เทรดฟอเร็กซ์ การเทรด สกุลเงินดิจิตอล สินค้าโภคภัณฑ์ CFD ดัชนี การลุงทุน แพลตฟอร์มการเทรด เรียนรู้การเทรด มุมมองเชิงลึก หุ้น

เทรด Forex ทองคำ Bitcoin และตราสารอื่น ๆ ออนไลน์

ดัชนีหุ้นคืออะไร?

คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับดัชนีหุ้น NASDAQ 100, Nikkei 225 และ Dow Jones ช่วงข่าวเศรษฐกิจตอนเช้าและเย็นของวัน คุณอาจสงสัยว่า ดัชนีหุ้นคืออะไร? สำคัญอย่างไร? คุณจะหาประโยชน์จากดัชนีเหล่านี้อย่างไร? บทความนี้มีคำตอบกับคุณ

เนื้อหาบทความ [ซ่อน]
ดัชนีหุ้นคืออะไร?

ดัชนี (Index) คือ ตัววัดที่เกิดจากการคำนวณทางสถิติ เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ต้องการวัดหรือเป็นเครื่องบ่งชี้สถานการณ์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจ เช่น ดัชนีภาคการผลิต, ดัชนีการจ้างงาน, ดัชนีภาคบริการ เป็นต้น


ดัชนีหุ้น (Stock Index) คือ ตัวเลขที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นที่ดัชนีอ้างอิง เช่น ดัชนี SET High Dividend 30 ที่สะท้อนราคาของ 30 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูง สภาพคล่องสูงและเงินปันผลสูง


เกณฑ์สำคัญของดัชนีหุ้นคือ สามารถลงทุนได้และโปร่งใส มีหลายกองทุนรวมที่อ้างอิงดัชนีต่าง ๆ เช่น SET50 และ SET100 ซึ่งเรียกว่า กองทุนรวมดัชนี โดยที่ความแตกต่างระหว่างผลงานของกองทุนรวมดัชนีและดัชนีที่อ้างอิงเรียกว่า ค่า Tracking Error


ยิ่งค่า Tracking Error ต่ำเท่าไหร่ แสดงว่า กองทุนรวมดัชนีนั้นสามารถลงทุนเลียนแบบดัชนีที่อ้างอิงได้มีประสิทธิภาพมากกว่ากองทุนรวมดัชนีที่มีค่า Tracking Error สูงกว่า

วิธีการคำนวณดัชนีหุ้น

เราสามารถแบ่งการคำนวณดัชนีหุ้นออกเป็น 3 รูปแบบ


ดัชนีหุ้นที่ถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด (Capitalization-weighted Index) คือ หุ้นขนาดใหญ่ที่มี Market Cap (มูลค่าตลาด) จะมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนีสูง ตัวอย่างเช่น S&P 500 (สหรัฐฯ) FTSE 100 (อังกฤษ) และ SET (ไทย)


 ☆ ตัวอย่าง ดัชนี ก มีหุ้น A ราคา 4 บาท จำนวน 100 หุ้นและหุ้น B ราคา 5 บาทจำนวน 200 หุ้น


Market Cap คำนวณจากราคาหุ้น x จำนวนหุ้นทั้งหมด


หุ้น A = 4*100 = 400

หุ้น B = 5*200 = 1,000


Market Cap ทั้งหมดของดัชนี ก เท่ากับ 400+1,000 = 1,400


สัดส่วนของหุ้น A และ B ต่อดัชนี ก ตามมูลค่าตลาดคำนวณจาก Market Cap ของหุ้นหารด้วย Market Cap ทั้งหมดของดัชนี จากนั้นคูณด้วย 100


หุ้น A = (400/1,400) x 100 = 28.57%

หุ้น B = (1,000/1,400) x 100 = 71.43%


หุ้น B มีสัดส่วนสูงกว่าหุ้น A ในดัชนี ก


ดัชนีหุ้นที่ถ่วงน้ำหนักด้วยราคาตลาด (Price-weighted Index) คือ หุ้นที่มีราคาสูงจะมีสัดส่วนมากกว่าหุ้นที่มีราคาต่ำ ตัวอย่างเช่น Dow Jones (สหรัฐฯ) และ Nikkei 225 (ญี่ปุ่น)


 ☆ ตัวอย่าง ดัชนี ก มีหุ้น A ราคา 5 บาท หุ้น B ราคา 10 บาทและหุ้น C ราคา 15 บาท


หุ้น A = [5/(5+10+15)] x 100 = 16.67%

หุ้น B = [10/(5+10+15)] x 100 = 33.33%

หุ้น C = [15/(5+10+15)] x 100 = 50.00%


หุ้น C มีสัดส่วนมากที่สุดในดัชนี ก ตามด้วยหุ้น B และหุ้น A


ดัชนีหุ้นที่ถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal-weighted Index) พูดง่าย ๆ คือ หุ้นทุกตัวมีจะสัดส่วนเท่ากันหมด ซึ่งกระจายความเสี่ยงดีกว่าดัชนีหุ้นที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด แต่ดัชนีแบบนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกะทันหันกว่า

ดัชนียอดนิยม

#ดัชนียอดนิยมของต่างประเทศ#


 S&P 500 (Standard & Poor's 500)                                        S&P 500 (Standard & Poor's 500) เป็นดัชนีหุ้นที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาด ซึ่งวัดผลการดำเนินงานของหุ้น 500 บริษัทที่จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา


S&P 500 เป็นหนึ่งในดัชนีที่มีการเทรดมากที่สุดและเป็นหนึ่งตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยรวม


ตัวอย่างของบริษัทในดัชนี S&P 500 ประกอบด้วย Apple, Microsoft, Amazon, Berkshire Hathaway, Visa เป็นต้น


เทรด S&P 500 เดี๋ยวนี้ >>     


 Dow Jones หรือ Dow Jones Industrial Index

Dow Jones หรือ Dow Jones Industrial Index เป็นดัชนีหุ้นที่ถ่วงน้ำหนักตามราคาตลาด ซึ่งวัดผลการดำเนินงานของหุ้น 30 บริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา เช่น Microsoft, Coca Cola, Apple, McDonald เป็นต้น


ดัชนี Dow Jones จัดทำโดยบริษัท S&P Dow Jones Indices 


เทรด Dow Jones เดี๋ยวนี้ >>     


 NASDAQ 100 

NASDAQ 100 จัดทำครั้งแรกในวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2528 NASDAQ 100 (NDX) คือ ดัชนีหุ้น 100 บริษัทขนาดใหญ่ (ไม่ใช่บริษัทเงินทุน) ที่จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก ประกอบด้วยบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินในประเทศและต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด 100 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นแนสแด็กตามราคาตลาด NASDAQ 100 เป็นที่ตั้งของ บริษัท สี่แห่งที่ทำรายได้แตะหลักล้านล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ได้แก่ Apple (AAPL), Amazon (AMZN), Microsoft (MSFT) และ Alphabet (GOOG, GOOGL)


เทรด NASDAQ 100 เดี๋ยวนี้ >>    


▲ Nikkei 225

นิเคอิ225(Nikkei 225) คือ ดัชนีที่คำนวณรายวันซึ่งวัดผลประกอบการของ 225 บริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวโดยหนังสือพิมพ์นิเคอินับตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2493 หรือเมื่อ 70 ปีที่แล้ว


นิเคอิ225 Index ตัวชี้วัดสำคัญที่บ่งบอกสภาพตลาดหุ้นของญี่ปุ่น และยังเป็นตัวแทนของภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่นนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงปัจจุบัน


เทรด นิเคอิ225 เดี๋ยวนี้ >>  


 FTSE 100

FTSE 100 เป็นดัชนีหุ้นของ 100 บริษัทที่จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด ด้วยหุ้นของบริษัทในดัชนี FTSE 100 เป็น 81% ของมูลค่าตลาดทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ทำให้มีการใช้ดัชนีนี้เป็นตัววัดตลาดหุ้นอังกฤษ ดัชนี FTSE 100 จัดทำโดย FTSE Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน ตัวอย่างของบริษัทในดัชนี FTSE 100 เช่น Tesco, Unilever, Barclays เป็นต้น


เทรด FTSE 100 เดี๋ยวนี้ >>  


 DAX 30

DAX 30 เป็นดัชนีหุ้นที่ถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของ 30 บริษัทกลุ่มบลูชิพของเยอรมันที่จดทะเบียนบนตลาดหลักทรัพย์แฟรงก์เฟิร์ตซึ่งเทียบเท่ากับดัชนี Dow Jones ของสหรัฐฯ และเนื่องจากปริมาณบริษัทที่น้อย ทำให้ดัชนี DAX 30 ไม่สะท้อนภาพจริงของเศรษฐกิจเยอรมันได้ทั้งหมด ดัชนี DAX 30 เผยแพร่ครั้งแรกในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 ตัวอย่างของบริษัทในดัชนี DAX 30 เช่น BMW, Adidas, Bayer, Deutsch Bank เป็นต้น


เทรด DAX 30 เดี๋ยวนี้ >>  


#ดัชนียอดนิยมของไทย#


นอกเหนือจากดัชนี SET ที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทั้งหมดในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังมีดัชนี SET50 และ SET50 ที่กองทุนรวมดัชนีนิยมใช้อ้างอิง


SET50 และ SET100 คือ ดัชนีหุ้นที่แสดงระดับและความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น 50 และ 100 ตัวแรกที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด การซื้อขายมีสภาพคล่องสูงอย่างสม่ำเสมอและมีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยผ่านเกณฑ์ที่กำหนด


ดัชนี SET50 และ SET100 สามารถคำนวณดังต่อไปนี้


SET50/100 = มูลค่าตลาดรวมวันปัจจุบัน (CMV) หารด้วยมูลค่าตลาดรวมวันฐาน (BMV) คูณด้วย 1,000


วันฐานของ SET50 คือวันที่ 16 สิงหาคม 2538

วันฐานของ SET100 คือวันที่ 30 เมษายน 2548

ค่าดัชนีเริ่มต้นอยู่ที่ 1,000 จุด


รายชื่อของบริษัทที่อยู่ในดัชนี SET50 และ SET100 จะมีการเปลี่ยนแปลงทุก 6 เดือนในเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคมของทุกปี


มาถึงตรงนี้ คุณอาจจะพอทราบคร่าว ๆ แล้วว่า ดัชนีคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร แต่คุณจะทำเงินจากดัชนีอย่างไร?

การเทรดดัชนี CFD

CFD(Contract for Difference) หรือ สัญญาซื้อขายส่วนต่าง คือตราสารอนุพันธ์รูปแบบหนึ่งที่นักลงทุนสามารถทำกำไรจากส่วนต่างของราคาปัจจุบันและราคาที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตของสินทรัพย์อ้างอิงโดยไม่ต้องซื้อสินทรัพย์อ้างอิงนั้นแต่เป็นสัญญาที่ทำการซื้อขายได้ทันทีเพียงส่งคำสั่งซื้อขาย และเสนอความได้เปรียบด้านอัตราทด (Leverage) ให้กับเทรดเดอร์ ทำให้สามารถวางเงินเพียงจำนวนหนึ่งแต่ก็ยังจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับการซื้อขายสินค้านั้นจริงด้วยเงินเต็มจำนวน ในที่นี่ สินทรัพย์อ้างอิงก็คือ ดัชนี


การเทรดดัชนีหุ้นออนไลน์ด้วย CFD จึงทำให้เทรดเดอร์มีความได้เปรียบกว่าเครื่องมืออื่น ๆ หลายอย่าง เช่น


1. เทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ช่วยเพิ่งโอกาสในการทำกำไร

CFD ทำให้เทรดเดอร์มีโอกาสสร้างผลกำไรได้ทั้งราคาสินค้าที่เป็นขาขึ้นและขาลง โดยเลือกการเปิดสถานะซื้อ(Long Positoin) เมื่อคาดว่าราคาเป็นขาขึ้น และทำกำไรจากการซื้อถูกขายแพง ขณะที่หากมองว่าราคาเป็นขาลงก็เปิดสถานะขาย (Short Positoin) เพื่อทำกำไรจากการขายแพงไปก่อนแล้วค่อยซื้อกลับในราคาถูก


2. อาศัยอัตราทด (Leverage) เพิ่มสัดส่วนของผลกำไร

ถึงแม้เทรดเดอร์จะใช้เงินทุนจำนวนน้อยด้วยการวางเงินประกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสทำกำไรจะน้อยลงไปด้วย เพราะเครื่องมืออย่าง CFD มีจุดเด่นที่การใช้อัตราทดทำให้เทรดเดอร์สร้างผลกำไรได้ไม่ต่างจากการซื้อขายสินค้าจริง


 ☆ ตัวอย่าง 

ด้วยเลเวอเรจ 1:200 คุณเพียงฝากเงินมาร์จิ้น $100 USD ไว้ก็สามารถเปิดคำสั่งซื้อขนาด 1 ล็อตที่มีมูลค่า 20,000 USD ได้แล้ว เมื่อราคาเพิ่มขึ้นถึง 20,200 USD คุณปิดคำสั่งแล้วได้กำไร 200 USD อัตราผลตอบแทนคือ 200%


รายการ

เทรดแบบไม่มีเลเวอเรจ

เทรดแบบมีเลเวอเรจ

เลเวอเรจ

0

1:200

ราคาเปิด

20,000 USD

20,000 USD

ราคาปิด

20,200 USD

20,200 USD

ขนาดการซื้อขาย                

1  ล็อต

1  ล็อต

เงินทุนเริ่มต้น(มาร์จิ้น)            

20,000 USD

100 USD(20,000/200)

กำไรที่ได้(ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่น)

200 USD

200 USD

อัตราผลตอบแทน

1%

200%

* เลเวอเรจเป็นดาบคมสองด้าน ไม่ใช่ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะก็สามารถขยายขาดทุนเช่นกัน นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงการใช้เลเวอเรจสูงเกินโดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ และควรจัดความเสี่ยงให้ดีๆ 


3. มีช่วงเวลาซื้อขายยืดหยุ่น

CFD เปิดให้เทรดเดอร์ทำการซื้อขายสินค้าเกือบตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และตลอด 5 วันได้ จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเทรดเดอร์ด้วยเวลาการเทรดที่ยืดหยุ่น


ในการเทรดดัชนี CFD คุณจำเป็นจะต้องเทรดกับโบรกเกอร์ CFD ที่เชื่อถือได้และตอบโจทย์ความต้องการของคุณ ซึ่ง Mitrade อาจเป็นโบรกเกอร์ที่ใช่สำหรับคุณ


#ขั้นตอนการเทรดดัชนีหุ้นกับ Mitrade#

1.เปิดบัญชี การเปิดบัญชีกับ Mitrade จะง่ายและไวมาก ทำออนไหลน์ได้หมดภายในไม่กี่นาที ขอแค่มีบัตรประชาชน บัตรธนาคารก็พอ สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ MiTrade มีบัญชีเทรดทดลองพร้อมเงินเสมือน 50, 000 USD อยู่ในบัญชีเพื่อให้เทรดเดอร์ฝึกฝนทักษะการเทรดอย่างไม่มีความเสี่ยงใดๆ 


16193466663183

2.ฝากเงินเข้าบัญชี ที่ Mitrade เงินฝากขั้นต่ำต่ำถึง $50 USD(ประมาณ 1500 บาท) เทรดเดอร์สามารถฝากเงินเข้าบัญชีผ่านช่องทางหลากหลาย รวมถึงธนาคารไทยออนไลน์โดยไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ


16193466148601

3.คว้าโอกาสในการเทรด เมื่อฝากเงินเรียบร้อยแล้วเราก็คว้าโอกาสการเทรดด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่ Mitrade เสนอให้ใช้ฟรี เช่นขาวสด กราฟแบบเรียลไทม์ ปฏิทินทางเศรษฐกิจ, ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม, การคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญเป็นต้น


16194089774001

4.เปิดคำสั่งซื้อขาย เทรดเดอร์สามารถเปิดคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายตามความคาดการณ์ อย่างที่เรากล่าวไปว่า หากมองว่ากราฟจะเพิ่มขึ้นก็เปิดคำสั่งซื้อ ในตรงกันข้าม หากมองว่ากราฟจะลดลงก็เปิดคำสั่งขาย


16194083439546

5.เฝ้ารอและปิดสถานะรับกำไร/ขาดทุน เมื่อเปิดคำสั่งแล้ว เราก็ต้องติดตามความเครื่อนไหวของกราฟ เมื่อราคาไปถึงที่เราคาดเอาไว้ เราก็ปิดคำสั่งรับกำไร/ขาดทุนได้เลย


16194083984065

▼ เทรดดัชนีหุ้นกับ Mitrade ด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ ▼ 

  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล

เริ่มเทรดด้วยเพียง 3 ขั้นตอน


��

ทำไมเทรดกับ MiTrade  


  MiTrade เป็นโบรกเกอร์ Forex และ CFD ที่มีความน่าเชื่อถือสูง เนื่องจาก MiTrade ได้รับการกำกับดูแลจากหลายหน่วยงานที่มีอำนาจ รวมถึง หน่วยงานด้านการเงินของเกาะเคย์แมน (CIMA) ด้วยใบอนุญาต SIB เลขที่ 1612446 (เรียนรู้วิธการตรวจสอบ) ทำให้การทำธุรกรรมและการดำเนินงานต้องเป็นไปตามข้อบังคับ


16194057821971

  เงินทุนของลูกค้าจะถูกเก็บไว้ในบัญชีทรัสต์แยกต่างหากจากบัญชีบริษัท หากในกรณีที่ MiTrade ล้มละลาย เงินทุนลูกค้าก็ยังคงถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัยและถูกส่งกลับคืนได้ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของเงินทุน

  ฟรีเครื่องมือการเทรดต่างๆ เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม, การคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น

  ฟรีเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ และระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบ 

  แพลตฟอร์มการเทรดที่พัฒนาขึ้นมาเอง ใช้งานที่เรียบง่าย เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่อย่างมาก

  เจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการเพื่อแก้ปัญหาและให้คำแนะนำ

  เลเวอเรจสูงสุดถึง 1:200 ถือว่าไม่ต่ำและไม่สูงมากด้วย 

  ค่าคอมมิชชั่น 0 และด้วยการที่มีสเปรดต่ำ จะช่วยประยัดต้นทุนของนักลงทุน


ยังมือใหม่? ไม่เป็นไร! MiTrade ได้จัดบัญชีทดลองเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 USD เพื่อให้ท่านฝึกฝนทักษะการเทรดโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 

16098405033132

*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา โปรดทราบว่าท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์


เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

Share this story