เล่นหุ้น ให้ได้กําไร วันละ 1,000 บาท ทำยังไงกัน สามารถมีโอกาสทำได้หรือไม่

การเล่นหุ้นให้ได้กำไร วันละ 1,000 บาท เป็นเป้าหมายยอดนิยมของเทรดเดอร์มือใหม่หลายคน แต่ในความเป็นจริง ตลาดไม่ได้ให้กำไรได้ทุกวัน เทรดเดอร์มืออาชีพจึงวางแผนและประเมินผลตอบแทนเป็นกรอบระยะสัปดาห์หรือรายเดือน และกำหนดจุดขาดทุนทุกครั้ง เพื่อให้เงินทุนยังคงปลอดภัยและสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างยั่งยืน
ความรู้และเข้าใจในตลาดที่เข้าไปลงทุน
ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันนั้น แม้จะมีรายได้มาจากงานหลักอยู่แล้ว รู้สึกถึงความมั่นคง และอุ่นใจเมื่อยามสิ้นเดือน มีเงินเข้าบัญชีทุก ๆ ครั้ง แต่ทราบหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำให้มูลค่าของเงินนั้นลดลง กำลังไล่ล่าเราขึ้นมา คือ สภาวะเงินเฟ้อ ข้าวของเครื่องใช้ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลังโควิดที่ผ่านมา
ลำพังแค่เงินเดือน หรือรายได้ที่ได้มาปัจจุบัน เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว จะนำไปลงทุนกับการฝากประจำ หรือหาหนทางต่าง ๆ เพื่อให้งอกเงยให้ชนะเงินเฟ้อนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก นึกถึงภาพ 100,000 บาท ได้ดอกเบี้ย 2-5% คือประมาณ 2,000-5,000 บาท/ต่อปี เมื่อหารเฉลี่ยเดือนแล้วคือ ประมาณ 200-400 บาทต่อเดือนเท่านั้น กับเงินต้น 100,000 บาท
ดังนั้น ความรู้และเข้าใจแทบจะเป็นข้อแรก ที่ต้องลงทุนให้ตัวเองก่อน ส่วนจะใช้วิธีไหนให้ได้มาซึ่งความรู้ อยู่ที่ความพร้อมของเงินทุนและเวลา ถ้าเอาแบบสไตล์ค่อยเป็นค่อยไป เปิดหาดู ตามยูทูปหรือซื้อหนังสือมาอ่านเพื่อให้ทราบแนวทางกว้าง ๆ ก่อน ว่าตัวเองจะเข้าไปลงทุนสินทรัพย์ไหน ทองคำ ค่าเงิน หรือ หุ้นต่างประเทศ ขยับขึ้นต่อไปคือ ใช้เงินร่นระยะเวลา ด้วยการไปลงคอร์สเรียนการเทรดที่สนใจ โดยหาโค้ชหรือผู้สอนที่เทรดสไตล์ที่สร้างกระแสเงินสดเป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์กำไรวันละ 1,000 บาท
เล่นหุ้น ให้ได้กําไร วันละ 1000 บาท ทำได้ไหม
การทำกำไรวันละ 1,000 บาทสามารถทำได้ในเชิงคณิตศาสตร์และเกิดขึ้นได้จริงในหมู่นักเก็งกำไรที่มีทักษะ แต่สิ่งสำคัญคือระดับความเสี่ยงที่ต้องแบกรับเพื่อสร้างผลตอบแทนดังกล่าว โดยเราเปรียบเทียบขนาดเงินทุนและผลตอบแทนที่ต้องการดังนี้
| เงินต้น | กำไรเป้าหมายต่อวัน | อัตราผลตอบแทนรวมต่อวันที่ต้องทำได้ | ต้นทุน สเปรด Slippage และภาษี | ขาดทุนสูงสุดที่รับได้ต่อไม้ (1-2%) | ข้อสรุปและการประเมินความเสี่ยง |
| 34,000 บาท (~$1,000) | 1,000 บาท (~$30) | ~3.0% – 4.0% ต่อวัน | สเปรด, Swap, Slippage | 340 – 680 บาท | ความเสี่ยงสูงมากและไม่ยั่งยืน การหวังกำไร 3–4% ทุกวันบีบให้เกิด Overtrading พอร์ตอาจเสียหายหนักทันที |
| 100,000 บาท (~$3,000) | 1,000 บาท (~$30) | ~1.0% ต่อวัน | สเปรด, ค่าธรรมเนียม, Slippage | 1,000 – 2,000 บาท | มีโอกาสเป็นไปได้มากกว่า แต่ 1% ทบต้นสูงเกินจริงของตลาด การกดดันตัวเองนำไปสู่ Revenge Trade |
นักลงทุนสามารถเปิดบัญชีเทรดหุ้นต่างประเทศ กับโบรกเกอร์ชั้นนำ มีใบอนุญาตที่เชื่อถือได้ และมีมาตรฐานสากล โดยเฉพาะที่ Mitrade มีให้เลเวอเรจหรืออัตราทวีคูณที่สูง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีทุนเริ่มต้นน้อยและใช้เวลาเทรดในระยะสั้นได้ ไม่ต้องเฝ้าจอตลอดเวลา ยังมีเวลาทำกิจกรรมอื่นได้เช่นเดิม เพราะมีฟังก์ชั่นซื้อขาย ทำกำไร และตัดขาดทุน ที่ตั้งโปรแกรมล่วงหน้าไว้ได้
แต่ถ้ามือใหม่จริงๆลองใช้บัญชีทดลองด้วยเงินจำลองสูงถึง $50,000 เพื่อฝึกฝนเครื่องมือต่างๆ และปรับวิธีการบริหารเงินทุนให้เหมาะสมก่อนที่จะไปเริ่มทำธุรกรรมเติมเงิน เทรดจริงบัญชีจริงนั่นเอง ช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนลงสนามจริง

Mitrade รองรับการฝากเงินขั้นต่ำเพียง $50 และสามารถเทรดในตลาดยอดนิยมได้หลายร้อยแห่งทั่วโลก คุณสามารถทดลองฝึกเทรดกับ Mitrade ได้
หากคุณสามารถเทรดได้ $200 จาก $100 อย่างต่อเนื่อง คุณสามารถปรับเพิ่มตำแหน่งของคุณเป็น $1,000
หากคุณสามารถเทรดได้ $2,000 จาก $1,000 ได้อย่างต่อเนื่อง คุณก็สามารถเพิ่มตำแหน่งได้อีก
ด้วยวิธีนี้เมื่อคุณสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง คุณก็สามารถทำตัวเลขได้มากเท่าที่ต้องการ และด้วยการสนับสนุนจากดอกเบี้ยทบต้นคุณก็อาจมีรายได้เกินความคาดหมายของคุณก็เป็นได้
การยอมรับความเสี่ยง
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนหรือเทรดเดอร์ ถึงกับต้องพับสนามกลับไป ไม่ว่าจะขาดทุนที่เกิดขึ้นหรือเจอตลาดอัดน่วม ๆ เข้าไปจนอาการเมาหมัด เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะความผันผวนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีประเด็นใหญ่ ๆ ที่เราเห็นกันมา ไม่ว่าจะสงครามรัสเซีย ยูเครน หรือให้ชัดกว่านี้คือ ช่วงโควิดระบาด แน่นอนว่าเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง แต่ต้องยอมรับความจริงว่านักลงทุนมักจะเจ็บปวดอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับรายใหญ่เสมอ ดังนั้นจำเป็นมากที่จะต้องดึงตัวเองให้กลับมาเทรดต่อให้ได้ โดยที่เงินทุนยังไม่ร่อยหรอจนไม่สามารถกลับไปสร้างผลกำไรได้เลย
ความเสี่ยงในการเทรดหุ้น
ก่อนตัดสินใจนำเงินเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะการเทรดหุ้นต่างประเทศหรือตราสาร CFD นักลงทุนควรพิจารณาและตรวจสอบปัจจัยบริหารความเสี่ยงต่อไปนี้อย่างถี่ถ้วน:
การใช้เงินเย็นและเงินสำรองฉุกเฉิน: เงินที่นำมาเทรดต้องเป็นเงินที่พร้อมยอมรับความสูญเสียได้โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และควรมีเงินสำรองฉุกเฉินแยกต่างหากอย่างน้อย 6–12 เดือน
การจำกัดความเสี่ยงต่อไม้: ควรกำหนดความเสี่ยงไม่เกิน 1% – 2% ของเงินทุนทั้งหมดในแต่ละออเดอร์ เพื่อให้พอร์ตทนทานต่อช่วงเทรดแพ้ติดต่อกัน (Losing Streak) ได้
วินัยการตัดขาดทุนอย่างเด็ดขาด: ต้องวางจุด Stop Loss ทันทีที่เปิดออเดอร์ และห้ามเลื่อนจุดตัดขาดทุนหนีราคาเด็ดขาด
เพดานขาดทุนสูงสุดระหว่างวัน: กำหนดลิมิตขาดทุนรวมรายวัน (เช่น ไม่เกิน 3% – 5% ของพอร์ต) หากวันใดขาดทุนถึงเพดานนี้ ต้องปิดจอและหยุดเทรดทันที เพื่อป้องกันภาวะอารมณ์ชั่ววูบ
การทำความเข้าใจเงื่อนไขของสัญญา CFD และ Leverage: เลเวอเรจช่วยเพิ่มกำลังซื้อแต่ก็ขยายอัตราการขาดทุนในสัดส่วนเท่ากัน หากราคาผันผวนสวนทาง อาจถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) หรือถูกบังคับปิดสถานะ (Stop Out) ได้อย่างรวดเร็ว
แล้วมีปัจจัยอะไรที่ต้องคำนึงถึง อย่างที่บอกว่าโอกาสมักมาพร้อบกับความเสี่ยง ถ้าเรามองข้ามจุดนี้ไปบอกได้เลยว่า เตรียมตัวลาออกจากตลาดได้ทันที
1) ความผันผวน – ทุกสินค้ามักมีลักษณะเฉพาะตัวเอง เช่น ทองคำ ก็จะผันผวนอย่างมาก ในช่วงที่มีข่าวมากระทบอย่างสงคราม ตัวเลขเศรษฐกิจ แม้แต่การพูดของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อราคา ถ้าเลือกจะลงทุนแล้วต้องรับความผันผวนจุดนี้ให้ได้ หรือไปเลือกหุ้นที่มีความผันผวนน้อยลงแทน
2) สูญเสียเงินต้น – เงินทุนต้องรอดปลอดภัยก่อน เพื่อจะนำไปเทรดสร้างผลกำไรได้ แต่หลายๆคนก็มองข้ามจุดนี้ไปเสมอ มักจะไปมัวแต่วาดภาพฝันถึงกำไรอันโอชา ดังนั้นการตัดขาดทุนให้เหมาะสม เพื่อรักษาเงินต้นจึงเป็นสิ่งที่พิจารณาอันดับต้น ๆ เช่นติดลบ 5-10% โอกาสที่กลับมาอีกครั้ง ง่ายกว่าลบทีละ 30-40% ก็ปาไปเกือบครึ่งพอร์ตแล้ว
3) ความไม่รู้ – หลาย ๆ นักลงทุนพบกับเหตุการณ์นี้ ด้วยมือใหม่ในตลาด หรือประสบการณ์การลงทุนยังไม่มากพอ ตัวอย่างเช่น ค่าถือออเดอร์ค้างคืน (SWAP) จะมีการคำนวณเก็บจากทางโบรกเกอร์บางที่ เป็นต้น ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นตาม หรือ Slippage ราคามีการกระโดดข้ามจุดที่วาง Stop loss เมื่อมีข่าวกระชากแรง ๆ ทำให้พอร์ตเกิดความเสียหายได้
4) ระบบหรือโบรกเกอร์ – การเลือกโบรกเกอร์สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นประตูบานแรกก่อนที่จะฝากเงินเข้าบัญชีเทรด หรือ เริ่มเปิดดูกราฟ มีการเปิด ปิด ออเดอร์ ตามที่ตั้งใจไว้ ถ้าไปเลือกใช้โบรกเกอร์ที่ไม่มีที่มาที่ไป หรือ ไม่ได้มาตรฐาน จะให้ความปลอดภัยของเงินทุนนั้นสูงมากขึ้น ระบบ การฝาก-ถอน ของโบรกเกอร์นั้น ๆ ควรจะเรียบง่ายและต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้
เคล็ดลับมือใหม่เล่นหุ้นให้ได้กำไร
วิธีการเทรดนั้นมีหลากหลายหนทางมาก การที่จะไปเทรดตามแผนของโค้ชหรือดูตามห้องไลน์ ตามเพจต่าง ๆ นั้นแล้ว เอามาใช้ทั้งหมด อาจจะไม่ตอบโจทย์การลงทุนที่นักลงทุนถนัด เช่น เข้า-ออกเทรด ด้วยสัญญานที่สั้น อาจจะ 5-15 นาที แต่ไม่มีเวลาที่จะติดตามผล หรือเทรดในช่วงเวลาที่ไม่เอื้ออำนวย จะทำให้เกิดความเสียหายต่อพอร์ตการลงทุน แม้จะมีการตั้ง SL และ TP ก็แล้วตาม การขาดทุนบ่อย ๆ ก็ทำให้เงินในพอร์ตค่อย ๆ น้อยลงเช่นกัน ดังนั้นการขยับแผนเทรดให้กรอบเวลากว้างขึ้นอาจจะตอบโจทย์และเก็บกำไรได้คุ้มค่าขึ้น
| กลยุทธ์การลงทุน | กรอบเวลา (Timeframe) | ระดับความเสี่ยง | การบริหารเวลา | ความเหมาะสมกับเป้าหมาย |
| Scalping (เทรดสั้นมาก) | M1 – M15 | สูงมาก | ต้องเฝ้าจอตลอดเวลา | เหมาะกับผู้ที่มีทักษะสูงและวินัยเคร่งครัด |
| Day Trading (เทรดในวัน) | M15 – H1 | สูง | ติดตามช่วงตลาดเปิด | สอดคล้องกับเป้าหมายรายวัน |
| Swing Trading (ตามรอบ) | H4 – Daily | ปานกลาง | เช็กกราฟวันละ 1–2 ครั้ง | เน้นผลตอบแทนเฉลี่ยต่อสัปดาห์/เดือน |
| Value Investing (เน้นคุณค่า) | Monthly – Yearly | ต่ำ – ปานกลาง | วิเคราะห์รายไตรมาส | มุ่งเน้นการเติบโตระยะยาว |
วิธีเทรดหุ้นระยะสั้น
หมายถึงการซื้อและขายหุ้นในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาทีถึงจนมองแค่ผลกำไรตามเป้าหมาย พอใจคือจบปิด โดยมีลักษณะการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวราคาในช่วงเวลาสั้น โดยมีความเร็วและความแข็งแกร่งในการตัดสินใจ ลองมาดูกันว่าเทคนิคที่ใช้เทรดมีอะไรบ้าง
วางแผนการเทรดแบบสั้น: ควรมีจุดทำกำไรและขาดทุนให้ชัดเจนอย่างมีระบบและระเบียบให้เป๊ะ เพราะเทรดแบบสั้นเรามักจะต้องเฝ้าจอไปพร้อมกัน ทำให้การตัดสินใจหน้างานจึงสำคัญ เช่น ถ้าตั้งเป้าวันละ 1,000 บาท จากการเทรดจำนวนกี่ครั้ง กำไรครั้งละกี่ร้อยบาท และถ้าขาดทุนจะยอมเสียได้ครั้งละกี่บาท
เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคแบบสั้น: ใช้กราฟแท่งเทียน ระยะสั้นเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มราคาและจุดเข้าออกที่เหมาะสม โดย Time frame ที่เหมาะสมคือ M1 / M5 / M15 ไม่เกินนี้ เพื่อให้การหาแนวรับ-แนวต้าน อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับการเล่นสั้น และ นอกจากนี้ เทรดเดอร์ยังสามารถใช้ตัวชี้วัดอื่น ๆ เช่น ค่า MACD, RSI, หรือ Stochastic Oscillator เพื่อช่วยในการตัดสินใจ แต่อย่าลืมต้องอยู่ในกรอบเวลาที่สั้นเท่านั้น รูปแบบนี้สายเทรดสั้นจะนิยมเรียกว่า Scalping
เลือกสินค้าเทรด: ควรเลือกเทรดสินทรัพย์ที่มีแรงสวิงสูง หรือเทรดในช่วงเวลาที่ตลาดมีปริมาณซื้อขาย เช่น ช่วงมีข่าวตัวเลขทางเศรษฐกิจ หรือ ช่วงตลาดต่างประเทศนั้น ๆ เปิดทำการ ตัวอย่าง หุ้นดังสายเทคโนโลยีของสหรัฐ อย่างเช่น เทสลา (TSLA) แอปเปิ้ล (AAPL) ที่มักมีประเด็นหรือข่าวต่าง ๆ มาซัพพอร์ตหรือทำให้เกิดความผันผวนของราคา และเริ่มเปิดให้ซื้อขายในช่วงตลาดทำการของตลาดหุ้นดาวโจนส์ คือประมาณ 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
ตัวอย่างย้อนหลังเพื่ออธิบายการวางจุดเข้า–ออก ไม่ใช่คำแนะนำซื้อขายหรือราคาปัจจุบัน
กรณีศึกษาตัวอย่างย้อนหลัง หุ้นแอปเปิ้ล (AAPL): วิเคราะห์โครงสร้างราคาแบบ Higher Low แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแกร่งร่วมกับการตีกรอบแนวรับ-แนวต้านรูปสามเหลี่ยม เข้าซื้อเมื่อเกิด Breakout (เบรกเอาต์) ชัดเจนพร้อมปริมาณการซื้อขาย (Volume) ที่เพิ่มขึ้น วาง Stop Loss ใต้จุดสวิงโลว์ล่าสุดเพื่อจำกัดความเสี่ยง และตั้งเป้าหมาย Take Profit โดยใช้ Risk-to-Reward Ratio (R:R) ที่ 1:3.3 เท่า เพื่อกำไรที่คุ้มค่าความเสี่ยง
ต่อมา ราคาได้เคลื่อนตัวขึ้น ก่อนที่จะปรับตัวลงอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2567 ซึ่งก็ทำจุดต่ำสูงขึ้นไปอีก เราก็สามารถเข้าสถานะ Buy เพิ่ม โดยใช้หลักการเดียวกับรูปแบบก่อนหน้า
สุดท้ายราคาก็ Breakout (เบรกเอาต์) ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นจุดที่เราจะทำกำไร โดยในการเทรด 2 ครั้ง ความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจะอยู่ที่ระดับ 3.3 เท่า เลยทีเดียว

ที่มา: Mitrade
ข้อมูลเพิ่มเติม : ซื้อหุ้น APPLE ยังไง? สเต็ปการซื้อหุ้นแอปเปิ้ลแบบละเอียด>>
การเทรดหุ้นระยะยาว
เป็นการลงทุนในหุ้นโดยมุ่งหวังให้ได้กำไรในกรอบระยะเวลาที่ยาวขึ้น โดยมองเทรนหรือแนวโน้มที่เกิดขึ้น สัญญานซื้อและขายต่าง ๆ สามารถทำผลกำไรได้มากขึ้น โดยเข้าเทรดโดยไม่กี่ครั้ง และจะต้องเลือกจุดเข้าออกที่ได้เปรียบต่อการถือยาวเช่นกัน
วางแผนการลงทุน: ตั้งใจวันละ 1,000 บาท อาจจะลองยืดเวลารวมกัน เช่นสัปดาห์ละ 5,000 หรือดูภาพรวมแทน เพื่อให้สามารถถือออเดอร์ตามแนวโน้มได้ และจำนวนหุ้นที่ซื้อให้เหมาะสม โดยใช้จุดเข้าออกที่กรอบเวลากว้างกว่าเดิม
วิเคราะห์ทางพื้นฐาน: ศึกษาผ่านการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) โดยเลือกซื้อหุ้นที่มีราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง พร้อมมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) พิจารณาเกณฑ์สำคัญเช่น P/E Ratio, P/BV, ROE, Free Cash Flow, Debt to Equity Ratio รวมถึงการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างยั่งยืน
โดยข้อมูลและตัวเลขที่จะต้องพิจารณามีดังนี้ วิเคราะห์รายได้ วิเคราะห์กำไร วิเคราะห์สภาพการเงิน วิเคราะห์กระแสเงินสด วิเคราะห์อัตราผลตอบแทน และวิเคราะห์ตลาด
วิเคราะห์ทางเทคนิค: เลือกใช้แท่งเทียนและกรอบเวลาอย่างเช่น H1 / H4 หรือแม้แต่ Day เพื่อให้เกิดชัดเจนในสัญญานเข้าออก และตัดสิ่งรบกวนสัญญานหรือหลอกนั่นเอง เสริมด้วยเรื่องของ Volume หรือปริมาณการซื้อขาย ถ้าวอลุ่มมีปริมาณมากกว่าปกติ จะทำให้สนับสนุนการขึ้นลงอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะหมายถึงเม็ดเงินจากผู้ซื้อขายรายใหญ่ได้เข้ามาอยู่ในแนวโน้มด้วย หรือการใช้เส้นค่าเฉลี่ยสำคัญ เป็นอีกเทคนิคที่นิยมใช้กัน EMA25 EMA50 EMA100 ที่สายถือออเดอร์ใช้ในการรันเทรน ให้สุดทาง และแอคชั่นต่อเมื่อเกิดสัญญานหลุด มีการเปลี่ยนทิศทางนั่นเอง
เปิดพอร์ตกับโบรกเกอร์ไหนดีล่ะทีนี้
อย่างที่เกริ่นไปในพาร์ทก่อนหน้านี้ การเลือกโบรกเกอร์ให้เหมาะสม และได้รับมาตรฐานในระดับสากล เป็นจุดที่นักลงทุนต้องคำนึงถึง ในประเทศไทยมีโบรกเกอร์เทรดหุ้นต่างประเทศให้เลือกอย่างหลากหลาย ทั้งที่ทำตลาดมาก่อนอย่าง EXNESS / XM หรือ FBS รวมถึงโบรกเกอร์คุ้นชื่อ อย่าง MITRADE / FULLERTON MARKETS / GMI
สามารถเลือกเทรดกับโบรกเกอร์ Mitrade เป็นโบรกเกอร์สัญชาติออสเตรเลีย ด้วยจุดเด่นดังต่อไปนี้
🔸 ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลที่มีชื่อเสียงต่าง ๆ เช่น หน่วยงาน ASIC (ออสเตรเลีย), CIMA (หมู่เกาะเคย์แมน) และ FSC (มอริเชียส)
🔸 การดำเนินการคำสั่งซื้อขายรวดเร็ว ได้ราคาที่แม่นยำ
🔸 ค่าธรรมเนียมการเทรดหรือสเปรดราคาที่อยู่ในระดับแข่งขันได้
🔸 มีตราสารให้เทรดมากถึงกว่า 400 ตราสาร ทั้ง ค่าเงิน ทองคำ ดัชนี หุ้นสหรัฐ
🔸 เทรดได้ทั้งขาขึ้นและขาลง เพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้
🔸 ทีมงานที่สนับสนุนลูกค้าแบบตลอด 24 ชั่วโมง 5 วันต่อสัปดาห์
การเปิดบัญชีนั้นก็แสนจะสะดวกและรวดเร็ว เพียงแค่ ดาวน์โหลดแอฟ Mitrade และใช้เวลาเริ่มต้นเพียง 3 นาที ในการทำแบบสอบถามประเมินความเสี่ยง และอัพโหลดเอกสารที่จำเป็น เพื่อยืนยันตัวตน และเริ่มทำการฝากเงิน (จำเป็นต้องมีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ถึงจะทำธุรกรรมเปิดบัญชีซื้อขายกับทาง Mitrade ได้)
สรุป
การตั้งเป้าหมาย "เล่นหุ้นให้ได้กำไรวันละ 1,000 บาท" เป็นความตั้งใจที่ดีในการเริ่มต้นสร้างรายได้เสริม แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขรายวัน หากแต่อยู่ที่ "ระบบเทรดที่มีความได้เปรียบ" วินัยในการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) และการรักษาเงินต้นให้อยู่รอดในทุกสภาวะตลาด
การเปลี่ยนมุมมองจากการบังคับทำกำไรทุกวันมาเป็นการประเมินผลลัพธ์สุทธิรายสัปดาห์หรือรายเดือน จะช่วยลดความเครียด ป้องกันการ Overtrade และนำไปสู่การเติบโตของพอร์ตที่มั่นคงในระยะยาว
ต้องมีเงินขั้นต่ำเท่าไหร่ ถึงจะเล่นหุ้นได้
ที่ Mitrade เมื่อดาวน์โหลดแอพเทรดเราแล้วสามารถเริ่มต้นฝากเงินขั้นต่ำได้ที่ $50 หรือประมาณ 1,800 บาท (ขึ้นอยู่กับเรทอัตราแลกเปลี่ยน ณ ขนาดนั้น) ก็สามารถเริ่มต้นซื้อขายหุ้นได้แล้ว
จะรู้ได้อย่างไรว่า หุ้นที่เราซื้อ พื้นฐานดี
หุ้นมีหลายกิจการ หลายประเภทการลงทุน ดังนั้นควรศึกษาพื้นฐานของหุ้นนั้นๆให้เข้าใจที่มาที่ไปของรายได้และกำไร โดยให้เหมาะสมกับสไตล์การลงทุนของแต่ละคน เช่น หุ้น AAPL หรือแอปเปิ้ล เป็นหุ้นเทคโนโลยี ได้รับผลดีจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ แต่ถ้าช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาอาจจะทำให้รายได้ลดลง
จังหวะไหนที่ควรซื้อหรือควรขายหุ้น ดูยังไงบ้าง
เรื่องจังหวะที่ควรเข้าลงทุน แบ่งเป็นสอง วิธี คือ 1) ถ้าดูตามพื้นฐานกิจการหุ้นยังดี มียอดขายสม่ำเสมอ ช่วงที่ตลาดตกใจหรือนักลงทุนขายออกมาก็เป็นช่วงที่น่าเข้าสะสม เพราะพื้นฐานไม่เปลี่ยน หรือ 2) ใช้ตัวช่วยทางเทคนิคอลกราฟ มาช่วยตัดสินใจจากสัญญานที่เกิดขึ้น ซึ่งนักลงทุนสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ และใช้ประกอบกัน
*** การลงทุนมีความเสี่ยง ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิงใด ๆ และผลิตภัณฑ์นี้อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกท่าน ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนเริ่มต้นได้ โปรดศึกษา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนใช้บริการของเรา
การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน



