วิเคราะห์ราคาทองวันนี้|วิเคราะห์ทองคํา forex วันนี้|วิเคราะห์ XAUUSD วันนี้ - วันที่ 15 มกราคม 2026

ราคาทองคำวันนี้
กราฟแสดงราคาทองคำวันนี้
*ค่าคอม ฯ 0 และสเปรดต่ำ 0️⃣
*เงินเสมือนจริงฟรี $50,000 ดอลลาร์ 💰
*โบนัสสำหรับลูกค้าใหม่ $100 ดอลลาร์ 🎁
บทความที่คุณอาจจะสนใจด้วย >> |
ราคาทองคำ (XAUUSD) วันที่ 15 มกราคม 2569 ยังคงพุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All-Time High) ต่อเนื่อง โดยล่าสุดซื้อขายอยู่ที่ระดับ 4,603 ดอลลาร์ในช่วงเช้าตลาดเอเชีย โดยได้รับแรงหนุนหลักจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในอิหร่านที่มีผู้เสียชีวิตจากการประท้วงกว่า 2,500 ราย
ประกอบกับท่าทีแข็งกร้าวของประธานาธิบดี Donal Trump ที่ส่งสัญญาณแทรกแซง และความขัดแย้งภายในสหรัฐฯ ระหว่างฝ่ายบริหารและธนาคารกลาง (Fed) ที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและแห่เข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้ตัวเลขเงินเฟ้อ PPI จะออกมาสูงกว่าคาดก็ตาม แนวโน้มวันนี้ยังคงเป็นขาขึ้นที่แข็งแกร่ง แต่ต้องระวังแรงขายทำกำไรระยะสั้นตามแนวต้านจิตวิทยา
สรุป 3 ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนทองคำวันนี้
วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เดือด: ยอดผู้เสียชีวิตในอิหร่านพุ่งสูง ขณะที่สหรัฐฯ ขยับกองกำลังและขู่แทรกแซงทางทหาร สร้างความกังวลว่าสงครามอาจขยายวงกว้าง เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ดันราคาทองคำทะลุ $4,600
ความเชื่อมั่นสถาบันสั่นคลอน: การที่ประธานาธิบดี Donal Trump กดดันประธานเฟดอย่าง Jerome Powell ผ่านทางกฎหมายและขู่เรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ทำให้เกิด “Debasement Trade” หรือการถือครองทองคำเพื่อประกันความเสี่ยงจากการเสื่อมค่าของระบบการเงินและดอลลาร์
เงินเฟ้อยังไม่ตาย: ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเริ่มฝังรากในระบบเศรษฐกิจ แม้ตลาดจะมองว่าเฟดยังลดดอกเบี้ยได้ในปี 2026 แต่ความไม่แน่นอนนี้อาจทำให้ราคาทองคำผันผวนในระยะสั้น
สงครามอิหร่านและการแทรกแซงของสหรัฐฯ จะดันราคาทองไปถึงไหน?
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนราคาทองคำ (XAUUSD) อีกครั้ง เมื่อรายงานล่าสุดระบุว่าการปราบปรามผู้ประท้วงในอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น โดยมีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่า 2,500 ราย
ประธานาธิบดี Donal Trump ได้ยกเลิกการประชุมกับเจ้าหน้าที่อิหร่านทั้งหมดและประกาศผ่าน Truth Social ว่า “ความช่วยเหลือกำลังเดินทางไป” (HELP IS ON ITS WAY) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ตีความได้ถึงการแทรกแซงทางทหารหรือมาตรการคว่ำบาตรขั้นรุนแรง
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอิหร่าน แต่ยังรวมถึงความตึงเครียดในจีน และนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของสหรัฐฯ ล่าสุด ทั้งกรณีเวเนซุเอลาและการพยายามเข้าครอบครองกรีนแลนด์
สถานการณ์เหล่านี้สร้างสภาวะ “Risk Aversion” หรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยเทขายหุ้นและหันมาพักเงินในทองคำ ซึ่งตามสถิติแล้ว ในช่วงวิกฤตสงคราม ทองคำมักจะทำผลงานได้ดีกว่าสินทรัพย์อื่น (Outperform) อย่างเห็นได้ชัด
หากสถานการณ์ในอิหร่านลุกลามไปสู่ความขัดแย้งระดับภูมิภาค หรือมีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันดิบที่ปัจจุบันอยู่ที่ $61.50 อาจดีดตัวขึ้น และจะเป็นตัวเร่งให้ราคาทองคำพุ่งทะลุเป้าหมายทางจิตวิทยาถัดไปที่ $4,650 และ $4,700 ได้ไม่ยาก
ศึกชิงอำนาจ Fed vs Trump: วิกฤตศรัทธาดอลลาร์
อีกหนึ่งปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคาทองคำในเชิงโครงสร้าง คือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
ล่าสุดประธานเฟด Jerome Powell เปิดเผยว่าได้รับหมายเรียกจากกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นข้ออ้างในการกดดันให้เฟดลดดอกเบี้ย การโจมตีความเป็นอิสระของเฟด (Fed Independence) นี้ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับตลาดการเงินโลก
Daniel Ghali ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จาก TD Securities วิเคราะห์ว่า แม้ตลาดพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์จะยังไม่ตื่นตระหนกจนเสียทรง (Yields นิ่ง, FX ไม่ผันผวนมาก) แต่ “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่ตอบสนองต่อเรื่องนี้ชัดเจนที่สุด ในรูปแบบของ Debasement Trade หรือการซื้อทองคำเพื่อป้องกันการเสื่อมค่าของค่าเงินที่เกิดจากการสูญเสียความน่าเชื่อถือในสถาบันการเงินของรัฐ
เมื่อนักลงทุนเริ่มไม่ไว้ใจในเสถียรภาพของดอลลาร์ระยะยาว และมองว่านโยบายการเงินอาจถูกบิดเบือนด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง ทองคำจึงกลายเป็น “Super Currency” เพียงสกุลเดียวที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty Risk)
หากความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อหรือนำไปสู่การปลดผู้ว่าการเฟด (เช่นกรณี Lisa Cook ที่กำลังจะเข้าสู่ศาลสูงสุด) อาจเป็นตัวจุดชนวนให้ราคาทองคำวิ่งหน้าตั้งสู่เป้าหมาย $5,000 ตามที่นักวิเคราะห์บางสำนักคาดการณ์ไว้
เงินเฟ้อยังฝังราก กับเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินคาด
แม้ภาพรวมตลาดจะมุ่งเน้นไปที่สงครามและการเมือง แต่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Macroeconomics) ก็ส่งสัญญาณที่น่ากังวล
ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพฤศจิกายน ปรับตัวขึ้น 0.2% MoM และ 3.0% YoY ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะ Core PPI ที่ระดับ 3.5% สะท้อนว่า “เงินเฟ้อกำลังฝังราก” (Embedded Inflation) เข้าไปในต้นทุนการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดจะถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภค (CPI)
ประกอบกับตัวเลข ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ที่พุ่งขึ้น 0.6% (สูงกว่าคาดที่ 0.4%) และยอดขายบ้านมือสองที่ฟื้นตัว 5.1% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรงและผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ ข้อมูลชุดนี้ทำให้เกิดความย้อนแย้งขึ้นมาคือ
เศรษฐกิจดีและเงินเฟ้อสูง -> เฟดไม่ควรลดดอกเบี้ย
แรงกดดันทางการเมือง -> เฟดถูกบีบให้ลดดอกเบี้ย
ความไม่แน่นอนนี้ เป็นแรงหนุนชั้นดีสำหรับราคาทองคำ เพราะไม่ว่าผลลัพธ์จะออกหน้าไหน (ดอกเบี้ยสูงเศรษฐกิจพัง หรือ ดอกเบี้ยต่ำเงินเฟ้อพุ่ง) ทองคำก็ได้ประโยชน์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดอาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นชั่วคราวและกดดันราคาทองคำให้ย่อตัวได้บ้าง
วิเคราะห์กราฟเทคนิคราคาทองคำ (XAUUSD)
จากบทวิเคราะห์เมื่อวาน เราได้ประเมินว่าราคาทองคำมีโอกาสย่อตัว (Pullback) หลังจากทดสอบกรอบบนของ Channel บริเวณ $4,630 ซึ่งตลาดเคลื่อนไหวตามคาดการณ์อย่างแม่นยำ โดยราคาได้ขึ้นไปทำ High ที่ $4,634 ก่อนจะเผชิญแรงขายทำกำไรย่อตัวลงมาที่ $4,600 การย่อตัวที่เกิดขึ้นเป็นการยืนยันฐานเพื่อสะสมกำลัง (Consolidation) ก่อนเลือกทางครั้งใหม่ใหม่
และจากการวิเคราะห์กราฟราย 4 ชั่วโมง ต่อจากนี้
Trend Structure: ราคายังคงวิ่งอยู่ใน “Ascending Channel” (ช่องคู่ขนานขาขึ้นสีฟ้า) การที่ราคายืนเหนือเส้น EMA 26 (เส้นสีแดง) ได้ บ่งบอกถึงความเป็น Bullish Trend ที่แข็งแกร่งมาก อย่างไรก็ตาม ราคาปัจจุบันกำลังทดสอบ “ขอบบน” ของ Channel อีกครั้ง ซึ่งมักจะเป็นจุดที่มีแรงขายต้านไว้
Candlestick Pattern: แท่งเทียนล่าสุดใน H4 แสดงลักษณะของการพยายามยืนเหนือ 4,600 ดอลลาร์ให้ได้ หากปิดแท่งเต็มแท่งเหนือระดับนี้ได้ จะเป็นการยืนยันสัญญาณไปต่อ
RSI: ปรับตัวกลับลงมาอยู่ในโซน 60 แสดงว่ายังมี Room ให้ขึ้นต่อได้อีกเล็กน้อย แต่ต้องระวังการเกิด Bearish Divergence หากราคาทำ New High แต่ RSI ไม่ทำตาม
Stochastic RSI: กำลังพยายามจะตัดขึ้นใหม่ในโซนล่าง ซึ่งหากผ่านไปได้ จะเป็นการสนับสนุนแรงซื้อระยะสั้น
ความเป็นไปได้ของราคาทองคำใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า
Bullish Breakout (กรณีทะลุ) : หากปัจจัยข่าวอิหร่านรุนแรงขึ้น และกราฟสามารถปิดแท่ง H4 เหนือ $4,600 ได้อย่างชัดเจน พิจารณา Follow Buy โดยมีเป้าหมายแนวต้านแรก บริเวณ $4,630 และ $4,645
Correction / Pullback (กรณีย่อตัวปรับฐาน): หากราคาชนแนวต้าน $4,644 (แนวต้านเส้นแดงบนสุดในกราฟ) แล้วไม่ผ่าน เกิดแท่งเทียนกลับตัว (Shooting Star/Engulfing) ให้รอรับ (Buy on Dip) ที่โซนแนวรับสำคัญ ไม่แนะนำให้สวน Short เนื่องจากเทรนด์หลักแข็งแกร่งมาก โซนซื้อที่ดีที่สุดคือบริเวณ $4,569 - $4,580 (EMA Support) หรือหากหลุดลึกกว่านั้นให้รอที่ $4,551
Sideway (แกว่งตัวออกข้าง): หากตลาดยังรอตัวเลข Jobless Claims คืนนี้ ราคาอาจแกว่งตัวในกรอบแคบ $4,610 - $4,640 เน้นเก็งกำไรระยะสั้น (Scalping) ซื้อแนวรับ-ขายแนวต้าน และระวังความผันผวนช่วงข่าวออก

กรอบแนวรับ-แนวต้าน ประจำวัน
แนวรับ (Support)
$4,570
$4,551
$4,520
แนวต้าน (Resistance)
$4,631
$4,644
$4,660
*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา
การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน





