เทรดฟอเร็กซ์ การเทรด สกุลเงินดิจิตอล สินค้าโภคภัณฑ์ CFD ดัชนี การลุงทุน แพลตฟอร์มการเทรด เรียนรู้การเทรด มุมมองเชิงลึก หุ้น

เทรด Forex ทองคำ Bitcoin และตราสารอื่น ๆ ออนไลน์

S&P 500 คืออะไรและ S&P 500 ซื้อยังไง?
น้ำอุ่น
2020-01-21 24973

S&P 500คืออะไร

S&P 500 เป็นดัชนีชี้วัดชั้นนำและเป็นหนึ่งในเกณฑ์มาตรฐานที่แพร่หลายที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ


บทความนี้จะพานักลงทุนทำความรู้จักกับดัชนีหุ้นสหัฐ S&P 500 รวมถึง S&P 500 คืออะไร, S&P 500 คำนวณอย่างไร, รายชื่อหุ้นใน S&P 500, S&P 500 และ Dow Jones แตกต่างกันอย่างไร, ทำใมต้องลงทุนใน S&P 500 และ S&P 500 ซื้อยังไงนะครับ

เนื้อหาบทความ [ซ่อน]
S&P 500 คืออะไร

S&P 500 คือ ดัชนีตลาดหุ้นที่ติดตามหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐจำนวน 500 แห่ง ซึ่งแสดงถึงผลประกอบการของตลาดหุ้นโดยการรายงานความเสี่ยงและผลตอบแทนของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด นักลงทุนใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานของตลาดโดยรวมซึ่งเป็นการเปรียบเทียบการลงทุนอื่น ๆ ทั้งหมด


S&P 500 เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2500 โดย Standard & Poor S&P ย่อมาจาก Standard and Poor ซึ่งเป็นชื่อของบริษัทการเงินผู้ก่อตั้งสองแห่ง


ในฐานะดัชนีตลาดหุ้น ดัชนี S&P 500 ถือเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุด โดยติดตามบริษัทขนาดใหญ่ 500 บริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจเหล่านี้จะต้องจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NASDAQ, BATS หรือ Investors Exchange

 

การผสมผสานของอุตสาหกรรมที่ประกอบไปด้วยรายชื่อ S&P 500 มักสะท้อนถึงทิศทางทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลดัชนีปี 2560 เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลุ่มผู้นำที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา


แม้ว่าดัชนี Dow Jones จะเป็นดัชนีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด แต่นักลงทุนมักจะมองไปที่ S&P 500 เมื่อต้องการประเมินว่าตลาดโดยรวมเป็นอย่างไร ดังนั้นดัชนีนี้จึงถือเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐ


ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ให้ผลตอบแทนที่ 11.09% ต่อปี ณ วันที่ 14 มกราคม 2563 มีผลตอบแทนนับจากต้นปีถึงเวลาปัจจุบัน (YTD) อยู่ที่ 26.65%

S&P 500 ทำงานอย่างไร

S&P 500 ติดตามดัชนีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัทต่างๆ มูลค่าตามราคาตลาด (Market cap) คือมูลค่ารวมของหุ้นทั้งหมดที่บริษัทออกให้ ซึ่งคำนวณโดยการคูณจำนวนหุ้นที่ออกให้ด้วยราคาหุ้น บริษัทที่มีมูลค่าตลาดที่  100 พันล้านเหรียญสหรัฐจะได้รับฐานะการเป็นตัวแทน 10 เท่าเมื่อเทียบกับบริษัทที่มีมูลค่าตลาดเท่ากับ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าตลาดรวมของ S&P 500 อยู่ที่ 23.5 ล้านล้านเหรียญ โดยมีมูลค่าเป็น 80% ของมูลค่าของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

ทั้งนี้ดัชนีคิดมาจากการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของบริษัท โดยจะวัดเฉพาะหุ้นที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่นับรวมกลุ่มที่มีการควบคุม บริษัทอื่น หรือหน่วยงานของรัฐ

 

คณะกรรมการจะทำการคัดเลือกบริษัทในดัชนี 500 แต่ละแห่งโดยพิจารณาจากสภาพคล่อง ขนาด และชนิดของอุตสาหกรรม โดยมีการปรับสมดุลของดัชนีเป็นรายไตรมาสในเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม สำหรับบริษัทที่จะมีคุณสมบัติเป็นดัชนีได้นั้น บริษัทจะต้องอยู่ในสหรัฐอเมริกาและมีมูลค่าทางการตลาดอย่างน้อย 6.1 พันล้านเหรียญ และอย่างน้อย 50% ของหุ้นของบริษัทจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณชน ราคาหุ้นต้องมีมูลค่าอย่างน้อย 1 ดอลลาร์ต่อหุ้น จะต้องยื่นรายงานประจำปี 10-K และอย่างน้อย 50% ของสินทรัพย์ถาวรและรายได้จะต้องอยู่ในสหรัฐอเมริกาและท้ายที่สุดจะต้องมีผลกำไรเป็นบวกอย่างน้อยสี่ไตรมาสติดต่อกัน

 

หุ้นจะต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก Investors Exchange, NASDAQ หรือ BATS ไม่สามารถทำการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายกันเองโดยตรง (over-the-counter) หรือทำการซื้อขายนอกตลาด (pink sheet) ได้

S&P 500 คำนวณอย่างไร

S&P 500 ใช้วิธีการถ่วงน้ำหนักมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market cap) โดยให้การจัดสรรเปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าให้กับ บริษัท ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดมากที่สุด 

15984921251705

รายชื่อหุ้นใน S&P 500

รายชื่อหุ้นใน S&P 500 รวมไปถึง 500 หุ้นสามัญของบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมต่างๆ ของสหรัฐ บริษัทที่ติด 20 อันดับแรกใน S&P 500 ณ วันที่ 31 สิงหา 2020 ตามนี้


# ชื่อบริษัท

1 Apple Inc.

2 Microsoft Corporation

3 Amazon.com Inc.

4 Facebook Inc. Class A

5 Alphabet Inc. Class A

6 Alphabet Inc. Class C

7 Berkshire Hathaway Inc. Class B

8 Johnson & Johnson

9 Visa Inc. Class A

10 Procter & Gamble Company

11 NVIDIA Corporation

12 Home Depot Inc.

13 JPMorgan Chase & Co.

14 Mastercard Incorporated Class A

15 UnitedHealth Group Incorporated

16 Verizon Communications Inc.

17 Walt Disney Company

18 PayPal Holdings Inc

19 Adobe Inc.

20 Pfizer Inc.


รายละเอียดของรายชื่อองค์ประกอบของ S&P 500 สามารถเช็คได้ที่นี่


การปรับโฉมหน้าของอุตสาหกรรม S&P 500 สะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจ อ้างอิงจากดัชนี S&P ดาวโจนส์ ณ วันที่ 14 มกราคม 2563 โดยมีการแบ่งกลุ่ม S&P 500 ดังนี้คือ

 

เทคโนโลยีสารสนเทศ

23.2%

บริการด้านสุขภาพ14.2%
การเงิน13%
บริการการสื่อสาร10.4%
สินค้าอุปโภคบริโภคชนิดฟุ่มเฟือย9.8%
กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม9.1%
สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น7.2%
พลังงาน4.3%
สาธารณูปโภค3.3%
อสังหาริมทรัพย์2.9%
วัสดุก่อสร้าง2.7%



S&P 500 และ Dow Jones แตกต่างกันอย่างไร

DJIA หรือ Dow Jones เป็นดัชนีตลาดหุ้นอีกตัวหนึ่งที่มีบริษัทขนาดใหญ่ ข้อแตกต่างที่สำคัญของ S&P 500 และ Dow Jones มีดังนี้


·  Dow Jones ประกอบด้วยบริษัทเพียง 30 แห่งซึ่งแต่ละบริษัทถือเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

·  Dow Jones จะถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้นของแต่ละบริษัท ไม่ใช่ตามมูลค่าราคาตลาดซึ่งหมายความว่าบริษัทที่มีราคาหุ้นสูงกว่าจะได้รับน้ำหนักมากกว่า ดัชนีคำนวณโดยการบวกราคาหุ้นของทั้ง 30 บริษัท ปรับน้ำหนักแล้วหารด้วยค่าคงที่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเรียกว่า Dow Divisor

ทำใมต้องลงทุนใน S&P 500

ในการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Berkshire ในเดือนพฤษภาคม 2551 ผู้ถือหุ้นถามว่า:


"คุณบัฟเฟตต์และมิสเตอร์มังเกอร์ (หุ้นส่วนของบัฟเฟตต์) หากคุณอายุเพียง 30 ปีและไม่มีทรัพยากรทางการเงินอื่น ๆ ที่คุณสามารถพึ่งพาก็คืองานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพและคุณไม่สามารถลงทุนได้ทุกวัน สมมติว่าคุณมีเงินทุนเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในหนึ่งปีครึ่งต่อำป งั้นหนึ่งล้านแรกของคุณจะลงทุนอย่างไร โปรดบอกประเภทสินทรัพย์และอัตราส่วนการจัดสรรที่เฉพาะเจาะจง”


บัฟเฟตต์ตอบว่า "ผมจะลงทุนเงินทั้งหมดของผม ในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำที่ติดตามดัชนี S&P 500 จากนั้นก็พยายามทำงานต่อไป"


16045710854266

ภาพนี้คือกราฟแนวโน้มของดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯซึ่งประสบกับภาวะฟองสบู่ทางอินเทอร์เน็ตในปี 2543 การโจมตีของผู้ก่อการร้ายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2551 วิกฤติทางการเงินในปี 2551 วิกฤตหนี้ในยุโรปในปี 2555 ตลาดหุ้นจีนพังในปี 2558 สงครามการค้าระหว่างจีน - สหรัฐฯในปี 2561 และไวรัสโคโรน่าล่าสุดนี้ ดัชนี S&P 500 ก็ยังคงอยู่ระดับสูง


16045712007837

และเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อตลาดทางการเงินล่าสุดนี้ก็คงเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ พ.ศ. 2563 ตอนนี้ทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกกำลังรอผลอยู่ ดูจากภาพกราฟด้านบน ตอนนี้ S&P 500 ไป uptrend เรื่อยๆ 


16045730594570

และจาก ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวม ของ S&P 500 ก็เห็นได้เลยว่าความเชื่อมั่นในการซื้อ S&P 500 คือ 100 % เลย


บอกได้เลยว่า ม่ว่าใครจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีก็ดี ดัชนี S&P 500 ก็มีความคาดหวังที่จะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นโอกาสการเทรดที่ดีมากโดยเฉพาะเทรดเดอร์ที่ชื่นชอบรูปแบบการเก็งกำไรในระยะสั้น


เทรด S&P 500 เดี๋ยวนี้ >>>      

  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล
S&P 500 ซื้อยังไง

นักลงทุนสามารถซื้อ S&P 500 Index ยังไงเพื่อทำกำไรได้? ที่จริง S&P 500 ไม่ใช่บริษัท แต่เป็นรายชื่อบริษัท ดังนั้น เราจะไม่สามารถซื้อหุ้น S&P 500 ได้ แต่เราสามารถซื้อกองทุนหรือตราสารอนุพันธ์ที่ใช้ NASDAQ 100 Index เป็นดัชนีอ้างอิง เช่นกองทุน SCBS&P500, ตราสารอนุพันธ์ S&P 500 Index Futures หรือ S&P 500 CFD 


กองทุน S&P 500 จะเหมาะกับนักลงทุนที่ชื่นชอบการลงทุนแบบยะระยาว และS&P 500 Index Futures เหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินทุนจำนวนมากและมีความรู้ในตลาดการเงินอย่างมาก สำหรับนักลงทุนที่แสวงหาวิธีการลงทุนที่ง่ายกว่า มีเงินทุนน้อยแต่ต้องการเก็งกำไรจากความเคลื่อนไหวจาก S&P 500 Index ในระยะสั้น ผมขอแนะนำเทรด S&P 500 Index ผ่าน CFD นะครับ


�CFD คืออะไร?

CFD หรือสัญญาซื้อขายส่วนต่าง ย่อมาจาก Contract of Difference เป็นตราสารอนุพันธ์เสนอความได้เปรียบด้านอัตราทด (Leverage) ให้กับเทรดเดอร์ ทำให้เทรดเดอร์สามารถวางเงินเพียงจำนวนหนึ่งแต่ก็ยังจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับการซื้อขายสินค้านั้นจริง ๆ และนับเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีความคล่องตัวสูง เพราะเทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องถือครองสินค้าแต่เป็นสัญญาที่ทำการซื้อขายได้ทันทีเพียงส่งคำสั่งซื้อขาย โดยนักลงทุนสามารถถือสถานะซื้อ (คาดเดาว่าราคาจะขึ้น) หรือสถานะขาย (คาดเดาว่าราคาจะลดลง) ถือเป็นรูปแบบการลงทุนระยะสั้นเนื่องจากเทรดภายในกรอบเวลาที่สั้นลง  


★ ตัวอย่าง

-  หากคุณคิดว่ากราฟ S&P 500 จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คุณเปิดสถานะซื้อ ถ้ากราฟ S&P 500 เพิ่มขึ้นไปตามที่คุณคาด คุณปิดสถานะได้กำไร


-  หากคุณคิดว่ากราฟ S&P 500 จะมีแนวโน้มลดลง คุณเปิดสถานะขาย ถ้ากราฟ S&P 500 ลดลงไปตามที่คุณคาด คุณปิดสถานะได้กำไร      


15984082158166

ด้วยเลเวอเรจ 1:200 คุณเพียงฝากเงินมาร์จิ้น $17.74 ไว้ก็สามารถเปิดคำสั่ง S&P 500 ขนาด 1 ล็อตที่มีมูลค่า $3547.8 ได้แล้ว


15990390673189

รายการ

เทรดแบบไม่มีเลเวอเรจ

เทรดแบบมีเลเวอเรจ

เลเวอเรจ

0

1:200

ราคาเปิด

3547.8 USD

3547.8 USD

ราคาปิด

3647.8 USD

3647.8 USD

ขนาดการซื้อขาย                

1  ล็อต

1  ล็อต

เงินทุนเริ่มต้น             

3547.8 USD

17.74 USD

กำไรที่ได้

100 USD

100 USD

อัตราผลตอบแทน

3%

564%

�ข้อดีของ CFD 

สรุปคือการเทรด S&P 500 ผ่าน CFD ทำให้เทรดเดอร์มีความได้เปรียบกว่าเครื่องมืออื่น ๆ หลายอย่างดังนี้


1.       เพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้

การเทรด CFD คือการทำกำไรจากส่วนต่างของราคา ทำให้เทรดเดอร์สร้างผลกำไรได้ทั้งราคาสินค้าที่เป็นขาขึ้นและขาลง โดยเลือกการเปิดสถานะซื้อ เมื่อคาดว่าราคาเป็นขาขึ้น และทำกำไรจากการซื้อถูกขายแพง ขณะที่หากมองว่าราคาเป็นขาลงก็เปิดสถานะขาย เพื่อทำกำไรจากการขายแพงไปก่อนแล้วค่อยซื้อกลับในราคาถูก


2.       ใช้เงินทุนน้อย 

การซื้อขายสินค้าปกติเทรดเดอร์อาจต้องใช้เงินขั้นต่ำหลายพันดอลลาร์ แต่การเทรด CFD ทำให้เทรดเดอร์วางเงินแค่บางส่วนและเลือกขนาดเงินลงทุนได้โดยเลือกจำนวน Lot size และสำหรับการเทรดดัชนีหุ้นแต่ละโบรกจะมีขั้นต่ำแตกต่างกันไป 


3.       อาศัยอัตราทดเพิ่มสัดส่วนของผลกำไร 

ถึงแม้เทรดเดอร์จะใช้เงินทุนจำนวนน้อยก็ไม่ได้หมายความว่าโอกาสทำกำไรจะน้อยลงไปด้วย เพราะเครื่องมืออย่าง CFD มีจุดเด่นที่การใช้อัตราทดทำให้เทรดเดอร์สร้างผลกำไรได้ไม่ต่างจากการซื้อขายสินค้าจริง


4.       มีช่วงเวลาซื้อขายยืดหยุ่น 

ดัชนีหุ้น CFD มีการซื้อขายแทบจะตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน และตลอด 5 วันต่อสัปดาห์ CFD เป็นอีกเครื่องมือตัวหนึ่งที่เปิดให้เทรดเดอร์ทำการซื้อขายสินค้าตัวนี้ได้ตลอดเวลาตามการซื้อขายในตลาดโลกโดยที่ไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเทรดเดอร์ด้วยเวลาการเทรดที่ยืดหยุ่น


�ข้อเสียของ CFD 

การลงุทนทุกรูปแบบย่อมมีข้อดีและข้อเสีย การเทรด CFD ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ อัตราทด (Leverage) ที่เป็นจุดเด่นของเครื่องมือนี้เป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง คือสามารถช่วยเพิ่มขยายผลกำไรเช่นเดียวกันกับผลขาดทุน ดังนั้น นักลงทุนควรบริหารความเสี่ยงให้ดีๆ เช่น หลีกเลี่ยงใช้เลเวอเรจสูงเกิน, ใช้เครื่องมือจัดความเสี่ยงต่างๆ อาทิ stop loss / trailing stop และ เลือกโบรกเกอร์ที่อำนวยระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบ(จะทำให้ยอดคงเหลือของคุณไม่มีวันจะติดลบได้) เป็นต้น


�เทรด CFD กับโบรกเกอร์ไหนดี?

ปัจจุบันมีโบรกเกอร์ CFD มากมายในตลาดให้เลือกใช้ แต่เทรดเดอร์ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเงินทุน ความสะดวก และต้นทุนการเทรดก่อนตัดสินใจเลือกโบรเกอร์สักโบรกหนึ่งมาเป็นพาร์ทเนอร์ด้วย หลักเกณ์ในการเลือกโบรกเกอร์ CFD มีดังนี้


●  ความน่าเชื่อถือ ความน่าเชื่อถือของโบรกเกอร์ CFD เป็นหลักการแรกในการเลือกโบรกเกอร์ เงินทุนของคุณจะได้ฝากถอนปกติและไม่ต้องกังวลเรื่องโดนโกง หรือโบรกเกอร์หนี


●  ค่าคอมมิชชั่น&สเปรด สองอย่างนี้เป็นต้นทุนอย่างหนึ่งในการเทรดและนักลงทุนไม่ควรมองข้ามเลย เพราะถึงจะเป็นจำนวนเล็กน้อยแต่การซื้อขายหลายครั้งจะทำให้จำนวนน้อย ๆ นี้กลายเป็นต้นทุนที่มากขึ้นได้


●  อินเตอร์เฟซ  อินเตอร์เฟซที่เข้าถึงง่าย ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนจะทำให้กระบวนการเทรดรวดเร็วและราบรื่นมากขึ้น


●  เครื่องมือต่างๆ  โบรกเกอร์ที่ดีจะอำนวยเครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือช่วยเทรดหรือเครื่องมือจัดความเสี่ยง เช่น กราฟแบบเรียลไทม์ เครื่องมือจัดความเสี่ยงต่าง อาทิ stop loss / trailing stop และระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบให้ใช้ฟรี 


●  บริการลูกค้า เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่การเทรดทุกอย่างจะราบรื่นไปได้ตลอด การบริการลูกค้าหรือช่วงเวลาให้บริการจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะสามารถบริการลูกค้าได้ทันท่วงที และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องดูเช่นกัน


●  บัญชีเทรดทดลอง บางโบรกจะมีบัญชีให้ทดลองเทรดเพื่อให้นักลงทุนคุ้นเคยตลาด CFD และฝึกฝนทักษะการเทรดโดยไม่ต้องวางเงินจริง ซึ่งอันนี้สำคัญมากต่อนักลงทุนมือใหม่


●  โปรโมชั่น นักลงทุนควรศึกษาโปรโมชั่นโดยเฉพาะโปรโมชั่นสำหรับผู้เปิดบัญชีใหม่และโปรโมชั่นฝากเงิน เพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่ควรได้ไป


ซึ่งเราพร้อมที่จะเสนอโบรกเกอร์ CFD สัญชาติออสเตรเลีย - MiTrade ให้กับนักลงทุนทุกท่านแล้ว!!


��

ทำไมถึงเทรดกับ MiTrade  

   MiTrade เป็นโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลียที่ให้บริการ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) ผ่านระบบออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง  MiTrade กวาดมาแล้วทั้ง 'รางวัลแพลตฟอร์มเทรดบนมือถือที่ดีที่สุด' จาก Forex Awards ในปี 2019, 'รางวัลโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่เติบโตเร็วสุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2019 / 2020 , 'รางวัลแอพพลิเคชั่นเทรดฟอเร็กซ์ที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2020 และ 'รางวัลโบรกเกอร์ที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยม' จากเว็บไซต์ FxDailyInfo ในปี 2020


16045719552214

  MiTrade เป็นโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ เนื่องจาก MiTrade ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การควบคุมของ Australian Securities and Investments Commission (ASIC) และถือ Australian Financial Services Licence (AFSL 398528) การซื้อขายและการจัดการต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของทาง ASIC(วิธีการตรวจโบรกเกอร์ CFD)

และเงินทุนของท่านจะถูกเก็บแยกไว้ในบัญชีประเภททรัสต์ภายใต้ข้อกำหนดของประเทศออสเตรเลีย

15984286554089

   อำนวยเครื่องมือการเทรดต่างๆ ให้ใช้ฟรี เช่น อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค, ปฏิทินทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

   มีระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบและเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ ให้ใช้ฟรี เช่น stop loss / trailing stop เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมความเสียงในการเทรดได้มากขึ้น

   ให้เลเวอเรจสูงสุดคือ 1:200 ถือว่าไม่ต่ำและไม่สูงมากด้วย 

   มีแพลตฟอร์มการเทรดที่พัฒนาขึ้นมาเอง เน้นประโยชน์การใช้งานที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่อย่างมาก

   มีเจ้าหน้าที่คนไทยให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการเพื่อแก้ปัญหาและให้คำแนะนำ

   MiTrade ไม่เก็บค่าคอมมิชชั่น และด้วยการที่มีสเปรดต่ำ จะช่วยลดต้นทุนในการเทรด


ยังมือใหม่? ไม่เป็นไร! MiTrade ได้จัดบัญชีทดลองเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 USD เพื่อให้ท่านฝึกฝนทักษะการเทรด CFD โดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 


 เปิดบัญชีเทรดทดลอง >


*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา โปรดทราบว่าท่านจะไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์


เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

Share this story