เทรดฟอเร็กซ์ การเทรด สกุลเงินดิจิตอล สินค้าโภคภัณฑ์ CFD ดัชนี การลุงทุน แพลตฟอร์มการเทรด เรียนรู้การเทรด มุมมองเชิงลึก หุ้น

เทรด Forex ทองคำ Bitcoin และตราสารอื่น ๆ ออนไลน์

แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ 2563: จุดวัดใจของพญาอินทรีย์
เกริ่นนำ

หากจะพูดถึงสินทรัพย์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดชนิดหนึ่งของโลก นอกจากน้ำมันและทองคำแล้วก็คงหนีไม่พ้นค่าเงินดอลลาร์ที่นอกจากจะมีฐานะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ Safe Heaven อย่างหนึ่งแล้ว ยังพ่วงมาด้วยฐานะค่าเงินทรงอิทธิพลที่สามารถทำการซื้อขายสินค้าได้ทั่วโลก ในแบบที่แม้แต่สินทรัพย์อย่างน้ำมันหรือทองคำยังต้องทำการซื้อขายบนฐานของเงินดอลลาร์เลย เมื่อค่าเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ที่มีอิทธิพลต่อโลกการเงินและการลงทุนสูงมากขนาดนี้ ก็หนีไม่พ้นเลยที่เราจะมาคุยกันเรื่องแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ 2563 ว่าปีนี้สินทรัพย์ตัวนี้จะมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างไรได้บ้าง มีปัจจัยไหนน่าจับตามอง และนักลงทุนควรต้องเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไรให้กำไรและหลีกเลี่ยงการขาดทุนที่จะเกิดขึ้น ตามไปดูกันเลย

เนื้อหาบทความ [ซ่อน]
Dollar Index: เครื่องมือช่วยชี้วัดแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ 2563

เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทค่าเงินไม่ได้มีค่าในตัวของมันเอง แต่ค่าหรือมูลค่าของค่าเงินหนึ่ง ๆ จะขึ้นอยู่กับการเปรียบเทียบ เช่น เปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าก็เรียกเป็นอัตราเงินเฟ้อ หรือหากเป็นการเปรียบเทียบกับค่าเงินอื่น ๆ ก็จะเรียกเป็นคู่เงิน เช่น GBP/USD หรือ JPY/USD แต่การเปรียบเทียบคู่เงินหรืออัตราเงินเฟ้อก็เป็นการชี้วัดมูลค่าของค่าเงินหนึ่ง ๆ ได้อย่างจำกัด คือ แค่เทียบกับราคาสินค้าทั่วไป หรือ เทียบกับค่าเงินอื่น ๆ เท่านั้น มีการนำระบบคำนวณมูลค่าแบบตะกร้าเงินมาใช้เพื่อลดข้อจำกัดนี้


การวัดค่าของค่าเงินดอลลาร์ มีระบบตะกร้าเงินที่ใช้วัดมูลค่าที่เรียกว่า Dollar Index หรือ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้การเฉลี่ยน้ำหนักสกุลเงินต่าง ๆ 6 สกุลเงิน เพื่อบ่งบอกการเคลื่อนไหวของกระแสเงินดอลลาร์และแนวโน้มการเคลื่อนย้ายเงินทุนในสินทพรัพย์ต่าง ๆ ซึ่ง Dollar Index มีน้ำหนักในการถ่วงน้ำหนักเป็นค่าเงินยูโร (EUR) 57.6%, ค่าเงินเยน (JPY) 13.6%, ค่าเงินปอนด์ (GBP) 11.9%, ค่าเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) 9.1%, ค่าเงินโครนาสวีเดน (SEK) 4.2%, และค่าเงินฟรังซ์สวิส (CHF) 3.6% โดยกำหนดให้ Dollar Index มีค่าฐานอยู่ที่ 100

 

จากสูตรการคำนวณ USDX = 50.14348112 × EUR/USD^(-0.576) × USD/JPY^(0.136) × GBP/USD^(-0.119) × USD/CAD^(0.091) × USD/SEK^(0.042) × USD/CHF^(0.036) จะเห็นได้ว่าถ้า EUR/USD แข็งค่าขึ้น จะทำให้ Dollar Index คำนวณออกมาได้ค่าลดลง แสดงว่าค่าเงินดอลลาร์กำลังอ่อนค่าลงไป ในทางกลับกันหากคู่เงินอื่น ๆ ในตะกร้าอ่อนค่าลง เมื่อคำนวณ Dollar Index ออกมาจะให้ค่าสูงขึ้น นั่นแสดงว่าค่าเงินดอลลาร์กำลังแข็งค่า ซึ่งหมายถึงดอลลาร์กำลังมีอำนาจซื้อมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินสกุลอื่น ๆ ในโลก 


ข้อสังเกตหนึ่งในการใช้ Dollar Index เป็นเครื่องมือช่วยชี้วัดแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์คือ สกุลเงินต่าง ๆ ที่นำมาถ่วงน้ำหนักในตะกร้า Dollar Index นั้นถ่วงน้ำหนักตามความสำคัญและผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจการเมืองของโลก จะเห็นได้ว่ามีการถ่วงน้ำหนักค่าเงินยูโรในน้ำหนักที่มาก แน่นอนว่าเพราะสหภาพยุโรปประกอบด้วยประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างเยอรมัน ฝรั่งเศส และประเทศแถบสแกนดิเนเวียร์ แม้บางประเทศจะไม่ได้ใช้ค่าเงินยูโรก็ตาม แต่ปัจจุบันประเทศมหาอำนาจที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือการเติบโตขึ้นของเศรษฐกิจจีน ซึ่งการถ่วงน้ำหนักค่าเงินในรูปแบบ Dollar Index ยังไม่ได้มีการปรับปรุง จึงเป็นจุดอ่อนที่อาจทำให้การใช้เครื่องมือนี้มีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ดีในปัจจุบันทั่วโลกยังนิยมใช้เครื่องมือนี้ในการวิเคราะห์แนวโน้มการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์อยู่


ดูเพิ่มเติม US Dollar Index คืออะไร? ทางเลือกใหม่ในการลงทุน US Dollar Index

ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินดอลลาร์

ดอลลาร์สหรัฐเป็นสกุลเงินที่ได้รับการยอมรับและถูกใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าทั่วโลก มีอิทธิพลต่อทั้งเป็นสกุลเงินกลางของการซื้อขายสินค้าทั่วโลก สามารถบ่งบอกกระแสเงินการลงทุนในประเทศต่าง ๆ ได้ รวมถึงแม้แต่ราคาของทองคำหรือน้ำมันที่เป็นสินค้าทรงอิทธิพลของโลกก็ยังมีหน่วยวัดเป็นค่าเงินดอลลาร์ แต่ค่าเงินดอลลาร์กลับมีความพิเศษจากค่าเงินอื่น ๆ ตรงที่ว่า เป็นเพียงสกุลเงินเดียวที่ไม่จำเป็นต้องมีเงินสำรองในการเป็นทุนหนุนหลังค่าเงิน แสดงถึงความเชื่อมั่นของคนทั่วโลกต่อสกุลเงินนี้ จนยกให้เป็นสินค้าอีกอย่างที่อยู่ในฐานะ Safe Heaven หรือ สินทรัพย์ปลอดภัย

 

ด้วยความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่งในทุก ๆ ด้านของอเมริกาทำให้ค่าเงินดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินที่เป็นตัวกลางได้รับความนิยมไปทั่วโลก แต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ค่าเงินดอลลาร์เกิดความผันผวน มีอ่อนค่าหรือแข็งค่าสลับกันไปตามสภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีความผันผวนหรือเปลี่ยนแปลงไปก็คือ Demand และ Supply ของเงินดอลลาร์นั่นเอง


ในส่วนของ Supply ของเงินดอลลาร์ หรือฝั่งผู้ที่เสนอเงินดอลลาร์ออกมาในตลาดมีเพียงรายเดียวคือธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED ที่จะเป็นคนผูกขาดการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาใช้ ลองสังเกตย้อนหลังกลับไปในช่วงปี 2010-2013 ที่ธนาคารกลางสหรัฐทำ QE อย่างเข้มข้น (ดูเพิ่มเติม QE คืออะไร?) เป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบโดยการพิมพ์เงินออกมาทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วและยาวนาน เพราะธนาคารกลางสหรัฐยังคงมาตรการนี้อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสี่ปี 


การคาดการณ์แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์จากปัจจัยฝั่ง Supply แบบนี้ดูไม่ซับซ้อนนัก ต่างจากปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์จากฝั่ง Demand ที่มีทั้งปัจจัยที่ชี้วัดได้อย่างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ และปัจจัยที่ชี้วัดอย่างแน่นอนลงไปไม่ได้อย่างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งผู้เขียนพอจะจำแนกปัจจัยฝั่ง Demand ที่ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ได้เป็น 3 ส่วน คือ


1) Productivity หรือ ความสามารถในการผลิตสินค้าของประเทศ ตัวนี้จะบ่งบอกความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศว่าผลิตสินค้าเป็นที่ต้องการของตลาดโลกได้ไหม ประเทศอื่นต้องการซื้อของจากประเทศนี้หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่การค้าระหว่างประเทศ และเมื่อการค้าระหว่างประเทศที่คึกคักเพิ่มขึ้นหมายถึงการที่มีเงินเข้าประเทศ และอีกทางหนึ่งคือความต้องการใช้เงินในรูปของเงินดอลลาร์จะเพิ่มขึ้นด้วย 


2) Stability หรือ ความมีเสถียรภาพของระบบการเงิน ว่าหากนักลงทุนถือเงินหรือลงทุนในเงินสกุลดอลลาร์ต่อไป จะมีการการันตีมูลค่าของเงินดอลลาร์ได้หรือไม่ว่าจะไม่เสื่อมค่าเร็วจนเกินไปด้วยปัจจัยอย่างเงินเฟ้อ หรือการเสื่อมค่าของสกุลเงิน หากนักลงทุนมองว่าความมีเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์กำลังลดลงก็จะเลือกลดการถือครองหรือลงทุนในสกุลเงินนี้ลง และปัจจัยข้อสุดท้าย


3) Trust ความเชื่อมั่นต่อค่าเงิน ส่วนนี้อาจจะไม่ได้หมายถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเงินอย่างเดียว แต่หมายรวมถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโต การยังคงดำรงอิทธิพลของความเป็นมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อไปได้ ซึ่งประเทศที่ยังคงเป็นมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองย่อมหมายถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะต้องขยายตัวครอบคลุมไปทั่วโลก ทำให้ความต้องการใช้เงินสกุลนี้เป็นไปอย่างกว้างขวาง


จุดวัดใจ: อเมริกาในฐานะผู้นำทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก

เดิมอเมริกาเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งทั้งสามด้าน ไม่ว่าจะเป็น ความสามารถในการผลิตสินค้า อเมริกาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีมากมายทั้งสินค้าเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่มีการผูกขาดและสินค้าเกษตรทั่วไปที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจนสามารถผลิตได้ในต้นทุนที่ต่ำ เป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเงินสูงเพราะนับเป็นประเทศที่มั่งคั่งแห่งหนึ่งของโลก การดำเนินนโยบายทางการเงินและการคลังเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังคงเป็นไปอย่างดี แม้แต่ในครั้งที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ การฟื้นตัวก็กลับมาได้เร็วกว่าการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งยังได้รับความเชื่อมั่นให้เป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจและการเมืองของโลกโดยที่หาคู่แข่งมาเทียบชั้นด้วยยาก แต่สถานการณ์ในปัจจุบันของอเมริกาอาจไม่เป็นแบบนั้นเพราะปัจจัยทั้งสามด้านที่อเมริกาเคยมีความแข็งแกร่งกำลังถูกท้าทาย


1) การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ในปี 2563 กระทบไปถึงความสามาระในการผลิตสินค้าของประเทศ การแพร่ระบาดของไวรัสทำให้คนล้มป่วย ซึ่งหมายถึงกำลังแรงงานในระบบจะลดลง และเมื่อบวกรวมกับการปิดโรงงานเพื่อชะลอการระบาดก็ทำให้ภาคการผลิตของอเมริกากำลังชะลอตัว จากตัวเลข PMI เมื่อต้นปีที่ยังอยู่ในระดับ 51-52 กลับมาอยู่ในระดับ 30 ปลาย ๆ ถึง 40 นับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ด้วยกลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกราว 2.55 ล้านคน การติดเชื้อที่กระจายเป็นวงกว้างแบบนี้ยังส่งผลต่อความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจที่ต้องทุ่มเม็ดเงินลงไปยังการแพทย์และสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก แทนที่จะนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่น แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดจะซาลงในปลายปีนี้หรือปีหน้า ผู้เขียนยังมองว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจอเมริกาจะยังคงอยู่และไม่จางไปง่าย ๆ ต่างกับประเทศจีนที่เอาจริงเอาจังกับการแพร่ระบาดของไวรัสและมีการฟื้นตัวของ PMI ที่รวดเร็วกว่า


2) ปัญหาวงจรหนี้สินในระยะยาว กระทบไปถึงเสถียรภาพของระบบการเงินสหรัฐในระยะยาว หนี้สินที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้ไม่ได้พูดถึงหนี้สินส่วนบุคคลหรือหนี้สินของธุรกิจ แต่สำหรับระบบเศรษฐกิจอเมริกาหนี้สินที่น่าจับตามองที่สุดคงหนีไม่พ้นหนี้ที่เกิดขึ้นในภาครัฐที่หลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 เพิ่มจากราว 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ ขึ้นมาเป็นราว 6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 33% ภายในปีแล้ว และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดปี 2018 ตัวเลขนี้ก็อยู่ที่ราว 18 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 3 เท่าจากปี 2009 ทีเดียว การเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะเพิ่มความเปราะบางให้กับระบบการเงินของสกุลเงินดอลลาร์ เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถหาเงินมาจ่ายบรรดาหนี้ที่ครบกำหนดได้ ก็จะเข้าสู่ภาวะล้มละลายหรือ Sovereign default และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้เงินดอลลาร์ในระยะยาว นอกจากหนี้ในระดับสูงจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินแล้ว ยังส่งผลต่อความสามารถหรือมาตรการทางการเงินที่รัฐบาลจะนำออกมาใช้เมื่อเกิดวิกฤตด้วย หากหนี้อยู่ในระดับสูง เม็ดเงินที่รัฐบาลจะจัดหาเพื่อมาเยียวยาผลกระทบจากการเกิดเศรษฐกิจก็จะมีน้อย ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปได้ช้าลงอีก


3) การขึ้นมามีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและอำนาจที่อเมริกาเคยถือครองอยู่ ถ้าจะพูดถึงประเทศมหัศจรรย์แห่งศตวรรษที่ 21 แน่นอนคงหนีไม่พ้นจีน ที่มีการเติบโตของจีดีพีเฉียด 10% ติดต่อกันมาหลายปี และล่าสุดแม้การเติบโตทางเศษฐกิจจะชะลอตัวลงบ้างแล้วก็ยังยืนอยู่ที่ตัวเลข 6% และกลายมาเป็นประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วจนตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้ประชากรหลุดพ้นจากความยากจนในปี 2020 ไม่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยตลาดอันใหญ่โตที่ประกอบด้วยประชากรมากที่สุดในโลกกว่า 1,400 ล้านคน ด้วยการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยเม็ดเงินลงทุน และด้วยกำลังทหารที่ได้รับเม็ดเงินกว่า 16.8% ของจีดีพี ทำให้ในปี 2020 จีนกลายมาเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกับอเมริกาจนทุกคนในโลกต่างต้องหันมามอง ขณะที่อเมริกายังไม่ฟื้นจากความบอบช้ำจากวิกฤตการเงินในปี 2008 และถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ซึ่งมีการแพร่ระบาดในวงกว้าง ทำให้อเมริกาดูเหมือนกำลังเพลี้ยงพล้ำ และกลายเป็นโอกาสของจีนในการก้าวาขึ้นมาเทียบชั้นหรือแม้แต่แผ่ขยายอิทธิพลมากขึ้น


เมื่อพิจารณาจากทั้งสามด้านแล้ว สหรัฐอเมริกาในวันนี้ต้องถูกบีบด้วยปัญหารอบด้านและเผชิญความท้าทาย รวมถึงคู่แข่งที่ไม่เคยเทียบชั้นได้ขนาดนี้มาก่อน แต่ดูเหมือนปัจจัยทั้งหมดนี้จะไม่ได้ส่งผลดีกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาวเลย


แนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ 2563

15935745745061

ที่มา: tradingview


ลองมามองภาพการวิเคราะห์ทางเทคนิคกันบ้าง จากกราฟ Dollar Index จะเห็นว่ากราฟได้ลงไปทำจุดต่ำสุดไว้ที่ราว ๆ ปี 2008 และแข็งค่าขึ้นไปมาร์คจุดสูงสุดไว้ที่ 88.95 เมื่อปี 2009 จากนั้นกลับลงมาแกว่งตัวทำจุดต่ำสุดที่สูงกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้า (Higher Low) และเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่ของรอบ (Higher High) อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมองได้ว่าค่าเงินดอลลาร์ที่วัดจาก Dolllar Index นี้เป็นเทรนขาขึ้น (Up Trend) หรือกำลังแข็งค่ามาตั้งแต่ปี 2008 และกำลังแกว่งตัวอยู่ในชาแนลคู่ขนานขาขึ้น 


จากมุมนี้จึงค่อนข้างชัดเจนว่าในทางเทคนิคเรายังมองค่าเงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มแข็งค่าไปตลอดอย่างน้อยก็จนกว่าการแกว่งตัวของราคายังไม่หลุดช่องคู่ขนานลงมา แต่หากราคาสามารถเบรคกรอบคู่ขนานด้านบนขึ้นไปได้ก็อาจเห็นการปรับตัวขึ้นหรือแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็วและรุนแรงตามมา

ส่งท้าย

มาถึงตรงนี้นักลงทุนอาจจะเริ่มสงสัยว่าเมื่อการวิเคราะห์ทางพื้นฐานมองว่าแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์ 2563 ยังคงอ่อนค่าลงได้อีก ขณะที่การวิเคราะห์ทางเทคนิคมองแนโน้มค่าเงินดอลลาร์ 2563 ยังคงเป็นเทรนขาขึ้นและสามารถแข็งค่าได้อย่างต่อเนื่อง ในกรณีที่การวิเคราะห์ทั้งสองออกมาขัดแย้งแต่ก็มีน้ำหนักน่าเชื่อถือไม่แพ้กันเราควรจะเชื่อแบบไหนดี? ผู้เขียนมีความเห็นว่าในระยะยาวการเคลื่อนไหวของราคาจะเปลี่ยนไปตามพื้นฐานอย่างแน่นอน แต่ในระยะสั้นนั้นการเคลื่อนไหวของราคาจะเป็นไปตามการวิเคราะห์ทางเทคนิคเสียมากกว่า ดังนั้นในปีนี้นักลงทุนที่เล็ง ๆ จะลงทุนในค่าเงินดอลลาร์อยู่ก็ควรเตรียมพร้อมสำหรับภาวะดอลลาร์แข็งค่า แต่ก็ต้องเตรียมทางหนีที่ไล่และแผนสำรองไว้สำหรับดอลลาร์ที่มีแนวโน้มจะเสื่อมค่าไปได้ในระยะยาวเหมือนกัน


▼ เทรด Forex กับโบรกเกอร์ชั้นนำด้วยค่าคอมมิชชั่น 0 สเปรดต่ำ ▼


  • บวก/ลบ สูงสุด
  • ฟอเร็กซ์
  • สินค้าโภคภัณฑ์
  • ดัชนี
  • สกุลเงินดิจิตอล


��

ทำไมเทรดกับ MiTrade  

  MiTrade เป็นโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลียที่ให้บริการ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) ผ่านระบบออนไลน์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง  MiTrade กวาดมาแล้วทั้ง 'รางวัลแพลตฟอร์มเทรดบนมือถือที่ดีที่สุด' จาก Forex Awards ในปี 2019, 'รางวัลโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่เติบโตเร็วสุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2019 / 2020 , 'รางวัลแอพพลิเคชั่นเทรดฟอเร็กซ์ที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย' จากนิตยสาร International Business ในปี 2020 และ 'รางวัลโบรกเกอร์ที่มีนวัตกรรมยอดเยี่ยม' จากเว็บไซต์ FxDailyInfo ในปี 2020


16028372378147

  MiTrade เป็นโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ เนื่องจาก MiTrade ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การควบคุมของ Australian Securities and Investments Commission (ASIC) และถือ Australian Financial Services Licence (AFSL 398528) การซื้อขายและการจัดการต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของทาง ASIC(วิธีการตรวจโบรกเกอร์ CFD)

และเงินทุนของท่านจะถูกเก็บแยกไว้ในบัญชีประเภททรัสต์ภายใต้ข้อกำหนดของประเทศออสเตรเลีย

15990177839570

   ระบบป้องกันยอดคงเหลือติดลบและเครื่องมือจัดการความเสี่ยงต่าง ๆ ให้ใช้ฟรี เพื่อให้เทรดเดอร์สามารถควบคุมความเสียงในการเทรดได้มากขึ้น

   อำนวยเครื่องมือการเทรดต่างๆ ให้ใช้ฟรี เช่น อินดิเคเตอร์ทางเทคนิค, ปฏิทินทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

   แพลตฟอร์มการเทรดที่พัฒนาขึ้นมาเอง ใช้งานที่เรียบง่าย  เหมาะกับเทรดเดอร์มือใหม่อย่างมาก

   เจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วันทำการเพื่อแก้ปัญหาและให้คำแนะนำ

   เลเวอเรจสูง 

   เงินฝากขั้นต่ำ $50 ดอลล่าร์

   ขนาดซื้อขายขั้นต่ำ 0.01 ล็อต

   ค่าคอมมิชชั่น 0 และสเปรดต่ำ


เริ่มเทรดด้วยเพียง 3 ขั้นตอน

ยังมือใหม่? ไม่เป็นไร! MiTrade ได้จัดบัญชีทดลองเทรดด้วยเงินเสมือนจริง $50, 000 USD เพื่อให้ท่านฝึกฝนทักษะการเทรดโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ 


 เปิดบัญชีเทรดทดลอง >


*** ลงทุนมีความเสี่ยง CFD อาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา

 

เนื้อหาของบทความนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนบทความ ไม่สามารถใช้เป็นคำแนะนำการลงทุนได้ เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้นและผู้อ่านไม่ควรใช้บทความนี้เป็นพื้นฐานการลงทุนใด ๆ Mitrade ไม่รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ใด ๆ ตามบทความนี้และไม่รับประกันความถูกต้องของเนื้อหาของบทความนี้

Share this story