เทรดฟอเร็กซ์ การเทรด สกุลเงินดิจิตอล สินค้าโภคภัณฑ์ CFD ดัชนี การลุงทุน แพลตฟอร์มการเทรด เรียนรู้การเทรด มุมมองเชิงลึก หุ้น

เทรด Forex ทองคำ Bitcoin และตราสารอื่น ๆ ออนไลน์

หุ้น IPO คืออะไร? จองหุ้น IPO อย่างไร?
น้ำอุ่น
2020-04-22 22745

หุ้น IPO คืออะไร? จองหุ้น IPO อย่างไร?

หากพูดถึงการลงทุน อาจจะเห็นภาพการเทรดหุ้นจากหน้าจอมอนิเตอร์ที่กำลังแสดงการขึ้นลงของกราฟ หรือไม่ก็คงจะเป็นการเข้าดูตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนจากการลงทุน สามารถเริ่มต้นจาก IPO ได้เช่นกัน เพราะการถือหุ้นในบริษัทดีๆ สักแห่งที่ตัวเราเองมั่นใจว่าจะสามารถบริหารเงินทุนของเราได้อย่างคุ้มค่าและสร้างผลกำไรในอัตราส่วนที่น่าพอใจ ทว่าตลาดการลงทุนในหุ้น IPO ค่อนข้างที่เซนซิทีฟพอสมควร จากสถิติพบว่าว่าหุ้นบางตัวมีราคาวิ่งไปถึง 200% 


บทความนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะตอบข้อคำถามว่าหุ้น IPO คืออะไร ดูหุ้น IPO ได้ที่ไหน ตลอดจนจะจองหุ้น IPO อย่างไร เชิญพบกับคำตอบได้เลยครับ


▼เล่นหุ้นกับโบรกเกอร์ชั้นนำด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ▼

  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล
เนื้อหาบทความ [ซ่อน]
หุ้น IPO คืออะไร

IPO หรือ Initial Public Offering คือ การเสนอขายหลักทรัพย์หรือหุ้นของบริษัทหนึ่งๆ ให้แก่ประชาชนหรือบุคคลธรรมดาทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยมีจุดประสงค์หลักๆ 


ก็คือเพื่อต้องการระดมเงินทุนเพิ่มเติมจากสาธารณะอันจะสามารถนำไปพัฒนาและขยับขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเป็นการเปิดโอกาสให้คนทั่วไปมีสิทธิ์ที่จะมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทด้วย ในอีกมุมมองหนึ่งการที่บริษัทออกมาเสนอ IPO กันอย่างนี้เพราะมุ่งมั่นอยากสร้างการรับรู้ในแบรนด์หรือบริษัท และจะส่งผลต่อภาพลักษณ์หรือกิจกรรมทางธุรกิจอย่างมหาศาลในอนาคต

ข้อดีของ IPO

 ●    ผู้ลงทุน (IPO Investors) เกิดวามมั่นใจจากการดำเนินงานอยู่ภายใต้การดูแลของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์


 ●    ผู้ลงทุน (IPO Investors) จะได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากบริษัทอย่างเป็นธรรม


 ●    เมื่อสภาพเศรษฐกิจอยู่ในช่วงน่าลงทุนหรือเงื่อนไขด้านการตลาดอยู่ในขาขึ้นเป็นการลงทุนที่มีโอกาสในการทำกำไรสูงภายในช่วงเวลาสั้นๆ


 ●    หากคุณเป็นนักลงทุนที่เก็งกำไรระยะยาว IPO เหมาะสมกับคุณ


 ●    ไม่ได้ใช้กลยุทธ์หรือเทคนิคเฉพาะมากนัก วิเคราะห์ง่าย แต่ควรศีกษาโปรไฟล์ของบริษัทให้ดี


ข้อเสียของ IPO

 ●    บริษัทจะต้องยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาจดทะเบียน เช่น ข้อมูลทางการเงิน งบกำไรขาดทุน ตลอดทั้งภาษีของบริษัท ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องแสดงต่อสาธารณะที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่แข่งของบริษัทที่ได้รับผลประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้


 ●    การเสนอขายหุ้นด้วยวิธี IPO จะนำมาสู่การสร้างต้นทุนจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งในเรื่องการปรับระบบการควบคุมภายในให้ดี (Check and Balance), งบการเงินที่จัดทำตามมาตรฐานบัญชี, ค่าใช้จ่ายสำหรับที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ, การสรรหาวาณิชธนกิจ (investment banking) เพื่อการรับคำแนะนำที่ถูกต้องอันมีส่วนโดยตรงในการลดอุปสรรคของกระบวนการ IPO เป็นต้น


 ●    เจ้าของบริษัทอาจจะไม่ได้ถือหุ้นในปริมาณที่มากเหมือนเช่นเดิม อาจเป็นเพราะปัจจัยของราคาหุ้นจากเหตุที่ไม่สามารถขายหุ้นได้เป็นเวลาหลายปี


 ●    ผู้เป็นเจ้าของบริษัทอาจสูญเสียอำนาจการควบคุมในฐานะเจ้าของบริษัท นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อบริษัทจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดฯ กลุ่มงานบริหารจะมีอำนาจสามารถปลดเจ้าของบริษัทออกได้

 

 ●    การบริหารงานของบริษัทจะไปอยู่ที่ คณะกรรมการบริหาร (Board of Directors) ซึ่งอาจจะแตกต่างจากกลุ่มผู้บริหารชุดเดิม


15875365005098

บริษัทที่ IPO ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง

คุณสมบัติที่บริษัทพึงมีตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดเอาไว้ เพื่อการระดมทุนโดยวิธี IPO อันประกอบได้ด้วย


 ●    มีสถานะทางธุรกิจเป็นบริษัทมหาชนจำกัด หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายไทยจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ


 ●    มีโครงสร้างทางธุรกิจที่มั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านฐานะการเงินและสภาพคล่องของบริษัท ซึ่งจะส่วนของผู้ถือหุ้นต้องมีอย่างน้อย 300 ล้านบาท และก่อนระดมเงินทุนด้วยวิธี IPO บริษัทต้องมีส่วนของผู้ถือหุ้นห้ามน้อยกว่า 0

 

 ●    ผลการดำเนินงานของบริษัทต้องเข้าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยบริษัทสามารถเลือกใช้เกณฑ์ใดก็ได้


    -   เกณฑ์กำไรสุทธิ: ในเวลา 2 หรือ 3 ปีต่อเนื่องกันล่าสุดจะต้องมีกำไรสุทธิรวมมากกว่า 50 ล้านบาท และในปีล่าสุดก่อนจดยื่นคำขอต้องมีกำไรสุทธิมากกว่า 30 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทจะต้องมีกำไรสุทธิในงวดสะสมก่อนยื่นคำขอ


    -   เกณฑ์ Market Cap: มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ในปีล่าสุดมากกว่า 7,500 ล้านบาท และในงวดสะสมก่อนยื่นคำขอ บริษัท “ต้องมีกำไร” ที่ก่อนจำนำไปหักต้นทุนทางการเงินและภาษีเงินได้ (EBIT)


    -   ก่อนยื่นคำขอ บริษัทจะต้องมีผลการดำเนินงานมากกว่า 3 ปี โดยอยู่ภายใต้การจัดการของกรรมการและผู้บริหารส่วนใหญ่กลุ่มเดียวกันมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี 


 ●    มีสถานะของโครงสร้างการกระจายการถือหุ้นรายย่อย (หลังเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน) ที่ชัดเจน และมีอัตราส่วนการถือหุ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด


15875365284072 ●    บริษัทที่ยื่นคำขอต้องได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ยกเว้นนิติบุคคลที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งดำเนินการเสนอขายผ่านผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์


 ●    การบริหารงานของบริษัทดังกล่าว จะต้องดำเนินงานภายใต้กรรมการ ผู้บริหาร และผู้มีอำนาจควบคุมตามคุณสมบัติที่ได้กำหนดไว้


 ●    ดูแลกิจการและควบคุมภายในโดยกรรมการอิสระที่มีองค์ประกอบและคุณสมบัติตามที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน และมีคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ซึ่งคอยกำกับดูแลภายใต้ขอบเขตการดำเนินงานตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด


 ●    ไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด


 ●    งบการเงินของบริษัทจะต้องมีลักษณะ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนผู้สอบบัญชีของผู้ยื่นคำขอต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.


 ●    บริษัทต้องดำเนินการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ


 ●    บริษัทต้องจัดหาและแต่งตั้งนายทะเบียน ที่มาจากบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) หรือบุคคลที่ตลาดหลักทรัพย์เห็นชอบ


 ●    บริษัทจะมีสถานะการห้ามขายหุ้น (Silent Period) หากพบผู้เข้าข่าย Strategic Shareholders โดยมีผลถูกห้ามนำหุ้นของตนซึ่งมีจำนวนรวมกัน 55% ของทุนชำระแล้วหลัง IPO ออกขายภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่หุ้นเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าข่ายสามารถทยอยขายหุ้นได้ในอัตราส่วนไม่เกิน 25% ของหุ้นที่ถูกห้ามขาย เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 6 เดือน


 ●    บริษัทควรมีการดำเนินการ (Operation) ที่เข้มแข็ง เพื่อตอบรับกับศักยภาพในการเตรียมความพร้อมตนเองเข้าสู่การระดมทุนด้วยวิธี IPO


เช็คหุ้น IPO ได้ที่ไหน

สำหรับช่องทางการศึกษาหุ้น IPO คุณสามารถเข้าไปยังเว็บไซต์ SET ซึ่งได้อธิบายถึงหุ้นของบริษัทอย่างละเอียด รวมถึงคุณสามารถทราบได้ด้วยว่าจะมีบริษัทอะไรบ้างที่กำลังจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้คำแนะนำสำหรับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในเว็บดังนี้

 

  ●   คุณจะต้องศึกษาดูว่า หุ้นของบริษัทที่คุณสนใจอยู่ใน “รายชื่อบริษัทที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Upcoming IPO)” หรือ เป็นหุ้นที่ “เปิดตัวหุ้นใหม่ IPO”


  ●   ในเว็บไซต์จะปรากฎราคาการซื้อขายหุ้น IPO และราคา PAR (P/V Price) เป็นประโยชน์สำหรับการวางแผนงบประมาณการในการลงทุน


  ●   เพื่อทราบข้อมูลเชิงลึกสามารถดาวนน์โหลดไฟล์ที่แนบไว้ หรือเข้าตรงไปยังลิงก์ของแต่ละบริษัทประกอบการตัดสินใจในการลงทุนของคุณ เช่น จุดประสงค์ในการระดมเงินทุน, ระยะเวลาในการเสนอขาย, มูลค่าการซื้อขาย เป็นต้น


1587523421523


ผู้ที่เกี่ยวข้องใน IPO

ตามคู่มือ IPO Roadmap ที่จัดทำขึ้นโดย SET ได้อธิบายถึงประเด็นว่า IPO ต้องเกี่ยวข้องกับใครบ้าง โดยสามารถทำความเข้าใจได้ดังนี้



ผู้ที่เกี่ยวข้องใน   IPO

หน้าที่และการดูแล

1

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย   (ตลท.)

เป็นเสมือนศูนย์กลางที่อำนวยการซื้อขายหลักทรัพย์   และบริการในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

2

กระทรวงพาณิชย์   (Ministry   of Commerce)

แปลงสภาพบริษัทเป็นบริษัทมหาชนจำกัด

3

ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาติ   Auditor)

ให้คำแนะนำและตรวจาอบงบการเงินให้เป็นไปตามมาตราฐานบัญชี

4

ผู้ตรวจสอบระบบการเงินภายใน   (Internal   Control Auditor)

ตรวจสอบ ประเมิน   เพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพระบบการควบคุมภายใน

5

ที่ปรึกษากฎหมาย   (Lawyer)

ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย   และดำเนินการจัดเตรียมเอกสาร ตลอดจนจัดการขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง

6

บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินและผู้ประเมินหลักสำหรับธุรกรรมในตลาดหุ้น   (Valuer)

ประเมินมูลค่าทรัพย์สินททที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมในตลาดทุน

7

บริษัท   ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด TSD

จัดทำทะเบียนผู้ถือหุ้นให้ถูกต้อง   ให้บริการงานทะเบียนหลักทรัพย์

8

ผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์   (Underwriter)

ขายหลักทรัพย์ของบริษัทที่ต้องการระดมเงินทุนให้แก่ประชนชน   ถือเป็นการช่วยกระจายหุ้น IPO

9

ที่ปรึกษาทางการเงิน   (Financial   Advisor: FA)

เป็นที่ปรึกษาที่สามารถให้คำแนะนำตลอดการทำ   IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

10

สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์   (SEC)

ตรวจสอบคุณสมบัติของบริษัท   อนุญาตการเสนอขาย IPO และกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน


ตั้งราคาของหุ้น IPO อย่างไร

หลายท่านอาจสงสัยว่าราคาหุ้น IPO ที่เสนอขายมานั้นตั้งราคามาจากปัจจัยใด? แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบในการตั้งราคาเหล่านี้?

 

กระบวนการตั้งราคาหุ้น IPO เป็นส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กันเนื่องจากการกำหนดราคาดังกล่าวจะมีผลอย่างมากต่อจำนวนการเข้าซื้อหุ้นบริษัทของนักลงทุน (IPO Investors) และยังถือเป็นการวัดประสิทธิภาพในการตั้งราคาที่ดำเนินการโดยสถาบันวาณิชธนกิจ (Investment banking) หรือ ที่ปรึกษาทางการเงิน ว่ามีความเหมาะสมมากเพียงใด ส่วนใหญ่การเข้าประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มทุนด้วยวิธีการ IPO จะตั้งในราคาที่ค่อนข้างต่ำ อันจะต้องสอดคล้องกับการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Book Building) ที่จำทำขึ้นมาโดยเฉพาะ


IPO มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นอย่างไร

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าการระดมเงินทุนด้วยวิธี IPO มีจุดประสงค์โดยตรงจากบริษัทที่ต้องการเม็ดเงินมาพัฒนาหรือบริหารจัดการธุรกิจให้เติบโตกว่าเดิม ซึ่งในส่วนนี้เองอาจจะส่งผลกระทบทั้งด้านดีและเสียต่อเศรษฐกิจในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างมากในประเทศ หากมีการสนับสนุนด้วยเงินทุนเพื่อการพัฒนาธุรกิจ นอกจากจะสร้างผลกำไรให้กับประเทศแล้วยังตอบแทนด้วยผลกำไรให้แก่นักลงทุนอย่างเป็นที่น่าพึงพอใจอีกด้วย ในทางกลับกันหากบริษัทไม่มีการระดมทุนด้วย IPO อาจจะพบเจอกับอุปสรรคและการดำเนินงานที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

ขั้นตอนการเตรียมตัวสำหรับ IPO

ทว่ากว่าที่หุ้น IPO จะเปิดตัวให้ผู้ลงทุนได้เข้ามาจับจองกันนั้น เบื้องหลังการเตรียมการของบริษัทมีรายละเอียดที่ต้องให้ความสำคัญ กระบวนการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากมาย รวมถึงใช้ระยะเวลาไม่น้อยเลยทีเดียวขึ้นอยู่กับความร่วมมือ และรูปแบบของบริษัทนั้นๆ โดยจะอธิบายให้เข้าใจพอสังเขป ดังต่อไปนี้


บริษัทที่ต้องการระดมเงินทุนด้วยวิธี IPO จะต้องศึกษากฎระเบียบข้อมูลที่กำหนดไว้อย่างละเอียด และติดต่อหาบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งจะมีส่วยช่วยเป็นอย่างมากในการให้คำปรึกษา ชี้แนะ และตรวจสอบเอกสารที่จะต้องใช้ในการเพิ่มทุนด้วยวิธี IPO


บริษัทจะต้องแปรสภาพจากบริษัทจำกัดไปเป็นบริษัทมหาชนจำกัด พร้อมทั้งจัดเตรียมเอกสารสำหรับการขออนุมัติการเสนอขายหุ้นไอพีโอ (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. นอกจากนี้จะต้องดำเนินการกำหนดราคาขายหุ้นไอพีโอ (IPO) ระยะเวลาที่เปิดให้ทำการซื้อ รวมถึงสร้างการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ลงทุนที่สนใจรับทราบข้อมูล


ในขั้นตอนนี้จะเป็นช่วงที่บริษัทจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่งตั้งนายทะเบียนหลักทรัพย์ที่จะช่วยจัดทำทะเบียนผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องและให้บริการนำหุ้นเข้าฝากในระบบไร้ใบหุ้น (Scripless) เมื่อการเตรียมความพร้อมทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้วก็จะยื่น Filing ขออนุญาติการสนอขายหุ้น IPO ต่อ ก.ล.ต. 


นักลงทุนจะจองหุ้น IPO อย่างไร

การจ้องหุ้น IPO เป็นที่ทราบกันดีในวงการเทรดดิ้งว่าจะมีผู้ลงทุนจำนวนไม่กี่รายเท่านั้นที่มีโอกาสจะได้หุ้นที่จองเอาไว้ ผนวกกับบางบริษัทที่กำลังจะระดมทุนด้วยวิธี IPO ต้องผ่านขั้นตอนการเตรียมตัวและการประเมินที่รัดกุม โดยแนวทางการจองหุ้น IPO แบ่งออกเป็น 2 วิธีดังนี้


◆  วิธีที่ 1 ผู้ลงทุนจองซื้อหุ้น IPO ก่อนเข้าสู่ตลาด (Primary Market)

ในการซื้อขายหุ้นส่วนนี้จะเริ่มจากบริษัทมีการเสนอขายหุ้นเพื่อการระดมเงินทุน ซึ่งดำเนินการภายใต้ข้อกำหนดของ ก.ล.ต. โดยประกาศผ่านทางเว็บไซต์ SET หรือ เว็บไซต์ของบริษัท รวมถึงผ่านโบรกเกอร์ต่างๆ โดยผู้ที่มีความสนใจอยากลงทุนซื้อหุ้นดังกล่าวก็สามารถจองซื้อหุ้นภายในระยะเวลาการซื้อขายที่ได้กำหนดเอาไว้ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ราคาการซื้อขายที่ถูกกำหนดเอาไว้ส่วนใหญ่จะค่อนข้างต่ำและต่ำกว่าราคาหุ้นตัวเดียวกันเมื่อเข้าสู่ตลาดแล้ว การเก็งกำไรของนักลงทุนในลักษณะนี้จึงมักได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างพึงพอใจ


◆  วิธีที่ 2 การซื้อหุ้น IPO หลังเข้าสู่ตลาด (Secondary Market)

ตลาดการซื้อขายหุ้น IPO ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นหลังจากบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากสงสัยว่าหุ้น IPO ที่ปล่อยให้ซื้อในตลาดหลักทรัพย์มาจากไหนกันล่ะ? คำตอบก็คืออาจจะมาจาก ผู้ลงทุนในครั้งแรก (IPO Investors) ที่นำหุ้นของตนเองที่มีต่อบริษัทมาขายในตลาดหลักทรัพย์นี้ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นระหว่างผู้ซื้อผู้ขายเพียงเท่านั้น โดยนักลงทุนที่เคยพลาดโอกาสในการซื้อครั้งแรกสามารถใช้ช่องทางนี้ในการซื้อหุ้น IPO  อย่างไรก็ตามความผันผวนของราคาหุ้นในช่วงแรกค่อนข้างเห็นได้อย่างชัดเจน และบางครั้งราคาหุ้นในตลาดอาจสูงกว่าตอนจองหลายเท่าตัว ดังนั้นถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่อาจลงทุนในหุ้น IPO จะต้องศึกษา ทำความเข้าใจในบริบทของบริษัทเป็นอย่างสำคัญ

- การดำเนินงานแบบเดิม

ผู้ก่อตั้งบริษัท (Founder) จะเป็นผู้ถือหุ้น 100% โดยมีรายละเอียดการลงทุนในส่วนผู้ถือหุ้น ดังนี้



          จำนวน                    

  จำนวนหุ้นของผู้ก่อตั้ง (Founder)                                             

    1,800,000 หุ้น                    

  ราคาหุ้น (Par Value)                    

    2 บาทต่อหุ้น                      

  เงินลงทุนรวมที่ผู้ก่อตั้งนำมาลงทุนในบริษัท                                   

    3,600,000 บาท         


- เมื่อบริษัทมีความประสงค์จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนด้วยวิธี IPO 

บริษัทจะออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวนหนึ่ง มาเสนอขายให้กับผู้ลงทุนใน IPO (IPO Investors) หลังจากที่การขายเสร็จสิ้น ผู้ก่อตั้งจะไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัทเป็นผู้เดียวอีกต่อไป ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของผู้ถือหุ้นตามตัวเลยดังนี้



   ผู้ลงทุน   (IPO Investors)

 จำนวนหุ้น (ระดมทุนเพิ่มเข้ามา)

  800,00 หุ้น

 ราคาหุ้น (Par Value)

  2   บาทต่อหุ้น

 ราคา IPO

  15 บาทต่อหุ้น

 จากการระดมเงินทุนบริษัทได้มาทั้งหมด   (Equity Funding) 

  12,000,000 บาท (800,000 x 15)

 ผู้ก่อตั้งมีมูลค่าหุ้นทั้งหมดเท่ากับ

  27,000,000 บาท (15 x 1,800,000) 


  ●   ราคาหุ้น (Par Value) เหมือนเดิมเพราะเป็นราคาหุ้นเมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจหรือจะให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็นราคาที่บริษัทกำหนดมาตอนที่จะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท


  ●   แต่สำหรับราคาหุ้นที่ผู้ลงทุนซื้อ (IPO Price) จะต้องสูงกว่าราคาหุ้น P/V เพราะธุรกิจได้ดำเนินมาด้วยระยะเวลาพอสมควร อันประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจมาแล้วระดับหนึ่ง โดยทราบได้ถึงความมั่นคงและความเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นราคาที่ผู้ลงทุนจะต้องซื้อย่อมสูงกว่าราคา P/V


  ●   จำนวนหุ้นรวมทั้งบริษัทจะอยู่ที่ 2,800,000 หุ้น


- การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนด้วยวิธี IPO เสร็จสิ้น 

  ●   ผู้ถือหุ้นจะเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ 69.23% ในขณะที่เมื่อรวมผู้ลงทุน IPO จะถือว่าเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ 30.77%


  ●   หุ้นของบริษัทจะนำมาจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์

 

  ●   ผู้ก่อตั้ง (Founder) และ ผู้ลงทุน (IPO Investors) สามารถที่จะนำหุ้นของบริษัทมาขายหรือซื้อเพิ่มในตลาดหลักทรัพย์นี้ได้ แน่นอนว่า ผู้ลงทุน (IPO Investors) รายใหม่หรือบุคคลทั่วไปก็สามารถเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทดังกล่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นกัน โดยลักษณะการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นเรียกตลาดรอง (Secondary Market) ทางบริษัทจะไม่ได้เงินทุนเพิ่มเติมแต่อย่างใด จะเป็นการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นระหว่างผู้ซื้อผู้ขายเพียงเท่านั้น 

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับความน่าสนใจของหุ้น IPO เราได้ทราบกันไปแล้วนะครับว่า หุ้น IPO คืออะไร ดูหุ้น IPO ได้ที่ไหน จนถึงจะจองหุ้น ipo อย่างไร เอาเข้าจริงแล้วบางคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งเรื่องหุ้น หรือคิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับตลาดหุ้นแบบนี้ ส่วนตัวผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นไม่มีคำว่าเก่งหรือไม่เก่งนะครับเพราะถ้าเราเทรดได้ เราได้กำไร คนอื่นก็อาจมองว่าเราเก่ง แน่นอนครับว่าเหตุการณ์จะตรงกันข้ามทันทีเมื่อเราพลาดหรือขาดทุน ดังนั้นการลงทุนหุ้น IPO ทุกคนสามารถเทรดได้ภายใต้ความรู้และความเข้าใจ ยิ่งศึกษามาก ยิ่งมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุน

▼ เทรดหุ้นกับโบรกชั้นนำด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ ▼

  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล

*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา โปรดทราบว่าท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์


เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

Share this story