Mitrade Insights ทุ่มเทเพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลทางการเงินที่ครบถ้วน ทันเวลา และมีคุณค่ามากที่สุด เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าใจสถานการณ์ตลาดและคว้าโอกาสในการซื้อขายได้ทันท่วงที
    2021
    ผู้ให้บริการข่าวและการวิเคราะห์ที่ดีที่สุด
    FxDailyInfo
    2022
    แหล่งข้อมูลการศึกษา Forex ที่ดีที่สุดทั่วโลก
    International Business Magazine

    'ติดดอย'คืออะไรและป้องกันยังไง?

    4 นาที
    อัพเดทครั้งล่าสุด 12 ก.ค. 2566 02:56 น.

    “ติดดอย” ถือเป็นคำศัพท์ในวงการนักลงทุนที่ถูกพูดถึงกันบ่อยมาก จนทำให้หลายคนที่เพิ่งเข้ามาชิมลางการลงทุนที่ได้ยินครั้งแรกอาจจะสงสัยว่า ติดดอยนั้นหมายถึงอะไร แล้วทำไมนักลงทุนทุกคนถึงกลัวกับเจ้าคำว่าติดดอยนี้นัก แล้วถ้าเผลอติดอยู่บนดอยอันเหน็บหนาวแล้วต้องทำยังไงต่อไป มีวิธีป้องกันหรือหลีกเลี่ยงไหม 


    บทความนี้ทางผู้เขียนจึงได้รวบรวมเทคนิคดี ๆ เพื่อให้ทุกคนรู้จักกับคำว่า 'ติดดอย' คืออะไร พร้อมกับวิธีลงจากโดยแบบง่ายดายทำได้จริง ซึ่งมีประโยชน์สำหรับนักลงทุนรายใหม่และรายเก๋าแน่นอน หากพร้อมที่จะประสบความสำเร็จกับเส้นทางการลงทุนของคุณแล้ว มาไขคำตอบนั้นไปพร้อมกันเลยค่ะ

    'ติดดอย' คืออะไร?

    “ติดดอย” ถือเป็นคำศัพท์ในวงการนักลงทุนที่ถูกพูดถึงกันบ่อยมาก จนทำให้หลายคนที่เพิ่งเข้ามาชิมลางการลงทุนที่ได้ยินครั้งแรกอาจจะสงสัยว่า ติดดอยนั้นหมายถึงอะไร แล้วทำไมนักลงทุนทุกคนถึงกลัวกับเจ้าคำว่าติดดอยนี้นัก แล้วถ้าเผลอติดอยู่บนดอยอันเหน็บหนาวแล้วต้องทำยังไงต่อไป มีวิธีป้องกันหรือหลีกเลี่ยงไหม บทความนี้ทางผู้เขียนจึงได้รวบรวมเทคนิคดี ๆ เพื่อให้ทุกคนรู้จักกับคำว่าติดดอยให้มากยิ่งขึ้น พร้อมกับวิธีลงจากโดยแบบง่ายดายทำได้จริง ซึ่งมีประโยชน์สำหรับนักลงทุนรายใหม่และรายเก๋าแน่นอน หากพร้อมที่จะประสบความสำเร็จกับเส้นทางการลงทุนของคุณแล้ว มาไขคำตอบนั้นไปพร้อมกันเลยค่ะ

    ทำไมถึงติดดอย?

    1.  ซื้อหุ้นที่กำลังปรับราคาขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุ

    สถาการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นกับนักลงทุนที่ใช้ “อารมณ์” เข้ามาเป็นเล่นเป็นหลัก ทำให้ไม่ได้ศึกษาตลาดมากพอ และเลือกจะเชื่อบรรยากาศในตลาดมากกว่าข้อเท็จจริง


    ตัวอย่างเช่น หุ้นชื่อ ABC ตลอดเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา หุ้น ABC มีราคาขายอยู่ที่หุ้นละ 5 บาท ปริมาณการซื้อขายในตลาดแต่ละวันไม่เกิน 1 พันหุ้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย แต่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมาสูงถึง 5 บาท เป็น 6 บาท และขึ้นไปถึง 10 บาทได้ในที่สุด ด้วยบรรยากาศการซื้อขายที่คึกคักมาก อาจทำให้หลายคนเผลอใจไปซื้อที่ราคาปัจจุบันคือ 10 บาท เพราะคาดเดาว่าอัตราการขึ้นราคาต้องสูงและรวดเร็วแน่นอน เนื่องจากช่วงนี้กระแสของหุ้นตัวนี้กำลังดีมาก


    สมมติว่าซื้อหุ้น ABC ราคาหน่วยละ 10 บาท ซื้อไป 1,000 หุ้น เป็นเงิน 10,000 บาท แต่หลังจากนั้นหุ้นนี้ก็ปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว เหลือราคาต่อหน่วยเพียง 3 บาท จานั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับขึ้นมาอีกเลย


    นักลงทุนหลายคนคำนวณว่าหากขายตอนนี้ จะได้เงินกลับมา 3 x 1,000 = 3,000 บาท จากราคาทุน 10,000 บาท ถือว่าขาดทุนไป 7,000 บาท จึงเลือกที่จะถือต่อไปเพื่อรอให้ราคาหุ้นดีดตัวสูงขึ้น ซึ่งนี่คือการตัดสินใจรออยู่บนดอยเป็นที่เรียบร้อย


    2.  ซื้อหุ้นจากข่าวไม่ทราบแหล่งที่มา

    การเข้าซื้อหุ้นลักษณะนี้จะเป็นเมื่อนักลงทุนได้ข่าวสารที่ไม่ทราบที่มาชัดเจน เช่น ได้ยินมาว่าจะมีนักลงทุนรายใหญ่เข้าไปร่วมลงทุนกับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งทำให้กระแสเงินสดหมุนเวียนของบริษัทจะเพิ่มขึ้น เลยคาดเดาว่าจะทำให้ราคาหุ้นน่าจะปรับตัวสูงขึ้นได้ในอนาคต นักลงทุนส่วนใหญ่เมื่อรู้ว่ามีโอกาสทำกำไร ก็รีบเข้าซื้อโดยไม่ตรวจสอบที่มาของข่าว โดยกรณีนี้จะมาจากผู้ถือหุ้นจำนวนมากที่อยากขายหุ้น จึงทำการปั่นราคาหุ้น ด้วยการสร้างข่าวขึ้นมาเพื่อทำเป็นไวรัล แล้วด้วยยุคนี้เป็นยุคดิจิทัลที่ข่าวสารเผยแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่มีโอกาสเข้ามาซื้อหุ้นเป็นจำนวนมาก และราคาก็พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้เจ้าของหุ้นรายใหญ่นั้นมีโอกาสทำกำไรได้มหาศาล และเมื่อขายหุ้นหมดแล้ว ข่าวไวรัลต่าง ๆ ก็จะหายตามไป เช่นเดียวกันกับปริมาณซื้อขายในตลาดที่หดลง ราคาหุ้นไม่ขยับ จะขายก็ไม่มีคนซื้อแล้ว กลายเป็นว่านักลงทุนที่หลงเชื่อก็ต้องติดดอยอย่างจำใจ


    3.   ซื้อหุ้นดี แต่ซื้อตอนราคาแพง

    สถานการณ์นี้ยกตัวอย่างเช่น เราศึกษามาอย่างดีเลยว่าหุ้น MOE มีอัตราการเติบโตดีมาก โครงสร้างพื้นฐานก็จัดว่าดี คำนวณค่า P/E Ratio ที่ปรับสูงขึ้นพบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเคมาก ๆ จึงมั่นใจว่าซื้อไปแล้วต้องได้กำไรดีมากแน่นอน จึงซื้อเป็นจำนวนหุ้นที่เยอะ และบวกกับที่เข้าซื้อค่อนข้างช้าตอนที่ราคาหุ้นสูงแล้ว เมื่อเกิดสถานการณ์ที่ผู้บริหารของบริษัท MOE ออกมาประกาศว่าผลการดำเนินการนั้นเติบโตช้ามาก แย่กว่านั้นคือในอนาคตก็อาจหยุดเติบโตด้วย หากนักลงทุนอย่างเราขายออกไม่ทัน หรือยังถือคติว่า “ไม่ขาย = ไม่ขาดทุน” จึงไม่ยอมขาย ก็เข้าข่ายว่าคุณกำลัง “ติดดอย” เรียบร้อยแล้วค่ะ

    วิธีป้องกันการติดดอย

    1.   กำหนดจุด Stop Loss ให้ชัดเจน

    จุด Stop Loss คือ จุดหยุดขาดทุน ซึ่งนักลงทุนควรกำหนดจุดนี้ให้ตายตัวเมื่อทำการเข้าลงทุนทุกครั้ง วิธีการคำนวณจุด Stop Loss คือ นำ (%ที่ได้รับได้หากขาดทุน) x (ราคาที่เข้าซื้อ)


    ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อหุ้น UAA ที่ราคาหน่วยละ 20 บาท ตั้ง %ที่ได้รับได้หากขาดทุน (กำหนดได้เอง) = 5%


    ดังนั้นจะมีจุด Stop Loss = 5% x 20 จะได้เท่ากับ 1 บาท หมายความว่าเราในฐานะนักลงทุนจะยอมขาดทุนได้ที่ 1 บาท ดังนั้นหากหุ้น UAA ปรับตัวลงมาเหลือ 19 บาท (20-1)บาท แล้ว จะต้องทำการขายหุ้นนั้นทันที โดยจุด Stop Loss นั้นไม่ใช่จุดที่แต่ละคนจะตั้งเท่ากันทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรับความเสี่ยงรวมถึงความเต็มใจส่วนบุคคลด้วย


    2.    กำหนดจุดขายเพื่อทำ “กำไร” ทุกครั้ง

    สำหรับนักลงทุนสายเก็งกำไร หรือเล่น Day Trade ต้องถือคติว่าเข้าไวแล้วออกอย่างมีกำไร เนื่องจากหุ้นแบบนี้จะมีปริมาณการซื้อขายต่อวันสูง ทำให้ความผันผวนในตลาดนี้สูงตามไปด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะทำกำไรได้ เราต้องซื้อขายในระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อราคาหุ้นขยับขึ้นไปให้เราทำการขายทันที


    ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อหุ้น DEF ที่ราคา 5 บาท จำนวน 5,000 หุ้น คิดเป็นเงิน 5 x 5,000 = 25,000 บาท ให้เราวางกลยุทธ์ด้วยการตั้งจุดขายว่าจะขายเมื่อราคาหุ้นเป็นหน่วยละ 5.2 บาท พอราคาขยับไปแตะให้เรารีบขาย จะได้กำไรเท่ากับ (5.2 x 5,000) – (5 X 5,000) = 26,000 – 25,000 = 1,000 บาท โดยกลยุทธ์ดังกล่าวเรียกว่า Scalping หรือ เล่นรอบ นั่นเอง


    3.    ศึกษาพื้นฐานของหุ้นเสมอ

    คำกล่าวที่ว่าเลือกลงทุนในสิ่งที่เรามีความรู้ คือ คำกล่าวที่ไม่เกินจริงเลยค่ะ หากเพื่อน ๆ สนใจหุ้นหรือสินทรัพย์ตัวไหนอยู่ ก่อนที่จะแห่กันเข้าไปซื้อ บอกเลยว่าควร “ศึกษา” ก่อนทุกครั้ง ว่าหุ้นตัวนั้นมีพื้นฐานที่ดีไหม มีอนาคตและโอกาสเติบโตหรือไม่ โดยจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าธุรกิจนั้น ๆ มีผลการดำเนินงาน มีความสามารถในการทำกำไรได้ดี และที่สำคัญคือต้องซื้อหุ้นที่สอดคล้องกับราคาหุ้นด้วย อย่ามัวแต่ซื้อหุ้นตามกระแส เพราะการซื้อหุ้นตามอารมณ์ อาจทำให้ความใจร้อนของคุณตอนนี้ ทำให้คุณต้องร้อนใจในภายหลังได้


    4.    รู้จักกับการ “ถัวเฉลี่ย” เพื่อพ้นดอยอย่างง่ายดาย

    วิธีการถัวนั้นเป็นอีกหนึ่งเทคนิคดี ๆ ที่ทำให้คนที่ติดดอยมานานได้ลงดอยสมใจ โดยวิธีมีดังนี้ สมมติว่าซื้อหุ้นราคาหุ้นละ 1 บาท จำนวน 1,000 หุ้น คิดเป็น 1,000 บาท แล้วปรากฏว่าหุ้นตัวนี้ราคาลงหนักมาก แต่เราศึกษามาแล้วว่าหุ้นตัวนี้พื้นฐานดีมีอนาคต ราคาเหลือหุ้นละ 0.5 บาท กลายเป็นว่า เราเหลือเงิน 500 บาท และเราทำการช้อนซื้อเพิ่มที่นี้ อีก 2,000 หุ้น ด้วยเงิน 1,000 บาท รวมตอนนี้มีหุ้นทั้งหมด (1,000 + 2,000 = 3,000 หุ้น) สรุปคือ ลงทุนเงิน 2,000 บาท ได้หุ้น 3,000 หุ้น ดังนั้นต้นทุนอยู่ที่ 0.67 บาท/หุ้น เมื่อหุ้นเกิดการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 0.67 บาท จึงทำให้ได้กำไร และลงดอยได้แล้วค่า

    วันนี้เราได้พาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับ 'ติดดอย' แล้วว่า 'ติดดอย' คืออะไร ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังกลัวว่าตัวเองจะติดดอยไหมจนไม่กล้าลงสนามจริง แนะนำว่าให้ลองเปลี่ยน Mindset ในการลงทุนก่อน เพราะหากเทียบ “การจะไปติดดอย” กับ “การลงดอย” การลงดอยนั้นสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก อีกทั้งยังสามารถป้องกันได้อีกด้วย ตามเทคนิคต่าง ๆ ที่เราได้แนะนำข้างต้น เพราะการจะไปติดดอยได้นั้น ต้องผ่านการพิจารณาจากเราค่อนข้างเยอะ กว่าที่จะมีการตัดสินใจไปเลือกซื้อตอนหุ้นราคาสูงแล้ว อีกทั้งยังต้องอาศัยการสร้างกระแสให้ตลาดเป็นไวรัลด้วย 



    บทความที่คุณอาจจะสนใจด้วย >> 

    *** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา


    การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

    บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่?
    บทความที่เกี่ยวข้อง