วิเคราะห์ราคาทองวันนี้|วิเคราะห์ทองคํา forex วันนี้|วิเคราะห์ XAUUSD วันนี้ - วันที่ 1 ก.ค. 2568

ราคาทองคำวันนี้
กราฟแสดงราคาทองคำวันนี้
*ค่าคอม ฯ 0 และสเปรดต่ำ 0️⃣
*เงินเสมือนจริงฟรี $50,000 ดอลลาร์ 💰
*โบนัสสำหรับลูกค้าใหม่ $100 ดอลลาร์ 🎁
บทความที่คุณอาจจะสนใจด้วย >> |
วิเคราะห์ราคาทองวันนี้|วิเคราะห์ทองคํา forex วันนี้|วิเคราะห์ XAUUSD วันนี้
วิเคราะห์ราคาทองวันนี้ ประจำวันที่ 1 กรกฏาคม 2568 เปิดวันมาตลาดทองคำก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจทันที โดยราคาทองคำมีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ซึ่งสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2022
ปัจจัยหลักที่กดดันเงินดอลลาร์ในตอนนี้มาจากกระแสคาดการณ์ว่าประธานาธิบดี Donald Trump อาจจะมีการเสนอชื่อประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คนใหม่ภายในช่วงเดือนกันยายนหรือตุลาคมนี้ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและส่งผลให้เงินดอลลาร์เสียเสน่ห์ไปชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม การทะยานขึ้นของราคาทองคำก็ยังมีปัจจัยที่คอยจำกัดอยู่บ้าง เช่น สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เริ่มผ่อนคลายลง รวมถึงข่าวการเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งทำให้นักลงทุนบางส่วนลดการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยลง ขณะที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Citi ได้คาดการณ์ว่าราคาทองคำในไตรมาสที่ 3 อาจจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ $3,100 - $3,500 ต่อออนซ์ ท่ามกลางสัปดาห์ที่ตลาดจะจับตาดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นดัชนี PMI ภาคการผลิต, ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชน และที่สำคัญที่สุดคือรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls)
กฎเก่าใช้ไม่ได้! เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอกเบี้ยสิ้นสุดลง
ในแวดวงการลงทุนทองคำ มีความเชื่อหนึ่งที่เปรียบเสมือนคัมภีร์ที่ใช้กันมาอย่างยาวนาน นั่นคือความสัมพันธ์แบบสวนทางกันระหว่าง “ราคาทองคำ” กับ “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง” (Real Interest Rates) แต่ดูเหมือนว่ากฎข้อนี้กำลังจะถูกท้าทายและอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน
Joseph Wu รองประธานและผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ RBC Wealth Management ได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา การวิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำมักจะอิงกับความสัมพันธ์นี้เสมอ พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนในการถือครองทองคำ (ซึ่งไม่สร้างกระแสเงินสดหรือผลตอบแทน) ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ทองคำน่าสนใจน้อยลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนอย่างพันธบัตร
ในทางกลับกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงลดต่ำลง ทองคำก็จะกลับมาน่าดึงดูดใจอีกครั้ง แต่แล้วปรากฏการณ์ที่น่าประหลาดก็เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ในช่วงที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างพากันขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ร่วงลงตามทฤษฎี แถมยังยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งและปรับตัวสูงขึ้นด้วยซ้ำ ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่า “เกมได้เปลี่ยนไปแล้ว” และมีปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทสำคัญแทนที่กฎเกณฑ์เดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผล
แรงซื้อจากไหน? เปิดโฉมหน้าผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาเปลี่ยนเกม
เมื่อความสัมพันธ์เดิมๆ เริ่มจางหายไป คำถามสำคัญที่ตามมาคือ แล้วอะไรคือปัจจัยใหม่ที่กำลังขับเคลื่อนราคาทองคำในปัจจุบัน? Joseph Wu ชี้ว่าเราต้องหันมามองที่ฝั่งของ “อุปสงค์” หรือความต้องการซื้อให้มากขึ้น โดยเฉพาะการทำความเข้าใจว่า “ใครคือผู้ซื้อรายใหญ่” และพวกเขาซื้อไปทำไม?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง และที่น่าสนใจคือ พวกเขาเป็นผู้ซื้อที่แทบจะไม่อ่อนไหวต่อราคา (Price-insensitive) เลยทีเดียว แรงผลักดันสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีจุดเปลี่ยนคือเหตุการณ์ที่สินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศของรัสเซียถูกอายัดในปี 2022 เหตุการณ์นี้ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังธนาคารกลางทั่วโลกว่า การพึ่งพาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐเพียงอย่างเดียวนั้นมีความเสี่ยงสูง
ตั้งแต่นั้นมา ธนาคารกลางหลายแห่งจึงเริ่มกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ ด้วยการทยอยสะสมทองคำเข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) ยืนยันเทรนด์นี้ โดยระบุว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิมากกว่า 1,000 ตันต่อปี ติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2010-2021 ถึงสองเท่า และแนวโน้มนี้คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า
นักลงทุนควรวางเกมกับทองคำอย่างไรในยุคใหม่?
นอกเหนือจากแรงซื้อของธนาคารกลางแล้ว ยังมีอีกสองปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ช่วยหนุนความต้องการทองคำในยุคใหม่นี้ นั่นคือ บทบาทในการเป็น “สินทรัพย์เพื่อการกระจายความเสี่ยง” (Portfolio Diversification) และ “แหล่งเก็บรักษามูลค่า” (Store of Value) ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ความกังวลเกี่ยวกับระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก และคำถามถึงบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาว
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ทองคำกลับมาเปล่งประกายในฐานะหลุมหลบภัยและเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญ Joseph Wu ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินมูลค่าพื้นฐานได้ยากเพราะไม่มีกระแสเงินสด แต่มันก็มีบทบาทที่ชัดเจนในการป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤติต่างๆ และที่สำคัญคือ ทองคำมีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นในระดับต่ำ ซึ่งคุณสมบัตินี้จะมีค่าอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดการเงินเกิดความผันผวนรุนแรง หรือในสภาวะที่ตลาดหุ้นและพันธบัตรเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันบ่อยขึ้น
ดังนั้น มุมมองที่ถูกต้องในการลงทุนทองคำยุคใหม่นี้ คือการมองว่ามันเป็น “การลงทุนเชิงกลยุทธ์ระยะยาว” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น การพยายามจับจังหวะเข้าซื้อขายตามข่าวรายวันนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง แต่นักลงทุนที่จัดสรรทองคำไว้ในพอร์ตอย่างมีกลยุทธ์ในระยะยาว มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากคุณสมบัติการป้องกันความเสี่ยงและการกระจายความเสี่ยงของทองคำ ในยามที่ตลาดต้องการมันมากที่สุด
วิเคราะห์กราฟทองวันนี้
จากบทวิเคราะห์เมื่อวานที่เรามองว่าภาพรวมราคาทองคำยังเป็นทิศทางขาลงนั้น สถานการณ์ในวันนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากราคาได้ร่วงลงไปทดสอบบริเวณแนวรับ $3,256 ก็เกิดแรงซื้อที่แข็งแกร่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว พลิกสถานการณ์กลับขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ จนล่าสุดราคาดีดตัวกลับขึ้นมายืนอยู่ที่ $3,317 ซึ่งเป็นบริเวณแนวต้านและเป็นจุดวัดใจที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตำแหน่งของเส้นค่าเฉลี่ย EMA 200 วัน (เส้นสีส้ม) ที่เปรียบเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างแนวโน้มขาขึ้นและขาลง การฟื้นตัวครั้งนี้ได้ทำลายมุมมองขาลงในระยะสั้นของเมื่อวานไปโดยสิ้นเชิง และกำลังสร้างสัญญาณของการกลับตัวขึ้นมาใหม่
เมื่อพิจารณาจากเครื่องมือทางเทคนิคต่างๆ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน อินดิเคเตอร์อย่าง RSI ได้พุ่งทะยานข้ามผ่านระดับ 50 ขึ้นมาอย่างแข็งแรง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าโมเมนตัมของตลาดได้เปลี่ยนจากฝั่งขายมาเป็นฝั่งซื้ออย่างชัดเจนแล้ว สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาที่สามารถทะลุแนวต้านย่อยที่ $3,293 (Fibonacci 38.2%) กลับขึ้นมาได้สำเร็จ ทำให้ระดับราคานี้เปลี่ยนบทบาทกลับมาเป็นแนวรับด่านแรกที่สำคัญอีกครั้ง
นอกจากนี้ หากสังเกตที่เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น จะเห็นว่าเส้น EMA 12 (สีแดง) กำลังโค้งตัวขึ้นและจ่อที่จะตัดผ่านเส้น EMA 26 (สีฟ้า) ขึ้นไป ซึ่งหากตัดผ่านได้สำเร็จจะเป็นสัญญาณยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้นในระยะสั้น (Bullish Crossover) เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับทิศทางขาขึ้นมากยิ่งขึ้น
สำหรับแนวโน้มใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า จุดชี้ขาดจะอยู่ที่บริเวณแนวต้าน $3,317-$3,325 นี้ หากราคาทองคำสามารถสร้างฐานและยืนเหนือเส้น EMA 200 บริเวณนี้ไปได้อย่างมั่นคง จะเป็นการยืนยันการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างเต็มตัว โดยมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่แนวต้านบริเวณ $3,344 และหากแรงซื้อยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง ก็มีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ $3,372 ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม อินดิเคเตอร์ Stochastic RSI ได้วิ่งขึ้นไปอยู่ในเขต Overbought (เขตซื้อมากเกินไป) แล้ว ซึ่งอาจทำให้เกิดการย่อตัวหรือชะลอการขึ้นในระยะสั้นได้ ดังนั้น หากราคายังไม่สามารถผ่านแนวต้าน EMA 200 ไปได้ ก็อาจมีการย่อตัวกลับลงมาทดสอบแนวรับที่ $3,293 อีกครั้งเพื่อสะสมกำลัง แต่โดยภาพรวมแล้ว สถานการณ์ได้พลิกจากลบกลายเป็นบวก และทิศทางในระยะสั้นดูมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นต่อมากกว่าลง

แนวรับสำคัญที่ต้องจับตามอง
$3,293
$3,256
$3,227
แนวต้านสำคัญที่ต้องจับตามอง
$3,325
$3,344
$3,372
*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา
การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน





