เทรดฟอเร็กซ์ การเทรด สกุลเงินดิจิตอล สินค้าโภคภัณฑ์ CFD ดัชนี การลุงทุน แพลตฟอร์มการเทรด เรียนรู้การเทรด มุมมองเชิงลึก หุ้น

เทรด Forex ทองคำ Bitcoin และตราสารอื่น ๆ ออนไลน์

เปิดบัญชีหุ้นที่ไหนดี? 10 โบรกเกอร์ที่น่าเปิดพอร์ตหุ้นในปี 2021
น้ำอุ่น
2020-03-27 193468

เชื่อว่าปี 2021 คงเป็นปีแห่งความร้อนรุ่มไปทุกแห่ง มูลค่าการลงทุนในหุ้นของปีนี้มีความผันผวนอย่างมาก จนเป็นเหตุให้นักลงทุนหน้าใหม่ไม่กล้าเสี่ยงเปิดบัญชีเล่นหุ้น ด้วยกลัวว่าเงินลงทุนจะสูญหายไปพร้อมวิกฤตการณ์ต่าง ๆ แต่โดยส่วนตัว ผมกลับมองว่า นี่เป็นโอกาสและจังหวะที่ดีในการเริ่มเรียนรู้การเล่นหุ้น ไม่ว่าคุณจะเข้าสู่ตลาดหุ้นเพื่อการเก็งกำไรแบบ Daytrade หรือถือสะสมระยะยาวเพื่อรอปันผลแบบ VI เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเปิดบัญชีหุ้นครับ เพราะมูลค่าหุ้นไม่สูงเกินไปและคุณสามารถควบคุมการลงทุน เมื่อคุณมองเห็นโอกาสครั้งนี้ ก็ได้เวลาเปิดบัญชีเล่นหุ้นได้แล้วครับ แต่นักลงทุนมือใหม่อาจจะเกิดคำถามว่า จะเปิดบัญชีหุ้นที่ไหนดี? วันนี้ผมจึงรวบรวม 10 โบรกเกอร์ที่น่าเปิดพอร์ตหุ้นในปี 2021 รวมทั้งโบรกเกอร์เทรดตราสารอนุพันธ์หุ้นและโบรกเกอร์เทรดหุ้นจริงกับตลาดหลักทรัพย์ไทยด้วย


▼เทรดหุ้นกับโบรกเกอร์ชั้นนำด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ▼

  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล
เนื้อหาบทความ [ซ่อน]
เลือกรูปแบบการเทรดหุ้นที่เหมาะกับตนเอง

การเลือกรูปแบบการเทรดหุ้นที่เหมาะกับตนเองสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนเปิดบัญชีเทรดหุ้น เพราะทุกคนมีนิสัยและรสนิยมในการลงทุนที่ต่างกัน การเลือกรูปแบบการเทรดหุ้นที่เหมาะกับตนเองจะช่วยเราประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ง่ายขึ้น


ตามปกติแล้ว การเทรดหุ้นจะมี 2 รูปแบบ คือ การซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ และ การเทรดหุ้น CFD


แล้วนักลงทุนจะรู้ได้ยังไงว่าตนเองจะเหมาะกับการเทรดรูปแบบไหน? ต่อมาผู้เขียนจะอธิบายอย่างละเอียด ตามมาดูกันเลย


1. การซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์

การซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ ก็คือ การซื้อสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของกิจการ นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น เป็นวิธีการลงุทนในหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นหูกัน


ข้อดีในการซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์คือ:

●  นักลงทุนจะเป็นเจ้าของของหุ้นที่ซื้อนั้นและมีสิทธิในการออกเสียง 


●  เหมาะกับนักลงทุนที่มีสไตล์การลงทุนระยะยาวหรือนักลงทุนแนว VI โดยเมื่อเราซื้อหุ้นไว้แล้วก็ไม่ต้องใช้เวลามากนักในการติดตามราคาหุ้น


ข้อเสียในการเทรดหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์มีดังนี้:

 ●  ต้องลงทุนเต็มจำนวน 

การซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ใช้เงินทุนไม่น้อย ไม่เพียงแค่จำเป็นต้องซื้อขายเต็มจำนวน (มีน้อยรายที่สามารถใช้บัญชีมาร์จิ้นได้ แต่ส่วนใหญ่โบรกเกอร์จะไม่อนุมัติ) แต่การซื้อขายหุ้นยังต้องมีขั้นต่ำที่ 100 หุ้น ทำให้หากต้องการซื้อหุ้นที่ราคา 200 บาท ก็จำเป็นต้องใช้เงินตั้งต้น 20,000 บาท บวกด้วยค่าคอมมิสชั่นขั้นต่ำ 53 บาทเป็นอย่างน้อย


 ●  มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงื่อนไขในการซื้อขาย 

วิธีนี้นอกจากมีการจำกัดปริมาณซื้อขายที่ต้องเพิ่มเป็นหน่วย 100 แล้ว ราคาที่ทำการซื้อขายก็ถูกจำกัดด้วยส่วนต่างราคาที่ค่อนข้างกว้างเช่น หุ้นราคา 50-100 บาท ต้องเพิ่มราคาครั้งละ 0.25 บาท และหุ้นบางตัวยังมีสภาพคล่องต่ำทำให้ซื้อขายยาก


 ●  มีขั้นตอนและกฎระเบียบมาก 

นอกจากการเปิดบัญชีหุ้นที่ต้องกรอกเอกสารหลายขั้นตอน และในแง่ของระบบการถอนเงินหรือการประมวลผลก็ยังต้องใช้เวลา เช่น การถอนเงินออกจากบัญชีปัจจุบันใช้เวลา T+2 เป็นต้น


 ●  มีเวลาซื้อขายเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน 

จึงไม่เอื้อกับผู้ที่ทำงานและไม่สามารถดูข้อมูลซื้อขายระหว่างเวลางานได้


●  ขั้นตอนในการเปิดบัญชียุ่งยาก 

การเปิดบัญชีหุ้นด้วยวิธีนี้ต้องเตรียมเอกสารต่างๆ และมีหลายขั้นตอน ใช้เวลา เอกสารต่างที่ต้องเตรียมรวมถึง สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน,สำเนาทะเบียนบ้าน,Statement ธนาคาร(ย้อนหลัง 6 เดือน)ค่าอากรณ์แสตมป์ 30 บาท และอาจจะยังมีอื่นๆ อีก แล้วแต่แต่ละโบรกเกอร์


 ●  มีต้นทุนการซื้อขายสูง 

การคิดค่าคอมมิสชั่นของการซื้อขายหุ้นเป็นสัดส่วนราว 0.278 %ของมูลค่าซื้อขายหุ้น ซึ่งจะคิดทั้งขาซื้อและขาขาย นั่นหมายความว่าการซื้อขายหุ้นด้วยเงินทุน 1,000,000 บาท จะต้องเสียค่าคอมมิสชั่นราว 5,400 บาท ซึ่งจะเป็นภาระโดยเฉพาะกับเทรดเดอร์ที่ต้องทำการซื้อขายบ่อยครั้ง


 ●  เป็นวิธีที่ใช้ทำกำไรในตลาดขาขึ้นได้อย่างเดียว 

ด้วยวิธีนี้ นักลงทุนจะสามารถทำกำไรได้เพียงแค่การซื้อถูกขายแพงเท่านั้น หากราคาลดลงก็จะเป็นการขาดทุนอย่างเดียว


2. การเทรดหุ้น CFD

CFD -- ชื่อเต็ม Contract for Difference ภาษาไทยเรียกว่า สัญญาซื้อขายส่วนต่าง เป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อขายและทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นโดยไม่ต้องทำการซื้อขายหุ้นจริง หมายถึง ถึงแม้ว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของของหุ้นที่ซื้อนั้น แต่เราก็ยังสามารถทำกำไรได้เหมือนกับเราซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น


การเทรดหุ้น CFD ได้สร้างความได้เปรียบให้กับนักลงทุนในหลายด้าน เช่น


●  เทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง 

ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังไม่อนุญาติให้เทรดหุ้นในขาลงได้ แต่ด้วยการเทรดหุ้น CFD นักลงทุนยังสามารถ short selling ได้เมื่อราคาหุ้นตกลง ซี่งจะเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้ ตัวอย่างเช่น หากคุณคิดว่าราคาหุ้น Apple จะมีแนวโน้มลดลง↘ คุณเปิดคำสั่งขาย (Short Position) โดยขณะที่ราคาหุ้น Apple ได้ลดลงอย่างที่คุณคาดจนถึงระดับที่คุณพอใจ คุณปิดคำสั่งแล้วได้กำไร

 

●  ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นและค่า VAT  

เนื่องจากการเทรดหุ้นไม่ต้องทำการซื้อขายหุ้นจริงเลยได้ปราศจากค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้นและค่า VAT แต่จะเก็บค่าสเปรดเป็นหลักแทน สเปรดก็คือความส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย(เรียนรู้เพิ่มเติม สเปรดคืออะไร)


●  สามารถเข้าถึงตลาดการเงินที่ใหญ่กว่า 

เพราะหุ้น CFD จะอ้างอิงจากหุ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศทั้งนั้น เช่น Facebook, Google, Apple, Tesla เป็นต้น ทำให้เรามั่นใจได้เลยว่า ไม่ล้มละลายง่ายๆ เพราะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่


 ●  การถอนเงินไว

การถอนเงินออกจากบัญชีใช้เวลา T+0 หมายถึงนักลงทุนสามารถขอการถอนเงินได้ทันทีเมื่อมีความต้องการ


●  ปริมาณซื้อขายหุ้นต่ำถึง 1 ล็อต

ต่างจากวิธีการซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์มีการจำกัดปริมาณซื้อขายเป็นหน่วย 100 เมื่อเทรดหุ้น CFD นักลงทุนสามารถซื้อขายเป็น 1/2/3/5/10 ล็อต(ตัว) ได้ ซึ่งได้ช่วยลดเงินทุนเริ่มต้น เช่น Netflix -  ขั้นต่ำ 1 ล็อต, Adobe - ขั้นต่ำ 2 ล็อต, Facebook - ขั้นต่ำ 2 ล็อตเป็นต้น


●  การเริ่มต้นเทรดได้ง่ายและเร็ว 

ข้อมูลในการเปิดบัญชีมีเพียงบัตรประชาชนเท่านั้น และสามารถเปิดออนไลน์ได้หมด ใช้เวลาไม่กี่นาที หลังจากนั้นก็สามารถฝากเงินและเริ่มเทรดได้แล้ว


●  ใช้เงินทุนน้อยและขยายขอบเขตในการกำไร

ข้อที่น่าดึงดุดใจที่สุดก็คือ การเทรดหุ้น CFD จะเทรดด้วยเลเวอเรจและมาร์จิ้น เพราะเลเวอเรจและมาร์จิ้นทำให้เทรดเดอร์สามารถวางเงินเพียงจำนวนหนึ่งแต่ก็ยังจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับการซื้อขายหุ้นนั้นเต็มจำนวน และยังสามารถขยายกำไรเป็นหลายเท่าได้ เพื่อจะให้นักลงทุนเข้าใจถึงเลเวอเรจและมาร์จิ้น ผู้เขียนได้ทำการเปรียบเทียบการเทรดแบบไม่มีเลเวอเรจและมาร์จิ้นและการเทรดแบบมีเลเวอเรจและมาร์จิ้นในตารางด้านล่าง:



เทรดแบบไม่มีเลเวอเรจ

เทรดแบบมีเลเวอเรจ

เลเวอเรจ

0

1:20

ราคาเปิด

2000 USD

2000 USD

ราคาปิด

2100 USD

2100 USD

ขนาดการซื้อขาย                

1   ล็อต

1   ล็อต

เงินทุนเริ่มต้น            

2000 USD

100 USD

กำไรที่ได้

100 USD

100 USD

อัตราผลตอบแทน

5%

100%

* เลเวอเรจเป็นดาบคมสองด้าน ไม่ใช่ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะก็สามารถขยายขาดทุนเช่นกัน นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจสูงเกินโดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ และควรจัดความเสี่ยงให้ดีๆ 


รูปแบบการลงทุนทุกรูปแบบย่อมมีข้อดีข้อเสียด้วย ข้อเสียของการเทรดตราสารอนุพันธ์หุ้นคือ


 ●  นักลงทุนจ
ะไม่มีความเป็นเจ้าของหุ้นหรือสิทธิในการออกเสียง 

จึงไม่เหมาะนักลงทุนสาย VI แต่ก็เหมาะกับนักเก็งกำไรมากกว่า


 ●  การเทรดด้วยเลเวอเรจจะมีความเสี่ยงสูง 

เพราะเลเวอเรจเป็นดาบคมสองด้าน ขณะที่เลเวอเรจสามารถขยายกำไรได้ก็สามารถขยายขาดทุนได้เช่นกัน (เคล็ดลับ: ใช้เครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่างๆ เช่น stop-loss, trailing-stop,ฟังค์ชั่นป้องกันยอดคงเหลือติดลบเพื่อปกปองเงินทุนของคุณไม่ให้ติดลบได้)


 ●  ประเทศไทยยังไม่ให้อนุญาตให้บริษัทไทยเปิดบริการเทรดตราสารอนุพันธ์หุ้น 

ดังนั้น โบรกเกอร์ที่ให้บริการเทรดตราสารอนุพันธ์หุ้นจะมาจากต่างประเทศทั้งนั้น นักลงทุนต้องเลือกโบรกเกอร์ด้วยความระมัดระวัง (เคล็ดลับ: เลือกโบรกเกอร์ที่มีการควมคุมและกำกับดูแลจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มงวด เช่น FCA จากประเทศอังกฤษและ ASIC จากประเทศออสเตรเลีย, CIMA จากหมู่เกาะเคย์แมน)


ความแตกต่างระหว่างการซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์และการเทรดหุ้นกับโบรกเกอร์ CFD


การซื้อขายหุ้นกับตลาดหลักทรัพย์

การเทรดหุ้นกับโบรกเกอร์ CFD                   

ความเป็นเจ้าของหุ้น

ใช่

ไม่ใช่

เลเวอเรจ

ไม่มี

มี

ความสภาพคล่อง

ต่ำถึงสูง

สูง

ความเสี่ยง

ปานกลางถึงสูง

สูง

เงินทุนเริ่มต้น

ปานกลางถึงสูง

ต่ำ

ค่า VAT

มี

ไม่มี

วิธีการทำกำไร

ทำได้ในขาขึ้นอย่างเดียว

ทำได้ทั้งในขาขึ้นและขาลง


สรุป: ฉันเหมาะกับรูปแบบการเทรดหุ้นแบบไหน?

 

1. นักลงทุนที่มีลักษณะดังกล่าวจะเหมาะกับ การเทรดหุ้น CFD มากกว่า:

●  มีเงินทุนไม่มากนัก

●  มีความคาดหวังที่จะทำกำไรในระยะสั้น

●  มีการยอมรับความเสี่ยงที่สูง


2. นักลงทุนที่มีลักษณะดังกล่าวจะเหมาะกับ การซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ มากกว่า:

●  มีเงินทุนจำนวนมาก

●  เป็นสไตล์การลงทุนแบบระยะยาว มีความอดทนสูง

●  มีการยอมรับความเสี่ยงที่พอสมควร


เมื่อนักลงทุนได้เลือกรูปแบบการลงทุนในหุ้นที่เหมาะกับตนเองแล้ว ก็สามารถเลือกโบรกเกอร์ที่เหมาะกับสไตล์ตนเองได้เลย

10 โบรกเกอร์ที่น่าเปิดพอร์ตหุ้นในปี 2020

ดังที่กล่าวไปข้างต้น โบรกเกอร์เปรียบดั่งกุนซือข้างกายที่จะนำเราสู่ความสำเร็จในการเทรดหุ้น ในปัจจุบันมีบริษัทโบรกเกอร์มากมายให้พิจารณา ซึ่งบทความชุดนี้ขอแนะนำ 10 สุดยอดโบรกเกอร์ที่นักลงทุนไทยเลือกใช้ในการเปิดบัญชีเล่นหุ้นมากที่สุด


1. Mitrade

Mitrade เป็นโบรกเกอร์ CFD ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้เนื่องจาก MiTrade ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การควบคุมของ Cayman Islands Monetary Authority (CIMA) ด้วยใบอนุญาต SIB เลขที่ 1612446 และ Australian Securities and Investments Commission (ASIC) ของประเทศออสเตรเลียด้วยใบอนุญาตบริการทางการเงินของออสเตรเลีย (AFSL 398528) [คลิกเช็คใบอนญาติ] เงินทุนของลูกค้าจะถูกเก็บแยกไว้ในบัญชีประเภททรัสต์ภายใต้ข้อกำหนดของประเทศออสเตรเลีย จึงทำให้เงินทุนของลูกค้าจะมีความปลอดภัยอย่างสูง


Mitrade ได้เปิดให้นักลงทุนสามารถเทรดหุ้น CFD ของบริษัทยักษัใหญ่ได้ รวมถึง Facebook, Google, Apple, Amazon, Adobe, Walt Disney, Microsoft, Walmart Alibaba, Tesla และ AIG เป็นต้น


เมื่อทำการเทรดกับ Mitrade จะไม่มีค่าคอมมิชชั่น และด้วยการที่มีสเปรดต่ำ จะช่วยนักลงทุนลดต้นทุนในการเทรดได้ ตัวอย่างเช่น สเปรดในการเทรดหุ้น Apple คือ 0.06 pip เมื่อซื้อหุ้น Apple 10 lot ต้นทุนสเปรดจะเป็น 10 lot *0.06 pips =0.6 USD 


Mitrade ให้เลเวอเรจในการเทรดหุ้น CFD สูงสุดถึง 20 เท่า แล้วแต่หุ้นที่เทรดนั้น เช่น Apple - 20 เท่า, Amazon - 20 เท่า, Netflix - 10 เท่า เป็นต้น


เพื่อให้นักลงทุนสามารถควบคุมความเสี่ยงในการเทรดอย่างดี Mitrade ได้เสนอฟังค์ชั่นป้องกันยอดคงเหลือติดลบและเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่างๆ ให้ใช้ฟรี เช่น stop loss / trailing stop 


Mitrade ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการเทรดขึ้นมาเอง โดยเน้นประโยชน์การใช้งานที่เรียบง่าย เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่มาก แม้เป็นโบรกเกอร์ที่มาจากต่างประเทศ แต่ Mitrade ได้อำนวยช่องทางการฝากถอนเงินผ่านธนาคารไทยออนไลน์และ QR Code ไทย ด้วย และเงินฝากขั้นต่ำ 50 USD (ประมาณ 1500 บาท) เอง และมีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการเพื่อแก้ปัญหาและให้คำแนะนำ ทำให้นักลงทุนไทยจะไม่มีอุปสรรคในการเทรดอะไรเลย 


การเปิดบัญชีกับ Mitrade สะดวกและไม่ยุ่งยาก สามารถทำออนไลน์ได้หมดใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที นักลงทุนหน้าใหม่ยังสามารถเปิดบัญชีเทรดทดลองที่มีเงินเสมือนจริง 50, 000 USD อยู่ในบัญชีเพื่อทำการฝึกฝนทักษะการเทรดโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 

เปิดบัญชีเทรดหุ้นกับ Mitrade2. IC markets

โบรกเกอร์ IC markets เป็นโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลียที่ให้บริการการเทรดตราสารอนุพันธ์ โดยก่อตั้งในปี 2007 ควบคุมดูแลโดย ASIC เป็นโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสสูง IC Markets ให้บริการซื้อขายหุ้นอยู่บนแพลตฟอร์ม MetaTrader4/5, และ cTrader ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการซื้อขายที่ยอดเยี่ยมที่มีอยู่ในปัจจุบัน  IC markets มีการซับพอร์ตภาษาไทยและโอนเงินผ่านธนาคารไทยออนไลน์แบงค์กิ้งได้ เทรดเดอร์สามารถทำการเทรดหุ้นของบริษัทที่มีชื่อเสียงหลายแห่งของโลก เช่น Apple, Facebook และ BHP Billiton เป็นต้น


3. FxPro

โบรกเกอร์ FxPro เป็นโบรกเกอร์ที่ให้บริการการเทรดตราสารอนุพันธ์ที่มีชื่อเสียงมายาวนานและมีความมั่นคงปลอดภัยสูง เทรดเดอร์สามารถเลือกใช้แพลตฟอร์มการเทรดระหว่าง MT4, MT5, cTrader และ FxPro Edge ด้วย FxPro มีการรองรับภาษาไทยและมีฝ่ายบริการลูกค้าภาษาไทยคอยให้บริการระหว่างเวลา 9:00 - 18:00 น. ในจันทร์ถึงวันศุกร์ FxPro ได้เสนอช่องทางการฝากถอนที่หลากหลาย รวมถึง paypal, Visa, Skill และธนาคารไทยออนไลน์ด้วย FxPro ได้เปิดให้เทรดเดอร์สามารถเทรดหุ้นของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก เช่น Apple, 3M และ AIG เป็นต้น


4. บมจ.บล.บัวหลวง 

บมจ.บล.บัวหลวงเป็นโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์ที่มีชื่อเสียงในไทย เป็นโบรกเกอร์ในดวงใจของใครหลายคน ด้วยความสะดวก ง่าย รวดเร็วในการเปิดบัญชี นักลงทุนหน้าใหม่จึงเลือกเปิดพอร์ตหุ้นบัวหลวง เพื่อเริ่มต้นเทรดหุ้น อีกทั้งผู้วิเคราะห์หุ้นส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการซื้อขายและมุ่งเน้นการลงทุนไปยังหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูง แม้บุคคลที่รับความเสี่ยงได้น้อย ทาง บมจ.บล.บัวหลวง แนะนำให้เปิดพอร์ตหุ้นบัวหลวงในส่วนการลงทุนของกองทุนรวม โดยการลงทุนมุ่งเน้นไปยังกองทุนรวมที่มีขนาดใหญ่ เกี่ยวกับสาธารณูปโภคเป็นหลัก


5.  บล. ไทยพาณิชย์ จำกัด

เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ซื้อขายหุ้นจริง คุณสามารถเปิดใช้บริการ เปิดบัญชีหุ้นกับ SCB ได้อย่างง่าย เพียงแค่คุณมีบัตรประชาชนสมุดบัญชีธนาคาร หรือ แอปพลิเคชั่นของธนาคารไทยพาณิชย์ คุณก็สามารถเปิดบัญชีหุ้น SCB ได้ในเวลาเพียง 10 นาที ในส่วนของบทวิเคราะห์มีความฉับไว แอปพลิเคชั่นเทรดหุ้น ใช้งานง่าย จุดอ่อนมีเพียงแค่ ถ้ายังไม่มีบัญชีกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ จะใช้เวลาในการเปิดพอร์ตหุ้นนาน


6.  บล. กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

เป็นอีกโบรเกอร์ที่ซื้อขายหุ้นจริงที่สามารถทำการซื้อขายผ่านทางแอปพลิเคชั่น การสมัครง่าย เพียงแค่คุณมีบัญชีธนาคารกสิกร ก็สามารถสมัครเปิดบัญชีหุ้น กสิกร โดยทุกเช้า นักวิเคราะห์ของทีมจะเสิร์ฟข้อมูลหุ้นเด่น หุ้นดังให้คุณก่อนตลาดเปิดเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำในการลงทุนพอร์ตหุ้นของคุณ 


7.  บล. เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด

เป็นโบรกเกอร์จากประเทศญี่ปุ่นที่ให้บริการทำการซื้อขายหุ้นจริง มีความโดดเด่นในเรื่องการซื้อขายผ่านแอปพลิเคชั่น อีกทั้งค่าคอมมิชชั่นคิดตามจริง เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการลงสนาม และต้องการซื้อหุ้นในปริมาณที่ไม่สูงมากต่อวัน 


8. บมจ. บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

โบกรเกอร์ระดับจำนานของประเทศไทย จุดเด่นคือสมัครง่าย และมีบทวิเคราะห์หุ้นให้อ่านทุกวัน วันละหลายสิบบทความ ทั้งการวิเคราะห์ทั่วไป และการวิเคราะห์หุ้นเด่นรายตัว ผู้ลงทุนสามารถวิเคราะห์แยกแยกตัดสินใจจากข้อมูลที่ทางกิมเอ็งวิเคราะห์ได้ง่าย จุดด้อยมีอย่างเดียวคือ มีค่าคอมมิชชั่นขั้นต่ำ


9. บล. ทิสโก้ จำกัด

เป็นโบรกเกอร์ที่ให้บริการซื้อขายหุ้นจริง บล. ทิสโก้ จำกัดเป็นกลุ่มแรกที่พานักลงทุนชาวไทยลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศได้ การสมัครเปิดบัญชีหุ้นของ บก.ทิสโก้ สามารถเลือกได้ทั้งแบบบัญชีเงินสด หรือ บัญชีบัตรเครดิต จุดเด่นที่แข็งแกร่งคือ การที่คุณสามารถลงทุนในพอร์ตหุ้นต่างประเทศได้ ซึ่งต่างจากแต่เดิม ถ้าคุณต้องการลงทุนซื้อขายหุ้นในประเทศใด คุณจะต้องเปิดบัญชีเล่นหุ้นในประเทศนั้น ๆ


10. บล. เอเชีย เวลท์

เป็นโบรกเกอร์ที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ลงทุนอย่างมากในการสมัคร โดยที่คุณสามารถเริ่มต้นออมในหุ้นได้ตั้งแต่ 1000 บาทขึ้นไป เหมาะสำหรับผู้ไม่ต้องการความเสี่ยง เน้นการลงทุนในหุ้นระยะยาว ที่สำคัญยังสามารถเปิดบัญชีเครดิตได้ผ่านระบบออนไลน์ด้วย มีความถนัดในการลงทุนในตลาดทวีปเอเซีย


สรุปภาพรวมโบรกเกอร์ในการเปิดพอร์ตลงทุน 

 ชื่อโบรกเกอร์

จุดเด่นและความน่าสนใจ

 Mitradeสเปรดต่ำมาก, เงินฝากขั้นต่ำ$50, มีระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบ
 IC marketsมีความโปร่งใสสูง, นำเสนอแพลตฟอร์มการเทรด 3 รูปแบบ
 FxProมีชื่อเสียงมายาวนาน, มีแพลตฟอร์มการเทรด 4 รูปแบบให้เลือก
 บมจ.บล.บัวหลวง มีชื่อเสียงดีในไทย สะดวก ง่าย รวดเร็วในการเปิดบัญชี 
บล.   ไทยพาณิชย์ จำกัด

สมัคใช้งานง่ายมาก  แอปพลิเคชั่นสำหรับการเทรดใช้งานง่าย

 บล. กสิกรไทย   จำกัด (มหาชน)

มีสำนักงานให้คำปรึกษาเกือบทุกแห่ง มีทีมวิเคราะห์ที่เข้มแข็ง สมัครง่าย

 บล. เอสบีไอ   ไทย ออนไลน์ จำกัด

มีแอปพลิเคชั่นใช้งานง่าย คิดค่าคอมมิชชั่นตามจริง

 บมจ. บล.   เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)

บทวิเคราะห์แข็งแกร่ง หลากหลาย

 บล. ทิสโก้   จำกัด

สามารถเปิดพอร์ตหุ้นเพื่อการลงทุนในต่างประเทศได้  

 บล. เอเชีย   เวลท์

บทวิเคราะห์การลงทุนที่โดดเด่น ลงทุนได้ตั้งแต่ 1000 บาท


ในประเทศไทย มีโบรเกอร์มากกว่า 40 บริษัท แต่ในบทความนี้เราเลือกบริษัทโบรกเกอร์ 10 บริษัท ที่มีผู้เลือกใช้จำนวนมาก และมีความเหมาะสมต่อนักลงทุนหน้าใหม่ อาทิ Mitrade, scb, บัวหลวง เพื่อให้ทุกคนอ่านบทความ สามารถตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์ และเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นจนนำพาตนเองไปสู่ความสำเร็จได้

▼เทรดหุ้นกับ Mitrade ด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ▼

  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล

*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา โปรดทราบว่าท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์


เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

Share this story