เทรดฟอเร็กซ์ การเทรด สกุลเงินดิจิตอล สินค้าโภคภัณฑ์ CFD ดัชนี การลุงทุน แพลตฟอร์มการเทรด เรียนรู้การเทรด มุมมองเชิงลึก หุ้น

เทรด Forex ทองคำ Bitcoin และตราสารอื่น ๆ ออนไลน์

แนวโน้มค่าเงินยูโร 2020
So Preciso
2020-07-07 5575
เกริ่นนำ

EUR/USD เป็นคู่เงินหนึ่งที่ขาเทรดฟอเร็กซ์ต้องรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดีแน่ ๆ เพราะคู่เงินนี้มีปริมาณการซื้อขายต่อวันสูงมากเป็นลำดับต้น ๆ ทำให้มีสภาพคล่องเยอะซึ่งเป็นเงื่อนไขอันดีสำหรับเทรดเดอร์ที่จะเข้าไปเก็งกำไร แต่สำหรับมือใหม่การจะเข้าไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้านั้นคงไม่ดีแน่ คราวนี้ผู้เขียนจึงมาชวนเทรดเดอร์รวมไปถึงนักลงทุนมาดูแนวโน้มค่าเงินยูโร 2020 กันเสียหน่อย ไม่ใช่แค่เพื่อให้เทรดเดอร์มีไกด์ไลน์ในการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางให้นักลงทุนระยะยาวได้เห็นภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจการเงินของโลกระหว่างมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างสินทรัพย์ในโลกด้วย


▼ เทรด Forex กับโบรกเกอร์ชั้นนำด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ ▼

  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล
เนื้อหาบทความ [ซ่อน]
ความน่าสนใจของเงินยูโร 2020

การรวมตัวของสหภาพยุโรปมีมานาน แต่ขั้นตอนสุดท้ายที่เกิดขึ้นในปี 1998 คือการรวมเศรษฐกิจการเงินของยุโรปเป็นหนึ่งเดียว Economic and Monetary Union (EMU) และมีการจัดตั้งธนาคารกลางยุโรป European Central Bank (ECB) ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาคทางการเงิน บนสกุลเงินที่ทุกคนตกลงใช้ร่วมกันนั่นคือ Euro (€) ที่เริ่มประกาศใช้เมี่อวันที่ 1 มกราคม 1999 ปัจจุบันมี 19 ประเทศทั่วทวีปยุโรปตกลงใช้เงินสกุลนี้ร่วมกัน

 

เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่แสดงถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเมืองในการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป เงินยูโรจึงสามารถบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของสภาพเศรษฐกิจและอิทธิพลทางการเมืองที่สหภาพยุโรปมีในโลก รวมถึงสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศที่กินส่วนแบ่งสูงถึงกว่า 20 % ของการค้าในโลก ทำให้ค่าเงินยูโรกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินทรงอิทธิพลของโลกและมีนักลงทุนให้ความเชื่อมั่นสูงจนนำเข้าไปถ่วงน้ำหนักในตะกร้าเงินดอลลาร์ (Dollar Index) มากเป็นอันดับหนึ่งด้วยน้ำหนักถึง 57.6%

 

การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินยูโรก็เป็นเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของสกุลเงินต่าง ๆ ในโลกที่ไม่สามารถตีมูลค่าของตัวเงินออมาได้ แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยเปรียบเทียบกับสินทรัพย์อื่น และคู่เงินที่นักลงทุนนิยมนำมาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินยูโรที่สุดคงหนีไม่พ้น ค่าเงินดอลลาร์ EUR/USD


EUR/USD คือคู่เงินที่บอกว่า ต้องใช้เงินกี่ดอลลาร์ เพื่อแลกมาด้วยเงิน 1 ยูโร เช่น EUR/USD = 1.12464 นั่นหมายความว่านักลงทุนจะต้องใช้เงิน 1.2464 ดอลลาร์เพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน 1 ยูโรนั่นเอง

 

ด้วยความที่สกุลเงินทั้งสอง ทั้ง EUR และ USD เป็นเงินสกุลที่มีความนิยมใช้กันมาก และเป็นค่าเงินที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ขณะที่ EUR เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการค้าและการลงทุน USD ก็เป็นทั้งสกุลเงินสำรอง (Reserve Currency) หลักของประเทศต่าง ๆ ในโลก รวมถึงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนมักมองหาในยามที่ตลาดเกิดความเสี่ยงที่ต้องการหลีกเลี่ยง ทำให้การซื้อขายคู่เงิน EUR/USD กลายเป็นสกุลเงินที่มีปริมาณการซื้อขายสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลกไปโดยปริยาย

 

การวิเคราะห์คู่เงิน EUR/USD จึงทำให้นักลงทุนได้มองเห็นการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก การค้าระหว่างประเทศ และมุมมองความเสี่ยงที่นักลงทุนมีต่อตลาดเงินตลาดทุนด้วย ซึ่งข้อมูลนี้จะสร้างโอกาสในการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนได้ นอกเหนือไปจากการคาดการณ์และเก็งกำไรค่าเงินเพียงอย่างเดียว


ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินยูโร 2020

 การเปลี่ยนแปลงของค่าเงินโดยปกติแล้วจะวัดค่าได้ยาก จึงจำเป็นต้องอาศัยการอ้างอิงกับสินทรัพย์ตัวอื่นเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงโดยเปรียบเทียบ สำหรับค่าเงินยูโรนิยมใช้การเปรียบเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ EUR/USD การจะวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินยูโรจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยที่จะมากระทบกับค่าเงินทั้งสกุลเงินยูโรและดอลลาร์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2020 ที่ตลาดการเงินมีความท้าทายจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ค่าเงินทั้งสองสกุลจะอยู่ในความเสี่ยงอะไรและมีปัจจัยใดต้องพิจารณากันบ้าง


สำหรับดอลลาร์ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์นอกจากจะเป็นสกุลเงินหลักของโลกแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Heaven ด้วย สำหรับปี 2020 ปัจจัยที่น่าจับตามองสำหรับการเปลี่ยนแปลงฝั่งสกุลเงินดอลลาร์จึงหนีไม่พ้นการประเมินความเสี่ยงของนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดผันผวนมากท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ถ้านักลงทุนประเมินแล้วว่าตลาดมีความเสี่ยงและพยายามหลีกหนีความเสี่ยง (Risk off หรือ Risk Aversion) นักลงทุนจะทิ้งสินทรัพย์อื่นและเปลี่ยนมาถือดอลลาร์มากขึ้น ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและเงินยูโรจะอ่อนค่าลงโดยเปรียบเทียบ หรือ EUR/USD ปรับตัวลดลง


แต่หากนักลงทุนประเมินว่าความเสี่ยงในตลาดยังคุ้มค่าที่จะเสี่ยง (Risk on) นักลงทุนจะแสวงหาโอกาสจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น หุ้น หรือพันธบัตรประเทศเกิดใหม่ ทำให้ต้องขายดอลลาร์ออกมาเพื่อไปซื้อสินทรัพย์อื่น ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง และยูโรแข็งค่าขึ้นโดยเปรียบเทียบ หรือ EUR/USD ปรับตัวสูงขึ้น (อ่านเพิ่มเติม แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ 2563: จุดวัดใจของพญาอินทรีย์)


ฝั่งสกุลเงินยูโรปัจจัยด้านการเมืองในสหภาพยุโรปกำลังเป็นที่จับตาของนักลงทุนและเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อค่าเงินยูโร โดยเฉพาะการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ของสหภาพยุโรปและอังกฤษหลังอังกฤษแยกตัวจากไป (อ่านเพิ่มเติม สรุป Brexit คืออะไร? Brexit แล้วไปไหนต่อ?


หากสหภาพยุโรปยังคงมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ไม่มีใครอยากออกจากสหภาพไปอีกก็แน่นอนว่าจะเป็นผลดีกับค่าเงินยูโร แต่หากการเมืองในสหภาพยุโรปเกิดความระส่ำระสายขึ้นมา ก็จะส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนซึ่งจะลดการถือครองเงินยูโร ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงไป หรือ EUR/USD ปรับตัวลดลง


นอกจากนี้ สิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับการประเมินผลกระทบในตลาดเงินคือการดำเนินโยบายทางการเงินของ Federal Reserve-FED และ European Central Bank-ECB โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดเงินผันผวนและเปราะบางจากวิกฤต Demand Shock, Supply Shock และอาจจะไปถึง Debt Crisis ธนาคารกลางหลายแห่งในโลกเร่งเติมสภาพคล่องเข้ามาในระบบ ทั้ง FED และ ECB ดูจะเป็นตัวตั้งตัวตีที่กลับมาทำ QE อีกครั้ง (อ่านเพิ่มเติม QE คืออะไร?)


สำหรับ FED ประกาศใช้มาตรการนี้ด้วยวงเงินไม่จำกัด ส่วน ECB ใช้วงเงินไปแล้วอย่างน้อย 7.5 แสนล้านยูโร ซึ่งแน่นอนว่าการเพิ่มสภาพคล่องเข้ามาในระบบแบบนี้จะทำให้ค่าเงินอ่อนลงขึ้นอยู่กับว่าใครจะอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบมากกว่ากัน 


ข้อมูลทางเศรษฐกิจก็เป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยแรก ๆ ที่บ่งชี้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากไวรัสโควิด19 ยิ่งประเทศไหนไม่ว่าสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปหากมีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่แสดงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของไวรัสโควิด19ได้เร็วกว่า ก็มีแนวโน้มที่นักลงทุนจะให้ความสนใจเข้าลงทุนและถือครองสกุลเงินนั้นมากกว่า ทำให้ค่าเงินนั้นแข็งค่าขึ้นมากกว่าอีกสกุลเงินโดยเปรียบเทียบ


แนวโน้มค่าเงินยูโร 2020

15940885307766


ที่มา:Mitrade


เดิมทีแนวโน้มค่าเงินยูโรปี 2020 ในทางพื้นฐานคาดว่า EUR/USD จะแข็งค่าได้จากการกลับมาเติบโตของเศรษฐกิจโลกและบรรยากาศสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐที่เริ่มคลี่คลาย แต่ราคา EUR/USD ก็เริ่มปรับตัวลงตั้งแต่ต้นปีที่มีประเด็น Brexit จะออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มกราคม 2020 และราคาก็เริ่มเทโครมลงมาในช่วงกลางเดือนมีนาคมเนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19เริ่มแพร่กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปเริ่มมีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

 

เมื่อการแพร่ระบาดของโควิดบวกเข้ากับความกลัวความเสี่ยง (Risk off) ที่เริ่มแพร่กระจายไปทั่วตลาดเงินตลาดทุน ทำให้ดอลลาร์ที่มีฐานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นที่ต้องการมากขึ้น ในทางกลับกันก็ทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงมาก EUR/USD ปรับลดลงจนแตะราว 1.065 ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของปี 2020

 

จากความปั่นป่วนของตลาดเงินและดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐหรือ FED กลับมาใช้มาตรการ QE อีกครั้งด้วยวงเงินไม่จำกัด ทำให้ดอลลาร์กลับมาอ่อนค่าลง เช่นเดียวกับที่ธนาคารกลางยุโรปก็ออกมาตรการ QE ออกมาเช่นกัน แต่ด้วยวงเงินที่ไม่สูงเท่า ทำให้ค่าเงินยูโรเริ่มกลับมาทรงตัวและปรับตัวสูงขึ้นได้อีกครั้งขึ้นทดสอบ 1.145 ที่เป็นจุดสูงสุดที่เคยทำไว้ในปีนี้ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลงมา


15940891448597

ที่มา:Mitrade


จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยุโรปเริ่มจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19ได้แล้ว แต่มองในฝั่งสหรัฐอเมริกายังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้ออันดับหนึ่งของโลก ผลกระทบของไวรัสโควิดต่อภาคเศรษฐกิจจริงของอเมริกาจึงยังไม่น่าจะสิ้นสุดลงง่าย ๆ บวกรวมกับปัจจัยด้านนโยบายทางการเงินของ FED ที่ยังคงเดินหน้าทำ QE ต่อ ทำให้เมื่อเปรียบเทียบพื้นฐานของทั้งสองประเทศ ฝั่งสหภาพยุโรปจึงน่าจะมีการจัดการและฟื้นตัวจากไวรัสโควิด19 ได้ดีกว่า และทำให้ค่าเงินยูโร EUR/USD กลับมาแข็งค่าได้


มองในแง่การวิเคราะห์ทางเทคนิค จะเห็นได้ว่าจากกราฟราคารายสัปดาห์ ช่วงปี 2017 นับเป็นปีที่ดีสำหรับเงินยูโรที่มีการแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ก็กลับมาอ่อนค่าลงทำจุดต่ำสุดใหม่อย่างต่อเนื่องจากประเด็นที่อังกฤษยังยืนกรานที่จะออกจากสหภาพยุโรปต่อไปแม้ปัจจัยต่าง ๆ จะยังไม่แน่นอน กราฟราคาเคลื่อนไหวตามชาแนลขาลง (กรอบสีแดง) จนทำจุดต่ำสุดไว้ราวเดือนมีนาคม 2020 และเริ่มสะสมกำลังเพื่อเหวี่ยงตัวขึ้นสู่กรอบบน แต่เนื่องจากการปรับตัวขึ้นจะมีแนวต้านอยู่สองแนว คือ แนวเส้นกดสีแดง และแนวเส้นกดสีเขียว ทำให้นักลงทุนจำเป็นต้องติดตามการเคลื่อนไหวของราคาว่าจะเป็นการ Break out กรอบชาแนลขึ้นไป หรือตกกลับลงมาสะสมกำลังใหม่ ซึ่งหากราคาทะลุผ่าน 1.145 ที่เป็นทั้งเส้นกด (เส้นสีเขียวกรอบบน) และเป็นแนวต้านที่เป็นจุดสูงสุดของปีที่เคยทำไว้ การที่ EUR/USD จะเปลี่ยนกลับไปเป็นขาขึ้นก็มีสิทธิลุ้น


EUR/USD เป็นคู่เงินที่มีสภาพคล่องและความผันผวนสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่เหมาะมากกับการแสวงหากำไรท่ามกลางความผันผวนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง นักลงทุนสามารถทำกำไรสินทรัพย์ตัวนี้ได้โดยตรงผ่านเครื่องมือ CFD – Contract for Difference ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนทำกำไรได้จากส่วนต่างของราคาและเป็นเครื่องมือไม่กี่ตัวที่ให้โอกาสนักลงทุนทำกำไรในตลาดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง นักลงทุนสามารถใช้เงินต้นน้อยเพื่อคาดหวังกำไรมากโดยอาศัยอัตราทดหรือ Leverage ช่วยขยายโอกาสในการทำกำไร แต่ก็จะขยายโอกาสการขาดทุนได้ด้วย 


การซื้อขาย CFD นักลงทุนควรเลือกโบรกเกอร์ที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น MiTrade 


 �� 

ทำไมต้องเทรดกับ MiTrade

 

 MiTrade เป็นโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลียที่ให้บริการ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) ผ่านระบบออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง  MiTrade กวาดมาแล้วทั้ง 'รางวัลแพลตฟอร์มเทรดบนมือถือที่ดีที่สุด' จาก Forex Awards ในปี 2019, 'รางวัลโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่เติบโตเร็วสุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2019 / 2020 , 'รางวัลแอพพลิเคชั่นเทรดฟอเร็กซ์ที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2020 และ 'รางวัลโบรกเกอร์ที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยม' จากเว็บไซต์ FxDailyInfo ในปี 2020


16087087747300

  MiTrade เป็นโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ เนื่องจาก MiTrade ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การควบคุมของ Australian Securities and Investments Commission (ASIC) และถือ Australian Financial Services Licence (AFSL 398528) การซื้อขายและการจัดการต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของทาง ASIC(วิธีการตรวจโบรกเกอร์ CFD)

และเงินทุนของท่านจะถูกเก็บแยกไว้ในบัญชีประเภททรัสต์ภายใต้ข้อกำหนดของประเทศออสเตรเลีย

16087080322480

   อำนวยเครื่องมือต่างๆให้ใช้ฟรี เช่น อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค,ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม, ปฏิทินทางเศรษฐกิจ

   ระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบและเครื่องมือจัดการความเสี่ยงให้ใช้ฟรี เช่น stop loss / trailing stop  

   แพลตฟอร์มการเทรดเน้นประโยชน์การใช้งานที่เรียบง่าย เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่

   เจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการเพื่อแก้ปัญหาและให้คำแนะนำ

   ไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นและด้วยการที่มีสเปรดต่ำ จะช่วยลดต้นทุนในการเทรด

   เลเวอเรจสูงสุดถึง 1:200


§§§ สำหรับเทรดเดอร์ที่สนใจลงทุนในทองคำ CFD MiTrade ได้จัดบัญชีทดลองเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 USD เพื่อให้ท่านฝึกฝนทักษะการเทรดโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 


 เปิดบัญชีทดลองเทรด >


โปรโมชั่น เพื่อตอบสนองลูกค้า MiTrade ได้จัดโปรโมชั่นรับโบนัสทดลองเทรด $50 USD และโบนัสฝากเงิน สุงถึง $3000 USD ด้วย เช็ครายละเอียด >>>


15952350578112

ส่งท้าย

แนวโน้มค่าเงินยูโร 2020 เป็นอีกสินทรัพย์หนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนทุกประเภทแม้จะไม่ได้ลงทุนในสินทรัพย์ตัวนี้โดยตรงก็ตาม เพราะการเคลื่อนไหวของ EUR/USD สะท้อนได้ทั้งภาพเศรษฐกิจของทั้งประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐและกลุ่มประเทศที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจการเมืองโลกอย่างสหภาพยุโรป ซึ่งทำให้เห็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมถึงเป็นภาพสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศทั้งสองอีกด้วย

 

แนวโน้มค่าเงินยูโร 2020 ยังน่าติดตามอย่างใกล้ชิด จากความผันผวนของตลาดท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว ผู้เขียนหวังว่าการวิเคราะห์แนวโน้มค่าเงินยูโร 2020 จะเป็นไกด์ให้กับนักลงทุนจัดการพอร์ตของตัวเองผ่านพ้นความผันผวนนี้ได้อย่างไม่บอบช้ำนัก





เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

Share this story