างเต็มตัวและให้คำมั่นว่าจะทำ Brexit ให้สำเร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2020


20 ธันวาคม 2019 สภาอังกฤษลงมติผ่าน Withdrawal Agreement ที่เสนอโดยนายบอริส จอห์นสันด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 234 เสียง จากทั้งหมด 358 เสียง กินขาดฝ่ายที่โหวตให้ไม่ผ่านถึง 124 เสียง


23 มกราคม 2020 ข้อตกลง Withdrawal Agreement ได้รับการตอบรับจากอียู ซึ่งเนื้อหาสาระของข้อตกลงนี้มีเนื้อหาแทบจะเหมือนเดิมกับที่นางเทเรซา เมย์เคยเสนอ จะแตกต่างกันก็ตรงที่มีการตกลงใหม่มาแทนที่ Backstop ที่จะไม่มีการปิดกั้นพรมแดนระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสาธารณรัฐไอร์แลนด์ที่เป็นพรมแดนระหว่างอังกฤษและอียู และมีการตกลงกระบวนการตรวจสินค้าศุลกากร และมีการตกลงว่าอังกฤษจะยังคงทำตามกฎระเบียบของอียูไปจนหมดระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เพื่อให้ธุรกิจปรับตัวได้ และจะมีการรับประกันสิทธิพลเมืองประชากรอังกฤษที่พำนักในอียู และรับประกันสิทธิพลเมืองของประชากรอียูที่ยังพำนักในอังกฤษ


และในช่วง 23.00 น. ของวันที่ 31 มกราคม 2020 อังกฤษก็ได้ออกจากอียูอย่างเป็นทางการ และเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านและปรับตัวไปจนสิ้นสุด Transition Period ในวันที่ 31 ธันวาคม 2020 (ตามข้อเสนอที่ตกลงกับสหภาพยุโรป กำหนดนี้ยังสามารถเลื่อนไปได้อีก 2 ปี เส้นตายสุดท้ายจึงเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2022)

Brexit และผลกระทบที่จะตามมา

ผลที่จะเกิดขึ้นต่อจากวันที่ 31 มกราคม 2020 หลังจากที่อังกฤษออกจากอียูแล้วก็จะเข้าสู่ Transition Period ไปอีก 11 เดือน ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านนี้อังกฤษจะยังได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าและความเป็นตลาดเดียวของยุโรปโดยไม่มีกำแพงภาษีอยู่ แต่ต้องแลกกับการที่อังกฤษยังต้องดำเนินตามกติกาของอียูต่อไปตลอดระยะเปลี่ยนผ่านนี้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีตำแหน่งในสภาของสหภาพยุโรปแล้ว ในช่วงนี้พลเมืองอังกฤษและพลเมืองยุโรปที่อาศัยข้ามเขตแดนจะยังได้รับการประกันสิทธิพลเมืองอยู่เช่นเดิม พร้อม ๆ กับที่อังกฤษจะเริ่มเปลี่ยนหน้าปกพาสปอร์ตของตนจากสีน้ำเงินเป็นสีเบอร์กันดีเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้


หลังจากนี้การเคลื่อนย้ายของประชากรจะยากขึ้น จากเดิมที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการคาดหวังของนักลงทุนที่ประชากรอังกฤษสามารถย้ายไปยังประเทศอื่น ๆ อย่างเสรีได้ ความหวังนี้ก็เป็นอันพับไปทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในอังกฤษไม่น่าจะปรับตัวสูงขึ้นได้อีก ทั้งธุรกิจที่เคยมีสำนักงานอยู่ในอังกฤษเพื่อดูแลกิจการทั้งทวีปยุโรปก็จำเป็นต้องย้ายสำนักงานเนื่องจากหลังจาก Transition Period บริษัทที่ตั้งในอังกฤษก็จะไม่ได้สิทธิประโยชน์จากสหภาพยุโรปอีกต่อไป


การเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองที่สุดคงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงเรื่องเศรษฐกิจที่หลังจากหมด Trasition Period สิทธิทางการค้าที่อังกฤษมีร่วมกับสหภาพยุโรปจะหมดลง และอังกฤษต้องเริ่มเจรจาข้อตกลงกับการค้าต่าง ๆ ทั่วโลกเพื่อรองรับการสิ้นสุดสิทธิพิเศษนี้ ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง เป็นโอกาสที่อังกฤษสามารถดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจกับประเทศต่าง ๆ ได้โดยเสรีและไม่ต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงกับสหภาพยุโรปแล้ว ขณะที่ความเสี่ยงยังเป็นอำนาจในการต่อรองของอังกฤษหลังจากออกจากสหภาพยุโรปที่หลายฝ่ายมองกันว่าจะไม่ได้มีศักยภาพเหมือนเดิมอีก ถึงกับมีการกล่าวกันว่าการออกจากสหภาพยุโรปในครั้งนี้จะทำให้อังกฤษยากจนลงถึง 15 ปีทีเดียว


15925568864061

ที่มา:tradingview.com


การประเมินอนาคตของอังกฤษมีตัวชี้วัดอย่างค่าเงินปอนด์ สังเกตได้ว่าตั้งแต่มีการโหวตให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปในช่วงกลางปี 2016 ค่าเงินปอนด์ก็แกว่งตัวหลุดกรอบขาขึ้นอย่างสิ้นเชิงและแกว่งตัวทำจุดต่ำสุดมาโดยตลอด ล่าสุดมาร์คจุดต่ำสุดไว้ในช่วงการประกาศออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนมกรา 2020 ที่ผ่านมาและยังไม่มีทีท่าว่ากราฟราคาจะทำจุดกลับตัวหรือมีปัจจัยที่มากระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวโน้ม ค่าเงินปอนด์จึงยังคงอ่อนค่าลงเรื่อย ๆ ซึ่งแสดงถึงความเชื่อของคู่ค้าและนักลงทุนที่ยังคงมองเห็นความอ่อนแอของอังกฤษและค่าเงินปอนด์ต่อไปในระยะยาว


ข่าว Brexit ในเชิงบวกของสัปดาห์ที่แล้วไม่ได้ย้อนกลับแนวโน้มขาลงของเงินปอนด์ ปัจจุบันรัฐบาลอังกฤษเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในยุโรปถูกบังคับให้ดำเนินการปิดล้อมทางเศรษฐกิจเพื่อต่อสู้กับ COVID -19 เป็นผลให้อังกฤษอาจเผชิญกับปัญหาการว่างงานที่ใหญ่กว่าในอนาคต IMF คาดว่าธนาคารแห่งอังกฤษจะมีช่องว่างในการผ่อนคลายนโยบายการเงินในระยะสั้นและ GDP ของอังกฤษจะลดลง 10.4% ในปี 2020 และเติบโต 5.7% ในปี 2564 ซึ่งต่ำกว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของ IMF ก่อนหน้านี้ นอกเหนือจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเศรษฐกิจของอังกฤษแล้วยังมีความกังวลว่าการเจรจา Brexit จะนำไปสู่ข้อตกลงหรือไม่ อังกฤษและสหภาพยุโรปเริ่มการเจรจาทุกวันอย่างเข้มข้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาและตั้งเป้าที่จะยุติข้อตกลงภายในกลางเดือนพฤศจิกายน พวกเขามีความคืบหน้าเกี่ยวกับความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบางประการได้เริ่มดำเนินการกับข้อความของข้อตกลงเกี่ยวกับสนามแข่งขันระดับแข่งขันและใกล้ที่จะสรุปเอกสารร่วมเกี่ยวกับความช่วยเหลือจากรัฐบาลตามที่คนคุ้นเคยกับเรื่องนี้ ข่าวดังกล่าวทำให้ความหวังในการทำข้อตกลง Brexit ฟื้นขึ้นและช่วยลดผลกระทบเชิงลบต่อสเตอร์ลิงเนื่องจากการระบาดของโรคเลวร้ายลงและค่าเงินดอลลาร์ดีดตัวขึ้น เมื่อปิดวันศุกร์ GBP/USD มีแนวโน้มที่ 1.2950 ลดลง 0.69% การตัดสินใจของธนาคารแห่งอังกฤษเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยมีกำหนดในสัปดาห์นี้และเป็นที่น่าสนใจว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้นหรือไม่


เทรด GBP/USD ด้วยเครื่องทางการเงิน CFD ไม่ว่าเงินปอนด์อยู่ขาขึ้นหรือขาลงก็สามารถเทรดได้ด้วย!! 


เทรด GBP/USD เดี๋ยวนี้ >>>  

ส่งท้าย

เราก็ได้สรุป Brexit มาแล้วว่า Brexit คืออะไร Brexit จะมีผลอย่างไรตามมาบ้าง และหลังจากผ่านการโต้เถียงและความขัดแย้งกันมายาวนานกว่าสี่ปีในที่สุดอังกฤษก็ออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการแล้ว แม้ว่ายังคงมีการเจรจามากมายรออยู่ และไม่ว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไรก็ล้วนเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่งว่าอังกฤษเมื่อออกจากสหภาพยุโรปและมีสิทธิกำหนดนโยบายของตนเองอย่างเต็มที่แล้วจะสามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือไม่ ค่าเงินปอนด์จะกลับมาเป็นหนึ่งในค่าเงินที่ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจเช่นเดิมได้หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพและการกำหนดนโยบายของอังกฤษแต่เพียงผู้เดียวแล้ว


▼ เทรด Forex กับโบรกเกอร์ชั้นนำด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ ▼

  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล


��

ทำไมเทรดกับ MiTrade  

  MiTrade เป็นโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลียที่ให้บริการ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) ผ่านระบบออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง  MiTrade กวาดมาแล้วทั้ง 'รางวัลแพลตฟอร์มเทรดบนมือถือที่ดีที่สุด' จาก Forex Awards ในปี 2019, 'รางวัลโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่เติบโตเร็วสุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2019 / 2020 , 'รางวัลแอพพลิเคชั่นเทรดฟอเร็กซ์ที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2020 และ 'รางวัลโบรกเกอร์ที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยม' จากเว็บไซต์ FxDailyInfo ในปี 2020


16028372378147

  MiTrade เป็นโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ เนื่องจาก MiTrade ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การควบคุมของ Australian Securities and Investments Commission (ASIC) และถือ Australian Financial Services Licence (AFSL 398528) การซื้อขายและการจัดการต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของทาง ASIC(วิธีการตรวจโบรกเกอร์ CFD)

และเงินทุนของท่านจะถูกเก็บแยกไว้ในบัญชีประเภททรัสต์ภายใต้ข้อกำหนดของประเทศออสเตรเลีย

15990177839570

   ระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบและเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ ให้ใช้ฟรี เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมความเสียงในการเทรดได้มากขึ้น

   อำนวยเครื่องมือการเทรดต่างๆ ให้ใช้ฟรี เช่น อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค, ปฏิทินทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

   แพลตฟอร์มการเทรดที่พัฒนาขึ้นมาเอง ใช้งานที่เรียบง่าย  เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่อย่างมาก

   เจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการเพื่อแก้ปัญหาและให้คำแนะนำ

   เลเวอเรจสูง 

   เงินฝากขั้นต่ำ $50 ดอลล่าร์

   ขนาดซื้อขายขั้นต่ำ 0.01 ล็อต

   ค่าคอมมิชชั่น 0 และสเปรดต่ำ


เริ่มเทรดด้วยเพียง 3 ขั้นตอน

ยังมือใหม่? ไม่เป็นไร! MiTrade ได้จัดบัญชีทดลองเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 USD เพื่อให้ท่านฝึกฝนทักษะการเทรดโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 


 เปิดบัญชีเทรดทดลอง >


*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา

 

เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

Share this story