ไมโครซอฟท์จะแสดงความแข็งแกร่งอีกครั้งหรือไม่? ผลประกอบการอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับผลตอบแทนจากการลงทุนใน AI

แหล่งที่มา Tradingkey

ทำไมการเร่งตัวขึ้นอีกครั้งของ Azure, การขยายตัวของ Copilot และการที่โมเดลกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลดีต่อไมโครซอฟท์อย่างแท้จริง

รายงานผลประกอบการล่าสุดของไมโครซอฟท์ได้นำข้อถกเถียงสองประเด็นสำคัญมาสู่สปอตไลท์ นั่นคือ การชะลอตัวก่อนหน้านี้ของ Azure เกิดจากความต้องการที่อ่อนแอลงหรือข้อจำกัดด้านขีดความสามารถ (Capacity Constraints) กันแน่? ทั้งนี้ Azure สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าเป็นแพลตฟอร์มคลาวด์คอมพิวติ้งของไมโครซอฟท์ และเป็นหนึ่งในช่องทางการสร้างรายได้ที่ตรงที่สุดจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและการประมวลผล AI ของบริษัท ในทางกลับกัน เมื่อ AI สร้างรายได้มากขึ้น ไมโครซอฟท์จะสามารถทำกำไรได้มากขึ้น หรือจะถูกฉุดรั้งโดยต้นทุนการประมวลผลแบบอนุมาน (Inference) ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนศูนย์ข้อมูล จนกลายเป็นบริษัทที่มีกระแสเงินสดที่ย่ำแย่ลง?

แม้จะยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดทั้งหมด แต่ห่วงโซ่ผลตอบแทนเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นอย่างมาก โดยค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนกำลังเปลี่ยนเป็นขีดความสามารถในการประมวลผลที่พร้อมขายได้เร็วขึ้น สัญญาซื้อขายใหม่ ๆ เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้นโดยไม่พึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงรายเดียว และแม้ว่าองค์กรต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปใช้โมเดลอื่น แต่พวกเขาก็ยังมีแนวโน้มที่จะยังคงอยู่ภายใต้กรอบการจัดการข้อมูลและการกำกับดูแลของไมโครซอฟท์ นอกจากนี้ Copilot กำลังพยายามเปลี่ยนการควบคุมแพลตฟอร์มนี้ให้กลายเป็นรายได้ตามจำนวนผู้ใช้งาน (Seat-based) และตามปริมาณการใช้งานจริง (Usage-based) ซึ่งนี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในรายงานผลประกอบการฉบับนี้

ไมโครซอฟท์ได้รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2026 สำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ซึ่งตรงกับไตรมาสที่ 2 ตามปีปฏิทิน 2026 ขณะที่คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ 2027 ในไตรมาสถัดไปนั้น ตรงกับไตรมาสที่ 3 ตามปีปฏิทิน ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบกับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท จะขอใช้คำศัพท์เฉพาะเกี่ยวกับไตรมาสปีงบประมาณของไมโครซอฟท์เองในเนื้อหาที่เหลือทั้งหมด

ข้อมูลสำคัญสำหรับไตรมาสนี้

ไตรมาสที่ 4 ปีงบประมาณ 2026

รายได้

9.0 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบรายปี

Azure และบริการคลาวด์อื่น ๆ

เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบรายปี คาดการณ์ไตรมาสถัดไปอยู่ที่ประมาณ 45%

ความต้องการที่ไม่รวม OpenAI

ยอดจองซื้อเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบรายปี RPO เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบรายปี

Microsoft 365 Copilot

จำนวนผู้ใช้งานแบบชำระเงินเกินกว่า 30 ล้านราย

ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน / กระแสเงินสดอิสระ

4.10 หมื่นล้านดอลลาร์ / 1.96 หมื่นล้านดอลลาร์

RPO ย่อมาจากภาระผูกพันตามสัญญาที่ยังไม่ได้ส่งมอบ (Remaining Performance Obligations) ซึ่งเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าเป็นรายได้ตามสัญญาแต่ยังไม่ได้รับรู้ ไมโครซอฟท์ไม่ได้เพียงแค่ทำผลงานได้ดีกว่าคาดในผลิตภัณฑ์เดี่ยวในไตรมาสนี้ ทว่าทั้งการเติบโต ความกว้างของยอดจองซื้อ การนำ AI ไปใช้ในองค์กร และกระแสเงินสด ต่างก็ทำผลงานได้ดีกว่าความกังวลก่อนหน้านี้ทั้งหมด

Azure กลับมาเติบโตเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง: เจาะลึกการปลดล็อกฝั่งอุปทานเป็นอันดับแรก

ความต้องการใช้งาน Azure ไม่ได้เพิ่งจะฟื้นตัวกลับมาอย่างกะทันหันในไตรมาสนี้ โดยในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2026 เอมี่ ฮูด (Amy Hood) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ได้เคยระบุไว้แล้วว่า หาก GPU ที่เปิดใช้งานใหม่ทั้งหมดในเวลานั้นได้รับการจัดสรรให้แก่ Azure อัตราการเติบโตของ Azure ก็อาจทะลุ 40% ไปแล้ว ทว่าไมโครซอฟท์เลือกที่จะสำรองกำลังการประมวลผลบางส่วนไว้สำหรับ Microsoft 365 Copilot, GitHub Copilot และการวิจัยและพัฒนาภายในองค์กร ซึ่งหมายความว่าอัตราการเติบโตของ Azure นั้นเป็นผลมาจากการจัดสรรขีดความสามารถการรองรับ (Capacity) ด้วยเช่นกัน

เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 ข้อจำกัดด้านอุปทานเริ่มคลี่คลายลงอย่างมาก โดยไมโครซอฟท์ได้เพิ่มศูนย์ข้อมูลขึ้น 31 แห่ง และเพิ่มกำลังการประมวลผลประมาณ 1 กิกะวัตต์ (GW) ภายในไตรมาสเดียว ส่งผลให้ยอดรวมทั้งปีมีศูนย์ข้อมูลใหม่ถึง 88 แห่ง นอกจากนี้ ระยะเวลาที่ต้องใช้สำหรับ GPU ใหม่ในการเปลี่ยนผ่านจากขั้นตอนการขนส่งมาถึงไปจนถึงการเปิดใช้งานออนไลน์ในภูมิภาคหลัก ๆ ได้ลดลงเกือบ 50% ในปีงบประมาณที่ผ่านมา และนับตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา ปริมาณงานที่รองรับได้ (Throughput) ของภาระงาน Copilot เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

ฮาร์ดแวร์ใหม่เริ่มสร้างรายได้ได้เร็วขึ้น และฮาร์ดแวร์เดิมก็สามารถจัดการงานได้มากขึ้น โดยฝ่ายบริหารระบุว่า ปัจจัยหนุนของ Azure ในไตรมาสนี้เป็นผลโดยตรงจากการปรับปรุงประสิทธิภาพของ CPU และ GPU รวมถึงการส่งมอบขีดความสามารถใหม่ที่รวดเร็วกว่ากำหนด พร้อมชี้แจงว่าขีดความสามารถที่ได้รับการปลดปล่อยออกมานั้นถูกลูกค้าเข้ามาใช้งานอย่างรวดเร็วภายในไตรมาส ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่กำลังการประมวลผลยังคงขาดแคลน ประสิทธิภาพไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนลงได้เท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้เพิ่มเติมได้อีกด้วย

ไมโครซอฟท์ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขว่าการปรับปรุงประสิทธิภาพช่วยขับเคลื่อนการเติบโตมากน้อยเพียงใด และตัวเลข 43% นั้นยังรวมถึง GitHub และ "บริการคลาวด์อื่น ๆ" ดังนั้นจึงไม่ควรตีความว่าเป็นรายได้จากการประมวลผล AI บริสุทธิ์ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ที่ประมาณ 45% สำหรับไตรมาสถัดไป ประกอบกับความคาดหวังของฝ่ายบริหารที่ว่าการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2027 นั้น แสดงให้เห็นว่าการเติบโตในระยะสั้นได้รับการสนับสนุนอย่างแท้จริงจากขีดความสามารถการรองรับที่มีอยู่ ทั้งนี้ มุมมองเชิงบวกของนักลงทุนฝั่งกระทิงไม่จำเป็นต้องเห็น Azure พุ่งสูงถึง 50% เพราะด้วยรายได้ต่อปีที่เกินกว่า 1.0 แสนล้านดอลลาร์ การเติบโตที่ใกล้เคียงระดับ 40% ก็ถือว่าแข็งแกร่งมากเพียงพอแล้ว

msft_azure_growth

แหล่งที่มา: Fiscal.ai

การปรับปรุงด้านอุปทานสามารถอธิบายได้ว่าทำไม Azure จึงเติบโตเร่งตัวขึ้นได้ แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับคุณภาพของการเติบโต ตราบใดที่ผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดยังคงเป็น OpenAI ประเด็นความกระจุกตัวของลูกค้า (Customer Concentration) ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องแยกอภิปรายต่างหาก

ความกระจุกตัวสูงใน OpenAI แต่ความต้องการกำลังการประมวลผลกำลังแผ่ขยายออกไป

ไมโครซอฟท์เปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า รายได้จากข้อตกลงเชิงพาณิชย์กับ OpenAI อยู่ที่ 2.41 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2026 ซึ่งรวมถึงการแบ่งปันรายได้ด้วย และคิดเป็นประมาณ 7.3% ของรายได้ต่อปีทั้งหมดของไมโครซอฟท์ อย่างไรก็ดี บริษัทไม่ได้จำแนกรายละเอียดว่ารายได้ดังกล่าวมาจากส่วนของการประมวลผล การฝึกฝนโมเดล และบริการประมวลผลแบบอนุมาน (Inference) หรือการแบ่งปันรายได้เป็นจำนวนเท่าใด ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องคาดเดาถึงสัดส่วนองค์ประกอบดังกล่าวอย่างเจาะลึกเมื่อยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด

คำถามที่มีประโยชน์มากกว่าคือ: หาก OpenAI ลดปริมาณการจัดซื้อลง จะมีผู้ซื้อในกลุ่มลำดับถัดไป (Second Tier) ที่พร้อมเข้ามารับช่วงต่อขีดความสามารถในการประมวลผลนี้หรือไม่?

ยอดจองซื้อของไมโครซอฟท์เองสามารถตอบคำถามนี้ได้ส่วนหนึ่ง โดยหากไม่รวม OpenAI ยอดจองซื้อเชิงพาณิชย์ยังคงเติบโต 18% และ RPO เติบโต 25% ขณะที่ยอด RPO ที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบเป็นรายไตรมาสในไตรมาสนี้ทั้งหมด (5.1 หมื่นล้านดอลลาร์, +8.1% เมื่อเทียบรายไตรมาส) ล้วนมาจากลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่บริษัทผู้พัฒนาโมเดลระดับแนวหน้า (Frontier Model) แม้ว่า OpenAI จะยังคงเป็นลูกค้าหลักในรายได้จาก AI ปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้ผูกขาดในสัญญาจ้างใหม่ ๆ อีกต่อไป

ธุรกรรมภายนอกยังชี้ให้เห็นว่า ตลาดสำหรับการประมวลผล AI ระดับไฮเอนด์ได้ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว โดยสเปซเอ็กซ์ได้ลงนามในข้อตกลงการประมวลผลร่วมกับแอนโทรปิก ครอบคลุมการใช้งาน GPU ของเอ็นวิเดียประมาณ 325,000 ตัว คิดเป็นมูลค่า 1.25 พันล้านดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่เมตาอยู่ระหว่างการเจรจากับแอนโทรปิกเกี่ยวกับข้อตกลงเช่าใช้กำลังการประมวลผลระยะเวลา 2 ปี ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1.0 หมื่นล้านดอลลาร์ และแม้ว่ากรณีหลังนี้จะยังอยู่ระหว่างการเจรจา แต่ทั้งสองกรณีก็สะท้อนให้เห็นร่วมกันว่า บริษัทที่มีขีดความสามารถการประมวลผลขนาดใหญ่ที่พร้อมใช้งานนั้น ไม่ได้ขาดแคลนผู้ติดต่อสอบถามหรือผู้ซื้อที่มีศักยภาพแต่อย่างใด

การคุ้มครองทางสัญญาของไมโครซอฟท์เองนั้นมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากกว่า โดยก่อนหน้านี้ฝ่ายบริหารระบุว่า GPU ที่จัดซื้อมาใหม่ส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองเกือบตลอดอายุการใช้งานแล้ว และสัญญาที่ทำกับลูกค้ารายใหญ่ที่สุดบางรายนั้นครอบคลุมตลอดอายุการใช้งานของ GPU เลยทีเดียว ขณะที่ซอฟต์แวร์ยังคงได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ฮาร์ดแวร์ตัวเดิมจึงสามารถมอบประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการปรับปรุงอัตรากำไร (Margin) ให้ดีขึ้นตามกาลเวลา

หลักฐานเหล่านี้ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไมโครซอฟท์จะสามารถเปลี่ยนเส้นทางการใช้งานขีดความสามารถทั้งหมดของ OpenAI ไปให้ผู้อื่นใช้งานแทนได้ตลอดเวลาด้วยราคาเดิม ความเสี่ยงที่ไมโครซอฟท์ต้องแบกรับคือระยะเวลาที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบใหม่ ความจำเป็นในการลดราคาลง และความสามารถในการดำเนินงานของ OpenAI ไม่ใช่ความเสี่ยงในลักษณะที่ว่า 'จะไม่มีใครมารับช่วงต่อหาก OpenAI หยุดซื้อ' ทั้งนี้ ผมมองว่า OpenAI เป็นเสมือนลูกค้ารายใหญ่พิเศษ (Super-anchor customer) รายแรกสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ของไมโครซอฟท์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการปล่อยให้โครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นมาใหม่ว่างเปล่าในช่วงเริ่มต้น แต่ไม่ได้เป็นเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวในการรองรับการใช้งานนี้

การมีอยู่ของผู้ซื้อกลุ่มรองสำหรับการประมวลผลเป็นเพียงเครื่องพิสูจน์ว่าสินทรัพย์เหล่านี้มีสภาพคล่อง แต่การที่ไมโครซอฟท์จะสามารถเก็บเกี่ยวส่วนต่างมูลค่าเพิ่มนอกเหนือจากการให้เช่าระบบประมวลผลได้นั้น บริษัทจะต้องทำให้ลูกค้ายอมเก็บรักษาข้อมูล สิทธิ์การเข้าถึง และกระบวนการทำงาน (Workflows) ต่าง ๆ ไว้ภายในแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์เอง

โมเดลเปลี่ยนใหม่ได้ แต่โครงสร้างสถานะขององค์กรนั้นย้ายยาก

องค์กรต่าง ๆ กำลังเปิดรับสถาปัตยกรรมแบบหลายโมเดล (Multi-model) โดยอาจเลือกใช้งาน OpenAI ในวันนี้ และในวันพรุ่งนี้อาจเพิ่มแอนโทรปิก โมเดลแบบโอเพนซอร์ส (Open-source) หรือโมเดลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของไมโครซอฟท์เข้ามา แม้ตัวโมเดลจะสามารถสับเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน แต่ความสัมพันธ์ของพนักงาน สิทธิ์การเข้าถึงเอกสาร ประวัติโครงการ และกฎเกณฑ์การอนุมัติต่าง ๆ นั้นไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

องค์ประกอบที่ย้ายได้ยากเหล่านี้เรียกโดยรวมได้ว่าเป็น "สถานะ" (State) ที่จำเป็นต่อการที่องค์กรต่าง ๆ จะขับเคลื่อนระบบ AI นอกเหนือจากนี้ อำนาจอธิปไตยทาง AI (AI sovereignty) ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องที่ว่าข้อมูลถูกจัดเก็บไว้ในประเทศใดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่องค์กรต่าง ๆ สามารถควบคุมข้อมูลของตนเอง การเลือกโมเดล ต้นทุน สิทธิ์ในการยืนยันตัวตน และความต่อเนื่องทางธุรกิจได้ด้วยตนเองหรือไม่

Microsoft Foundry เป็นแพลตฟอร์มการพัฒนาแอปพลิเคชัน AI และเอเจนต์ AI สำหรับองค์กรของไมโครซอฟท์ ทำหน้าที่ดูแลการเลือกโมเดล การรวมข้อมูล การประเมินผล การปรับใช้ และการกำกับดูแล ปัจจุบันแพลตฟอร์มดังกล่าวนำเสนอโมเดลมากกว่า 11,000 โมเดล โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2026 เป็นต้นมา จำนวนลูกค้าที่เลือกใช้ผู้ให้บริการโมเดลหลายรายพร้อมกันได้เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ยังได้แยกส่วนบริบท (Context) ความจำ (Memory) และสิทธิ์ในการปฏิบัติงานออกจากโมเดลเดี่ยว ๆ ส่งผลให้องค์กรสามารถเปลี่ยนโมเดลได้โดยไม่ต้องสร้างระบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมด

สิ่งนี้ยังช่วยสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนอีกด้วย โดยงานที่เรียบง่ายสามารถส่งต่อไปยังโมเดลขนาดเล็กที่มีราคาถูกกว่า ในขณะที่งานที่มีความซับซ้อนจะถูกส่งไปประมวลผลยังโมเดลระดับแนวหน้า ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์เปิดเผยว่า ในกระบวนการทำงานด้านความปลอดภัย การผสมผสานหลายโมเดลร่วมกันช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันหรือดีกว่าเดิมด้วยต้นทุนเพียงครึ่งเดียวโดยประมาณ ซึ่งการที่โมเดลกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commoditization) มีแต่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับชั้นการควบคุม (Control layer) ของไมโครซอฟท์ ตราบใดที่ข้อมูล สิทธิ์การใช้งาน และกระบวนการทำงานยังคงถูกจัดการโดยไมโครซอฟท์

ไมโครซอฟท์ยังมีแผนที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและวิศวกรรมจำนวน 6,000 คนเข้าไปทำงานร่วมในโครงการของลูกค้าโดยตรง ซึ่งตลอดช่วงเวลาทดสอบในปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ดำเนินโครงการเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 330 โครงการ ครอบคลุมลูกค้า 164 ราย โดยทีมงานชุดนี้มีบทบาทในการนำเสนอขีดความสามารถด้านการปรับใช้งาน (Deployment capability) มากกว่าด้านขีดความสามารถของโมเดล ซึ่งจะช่วยลูกค้าในการผสานรวม AI เข้ากับข้อมูลจริง ข้อกำหนดด้านการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และกระบวนการทางธุรกิจ ซึ่งหากโครงการเหล่านี้สามารถตกผลึกกลายเป็นเอเจนต์ AI ที่ทำซ้ำได้ โมเดลข้อมูล และการใช้งานแพลตฟอร์ม ก็จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับปราการป้องกันทางธุรกิจ (Moat) แต่หากโครงการเหล่านั้นยังต้องอาศัยการส่งมอบงานด้วยแรงงานคนเป็นหลัก ก็จะมีลักษณะคล้ายกับธุรกิจที่ปรึกษาที่มีอัตรากำไรต่ำ

ลูกค้าอาจเลือกสลับโมเดลการใช้งานได้ แต่คงไม่มีใครอยากสร้างระบบข้อมูล ตัวตน และกรอบการกำกับดูแลของตนเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ดี ความผูกพันกับแพลตฟอร์ม (Platform stickiness) จะมีมูลค่าทางการเงินอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อมันถูกเปลี่ยนเป็นการใช้งานจริงเท่านั้น ซึ่งในปัจจุบัน Copilot ถือเป็นช่องทางที่สำคัญที่สุดในการสร้างรายได้

Copilot เริ่มเปลี่ยนโฉมจากการควบคุมแพลตฟอร์มไปสู่การสร้างรายได้แบบหลากหลายมิติ

ในไตรมาสนี้ จำนวนผู้ใช้งานแบบชำระเงิน (Paid seats) ของ Microsoft 365 Copilot ทะลุหลัก 30 ล้านราย โดยจำนวนผู้ใช้งานสุทธิที่เพิ่มขึ้นเติบโตกว่าสองเท่าเมื่อเทียบรายไตรมาส ขณะที่กลุ่มลูกค้าที่มีผู้ใช้งานเกิน 50,000 รายมีจำนวนเติบโตกว่าเจ็ดเท่าตัวเมื่อเทียบรายปี และกลุ่มลูกค้าองค์กรที่นำ Copilot ไปปรับใช้กับพนักงานสายข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่ในบริษัทมีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบ 75% เมื่อเทียบรายไตรมาส นอกจากนี้ ความถี่เฉลี่ยของการใช้งานรายสัปดาห์ในปัจจุบันยังใกล้เคียงกับ Outlook และ Teams แล้ว และระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเปิดใช้งานไปจนถึงการมีอัตราการใช้งานจริงรายเดือน (Monthly active rate) แตะระดับ 80% ได้ลดสั้นลงจากหลักหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ข้อมูลส่วนนี้ช่วยคลายความกังวลในเรื่องของการ 'ซื้อมาแต่ไม่ได้เปิดใช้' ลงได้เป็นอันดับแรก โดย Copilot กำลังก้าวผ่านการเป็นเพียงโครงการนำร่องขนาดเล็กไปสู่การดำเนินงานประจำวัน ซึ่งข้อได้เปรียบด้านช่องทางการจัดจำหน่ายเกิดจากข้อเท็จจริงง่าย ๆ ที่ว่า Copilot ไม่ใช่แอปพลิเคชันใหม่ที่องค์กรต้องคอยโปรโมตแยกต่างหาก ทว่าได้รับการติดตั้งเข้าไว้โดยตรงในระบบเดิมที่มีอยู่แล้วอย่าง Word, Excel, Outlook และ Teams ทำให้สามารถสืบทอดข้อมูล ตัวตน และสิทธิ์การใช้งานที่ระบบเดิมได้ตั้งค่าไว้อยู่แล้วได้ทันที

ซัตยา นาเดลลา (Nadella) ได้ยกตัวอย่างในระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์ร่วมกับผู้ถือหุ้นว่า: การส่งไฟล์ PDF ไปให้ Copilot เพื่อสร้างแดชบอร์ด Power BI ซึ่งเบื้องหลังการสั่งงานเพียงครั้งเดียวนั้น โมเดลข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ Fabric และ OneLake รหัสโค้ดจะถูกบันทึกไว้ใน GitHub และตัวตนรวมถึงสิทธิ์ของเอเจนต์ AI จะถูกจัดการโดย Agent 365 ซึ่ง Agent 365 คือชั้นการควบคุม (Control layer) ของไมโครซอฟท์ที่ใช้สำหรับจัดการเรื่องตัวตน ความปลอดภัย และสิทธิ์ของเอเจนต์ AI ความสำคัญของตัวอย่างนี้ไม่ได้อยู่ที่การที่ไมโครซอฟท์มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทว่าอยู่ที่การทำงานขององค์กรเพียงงานเดียวก็สามารถกระตุ้นให้เกิดรายได้ในส่วนของแอปพลิเคชัน ข้อมูล การพัฒนาซอฟต์แวร์ การกำกับดูแล และคลาวด์คอมพิวติ้งได้พร้อม ๆ กัน

ในอดีต ผลิตภัณฑ์ Office จะถูกเรียกเก็บค่าบริการตามจำนวนผู้ใช้งานเป็นหลัก แต่ในยุคแห่ง AI ไมโครซอฟท์สามารถเรียกเก็บค่าบริการตามปริมาณงานที่ผ่านเข้าสู่แพลตฟอร์มได้ด้วยเช่นกัน โดยบริษัทกำลังขยายรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากรูปแบบเก็บค่าบริการรายหัวเพียงอย่างเดียว (Seat-based model) ไปเป็นแบบ 'สิทธิ์ผู้ใช้งานบวกกับการใช้งานจริง' (Seats plus usage) หลังจากเพิ่มระบบเรียกเก็บเงินตามการใช้งานจริง (Pay-as-you-go) รายได้จากการบริโภค (Consumption revenue) ของ GitHub Copilot ก็แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้นในระหว่างไตรมาส และรายได้จาก Copilot เติบโตขึ้นมากกว่า 60% เมื่อเทียบรายไตรมาส นอกจากนี้ บริการระดับพรีเมียมอย่าง Copilot, E5 และ E7 ยังช่วยขับเคลื่อนรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) ของ Microsoft 365 ให้เพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวนี้ยังไม่ได้สะท้อนออกมาในงบการเงินอย่างสมบูรณ์แบบ โดยอัตราการเติบโตที่ปรับปรุงแล้วของ Microsoft 365 Commercial Cloud ยังคงอยู่ที่ประมาณ 16% ในไตรมาสนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเติบโตของจำนวนผู้ใช้งานนั้นนำหน้าการเติบโตของรายได้ ด้านฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่าการขยายตัวของ Copilot, E7 และระบบเรียกเก็บเงินตามการใช้งานจริง จะช่วยให้อัตราการเติบโตค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นตลอดปีงบประมาณ 2027 ทั้งนี้ เพดานสูงสุด of Copilot ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่จำนวนผู้ช่วยแชตบอตที่ขายได้เท่านั้น แต่อยู่ที่ปริมาณงานขององค์กรที่หลั่งไหลผ่านแพลตฟอร์มของไมโครซอฟท์ ซึ่งนำไปสู่การสร้างรายได้ที่หลากหลายมิติระหว่างกระบวนการทำงานดังกล่าว

แม้ว่าปริมาณงาน (Workflows) ที่มากขึ้นจะส่งผลให้มีโอกาสสร้างรายได้ที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ทว่าก็นำมาซึ่งต้นทุนการประมวลผลแบบอนุมาน (Inference costs) ที่สูงขึ้นเช่นกัน ขั้นตอนต่อไปที่ต้องจับตามองคือ รายได้ส่วนเพิ่มจะสามารถเติบโตได้ทันและแซงหน้าค่าเสื่อมราคา ค่าพลังงาน และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลได้หรือไม่

อัตรากำไรขั้นต้นยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเริ่มแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นก่อนใคร

อัตรากำไรขั้นต้นของ Microsoft Cloud อยู่ที่ 65% ในไตรมาสนี้ ซึ่งยังคงต่ำกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจ Intelligent Cloud ซึ่งเป็นกลุ่มที่ Azure สังกัดอยู่ โดยในขณะที่ Azure มีการเติบโตแบบไม่คิดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน (Constant-currency) เร่งตัวขึ้นเป็น 43% จาก 39% ในไตรมาสก่อนหน้า อัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มธุรกิจดังกล่าวได้ฟื้นตัวจาก 56.4% สู่ระดับ 57.1% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานก็ปรับตัวดีขึ้นจาก 39.7% สู่ระดับ 40.6% แม้สิ่งนี้จะไม่ได้พิสูจน์ว่าอัตรากำไรเดี่ยว ๆ ของ Azure ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่การเร่งตัวของการเติบโตก็ไม่ได้เข้ามากดดันให้อัตรากำไรของกลุ่มธุรกิจนี้แย่ลงอย่างต่อเนื่องแต่อย่างใด

ข้อมูลผลประกอบการตลอดทั้งปีมีความชัดเจนยิ่งขึ้น:

ตัวชี้วัด

ปีงบประมาณ 2025

ปีงบประมาณ 2026

การเปลี่ยนแปลง

อัตรากำไรขั้นต้น

68.80%

67.90%

-0.9 จุดเปอร์เซ็นต์

อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

23.20%

21.20%

-2.0 จุดเปอร์เซ็นต์

อัตรากำไรจากการดำเนินงาน

45.60%

46.80%

+1.2 จุดเปอร์เซ็นต์

การใช้งาน Azure และ AI ที่เพิ่มขึ้นได้ฉุดอัตรากำไรขั้นต้นลงจริง ๆ แต่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานกลับลดลงมากกว่า โดยรายได้ในปีงบประมาณ 2026 เติบโตขึ้น 18% และกำไรจากการดำเนินงานเติบโตขึ้น 21% อย่างน้อยที่สุดในระดับองค์กร การลงทุนด้าน AI ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเลเวอเรจการดำเนินงาน (operating leverage) แบบดั้งเดิมของไมโครซอฟท์ ทั้งนี้ อัตราส่วนข้างต้นทั้งหมดคำนวณจากข้อมูลในงบกำไรขาดทุนประจำปีของไมโครซอฟท์

นอกจากนี้ยังเห็นการปรับปรุงที่วัดผลได้ในฝั่งของต้นทุนด้วยเช่นกัน โดยประสิทธิภาพต่อต้นทุนดอลลาร์สำหรับชิป Maia 200 เพิ่มขึ้น 30% และประสิทธิภาพต่อวัตต์เพิ่มขึ้น 40% เมื่อรันโมเดล MAI ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของไมโครซอฟท์บนชิปดังกล่าว ขณะที่การใช้งานโทเค็นในบางสถานการณ์ของ GitHub Copilot ลดลง 10% ทั้งนี้ โทเค็นคือหน่วยวัดพื้นฐานสำหรับโมเดลในการประมวลผลข้อมูล และแม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะไม่สามารถนำไปอนุมานกับทุกธุรกิจได้ทั้งหมด แต่ก็แสดงให้เห็นว่าไมโครซอฟท์กำลังลดต้นทุนในการทำงานแบบเดียวกันลงในทั้งสามระดับ ได้แก่ ชิป, โมเดล และซอฟต์แวร์

รายจ่ายฝ่ายทุนยังคงเป็นลูปที่ยังไม่ปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ โดยไมโครซอฟท์ได้ขยายอายุการใช้งานโดยประมาณของศูนย์ข้อมูลและอาคารสำนักงานจาก 15 ปีเป็น 25 ปี และเปลี่ยนสัญญาเช่าในอนาคตจากสัญญาเช่าทางการเงิน (finance lease) ไปเป็นสัญญาเช่าดำเนินงาน (operating lease) มากขึ้น ส่งผลให้ตัวเลขรายจ่ายฝ่ายทุนสำหรับปีปฏิทิน 2026 ลดลงจากประมาณ 1.9 แสนล้านดอลลาร์ เหลือ 1.75 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายบริหารระบุอย่างชัดเจนว่าแผนการลงทุนที่แท้จริงไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

รายจ่ายฝ่ายทุนจำนวน 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสนี้ รวมถึงสัญญาเช่าทางการเงินมูลค่า 5.6 พันล้านดอลลาร์ด้วย เมื่อคำนวณจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานหักด้วยการซื้อที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ด้วยเงินสดแล้ว กระแสเงินสดอิสระจะอยู่ที่ 1.96 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้น ตัวเลขกระแสเงินสดอิสระนี้จึงไม่ได้หักต้นทุนทางเศรษฐกิจทั้งหมดของสินทรัพย์เช่าที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในไตรมาสนี้ออกไปในคราวเดียว ทั้งนี้ กระแสเงินสดอิสระตลอดปีงบประมาณ 2026 อยู่ที่ประมาณ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 7.16 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า

สมมติฐานหลักของผมไม่ใช่การฟื้นตัวในทันทีของอัตรากำไรขั้นต้น แต่เป็นการหยุดปรับตัวแย่ลงก่อน จากนั้นจึงใช้เลเวอเรจด้านค่าใช้จ่ายเพื่อผลักดันกำไรต่อหุ้น (EPS) และหากอัตรากำไรขั้นต้นและกระแสเงินสดอิสระปรับตัวดีขึ้นในเวลาต่อมา นั่นจะถือเป็นการปรับประมาณการกำไรรอบที่สอง

ที่ระดับ Forward P/E ประมาณ 25 เท่า การเดิมพันคือการที่กระแสเงินสดจะไล่ตามกำไรทัน

อิงจากราคาปิดที่ 499.86 ดอลลาร์ ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2026 มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของไมโครซอฟท์อยู่ที่ประมาณ 3.72 ล้านล้านดอลลาร์ และหลังจากการปรับปรุงอย่างง่ายโดยหักหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยออกจากเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้น ณ สิ้นปี มูลค่ากิจการจะอยู่ที่ประมาณ 3.68 ล้านล้านดอลลาร์ โดยมีจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดประมาณ 7.427 พันล้านหุ้น

ตัวชี้วัดการประเมินมูลค่า

ระดับปัจจุบัน

คาดการณ์กำไรต่อหุ้นเฉลี่ย (Consensus EPS) สำหรับปีงบประมาณ 2027 / Forward P/E

19.67 ดอลลาร์ / 25.4 เท่า

คาดการณ์กำไรต่อหุ้นเฉลี่ย (Consensus EPS) สำหรับปีงบประมาณ 2028 / Forward P/E

23.44 ดอลลาร์ / 21.3 เท่า

กระแสเงินสดอิสระปีงบประมาณ 2026

ประมาณ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด / กระแสเงินสดอิสระ

ประมาณ 55.6 เท่า

ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา คาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) เฉลี่ยสำหรับปีงบประมาณ 2027 และปีงบประมาณ 2028 ถูกปรับเพิ่มขึ้นจาก 19.43 ดอลลาร์ และ 22.87 ดอลลาร์ เป็น 19.67 ดอลลาร์ และ 23.44 ดอลลาร์ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าการปรับเพิ่มประมาณการกำไรรอบแรกได้เกิดขึ้นไปแล้ว ทั้งนี้ ตัวคูณมูลค่าในตารางคำนวณจากราคาหุ้นล่าสุด คาดการณ์เฉลี่ยจาก FactSet และข้อมูลกระแสเงินสดของไมโครซอฟท์

นี่ไม่ใช่หุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมองจากมุมมองด้านกำไร Forward P/E ที่ระดับประมาณ 25 เท่า ถือว่าสอดคล้องกับการเติบโตของกำไรในระดับเลขสองหลักช่วงกลางถึงสูง และหากมองจากมุมมองด้านกระแสเงินสด อัตราส่วนที่สูงกว่า 55 เท่าก็ยังคงถือว่าแพง ช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้คือความเสี่ยงหลักที่นักลงทุนต้องเผชิญในปัจจุบัน นั่นคือ ศูนย์ข้อมูลและชิปที่ลงทุนไปในวันนี้จะสามารถช่วยให้กระแสเงินสดไล่ตามกำไรทันในอนาคตได้หรือไม่

รายงานผลประกอบการไตรมาสนี้ช่วยเพิ่มความเป็นไปได้ดังกล่าว เนื่องจาก Azure มีการสนับสนุนด้านอุปทานที่ชัดเจน ยอดสั่งซื้อที่ไม่ได้มาจาก OpenAI กำลังขยายตัว Copilot เริ่มเปลี่ยนงานเดี่ยวให้กลายเป็นรายได้หลายชั้น และประสิทธิภาพด้านต้นทุนก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ผลตอบแทนตามดัชนีอ้างอิงไม่จำเป็นต้องอาศัยการขยายตัวของมูลค่าหุ้น (valuation expansion) เพิ่มเติม แต่ขึ้นอยู่กับการบรรลุเป้าหมายกำไรจริง ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเกินจะขึ้นอยู่กับการที่อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจคลาวด์ผ่านจุดต่ำสุดและการฟื้นตัวของกระแสเงินสดอิสระ

ไมโครซอฟท์กำลังแสดงความแข็งแกร่งอีกครั้งใช่หรือไม่?

คำตอบของผมค่อนข้างไปในทางว่าใช่ ไมโครซอฟท์ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเงินลงทุนใน AI ทุกดอลลาร์จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงได้ แต่เมื่อพิจารณาตั้งแต่กำลังการประมวลผลที่สามารถจำหน่ายได้ การกระจายกลุ่มลูกค้า และการควบคุมแพลตฟอร์ม ไปจนถึงการสร้างรายได้จากแอปพลิเคชัน ห่วงโซ่นี้มีความสมบูรณ์มากกว่าเมื่อไตรมาสที่แล้วอย่างมาก

นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ก็ไม่จำเป็นต้องชนะในทุกเจเนอเรชันของโมเดล ยิ่งโมเดลมีราคาถูกลงและเปลี่ยนทดแทนกันได้ง่ายขึ้นเท่าใด องค์กรต่าง ๆ ก็ยิ่งสามารถปรับใช้งานเอเจนต์ AI และงานอัตโนมัติได้มากขึ้นเท่านั้น และตราบใดที่ข้อมูล สิทธิ์การเข้าถึง การกำกับดูแล และขั้นตอนการทำงาน (workflow) ยังคงทำงานอยู่ภายในระบบนิเวศของไมโครซอฟท์ ไมโครซอฟท์ก็จะมีโอกาสสร้างรายได้จากปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้ที่ถือหุ้นไมโครซอฟท์อยู่แล้ว ผมมักจะแนะนำให้ถือหุ้นผู้ชนะต่อไป (let the winner run) โดยเกณฑ์การพิจารณาในที่นี้ไม่ใช่การที่ราคาหุ้นเพิ่งปรับตัวสูงขึ้น แต่เป็นเพราะคุณภาพเบื้องหลังการคาดการณ์ผลกำไรกำลังปรับตัวดีขึ้นต่างหาก

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ถือหุ้นไมโครซอฟท์ ผมก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะพลาดโอกาสไป เนื่องจากค่า P/E ของปีงบประมาณ 2027 ที่ 25.4 เท่า ไม่ได้ให้อัตราเผื่อเพื่อความปลอดภัย (margin of safety) ที่สมบูรณ์แบบ และตัวคูณกระแสเงินสดอิสระที่ 55.6 เท่าก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าผลตอบแทนในรูปของเงินสดยังไม่เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากความชัดเจนของการเติบโตของ Azure, แนวทางการสร้างรายได้ในเชิงพาณิชย์ของ Copilot และเงื่อนไขการผ่านจุดต่ำสุดของอัตรากำไรควบคู่กันแล้ว อัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงในปัจจุบันของไมโครซอฟท์ยังคงมีความน่าดึงดูดใจ

การ 'ปล่อยให้หุ้นผู้ชนะทำกำไรต่อไป' (Let the winner run) ไม่ใช่เรื่องของการไล่ราคาที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่คือการไม่รีบร้อนที่จะขายทำกำไรออกไปเมื่อปัจจัยพื้นฐานของหุ้นผู้ชนะยังคงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ เพียงเพราะว่าหุ้นนั้นเพิ่งพิสูจน์ตัวเองได้ไม่นาน

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทวิเคราะห์ในบทความนี้เป็นเพียงกรอบการวิจัยที่อิงจากข้อมูลสาธารณะที่มีอยู่ และไม่ได้ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุนใด ๆ

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้บ่งบอกถึงผลลัพธ์ในอนาคต
placeholder
ทองคำยังทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบเจ็ดสัปดาห์ ตลาดรอดีลช่องแคบฮอร์มุซในวันพฤหัสบดี ทองคํา (XAU/USD) ปรับตัวลดลงมาจากขาขึ้น หลังจากที่ขึ้นไปเหนือระดับ $4,300 ชั่วคราว เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐ (USD) ทรงตัว ขณะที่เทรดเดอร์รอการยืนยันว่ามีโอกาสเกิดข้อตกลงระหว่างอิหร่านและโอมานเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เขียนข่าวนี้ XAU/USD เคลื่อนไหวอยู่รอบ ๆ $4,260 เพิ่มขึ้น 0.30% ในราย
ผู้เขียน  FXStreet
8 เดือน 07 วัน ศุกร์
ในวันพฤหัสบดี ทองคํา (XAU/USD) ปรับตัวลดลงมาจากขาขึ้น หลังจากที่ขึ้นไปเหนือระดับ $4,300 ชั่วคราว เนื่องจากดอลลาร์สหรัฐ (USD) ทรงตัว ขณะที่เทรดเดอร์รอการยืนยันว่ามีโอกาสเกิดข้อตกลงระหว่างอิหร่านและโอมานเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เขียนข่าวนี้ XAU/USD เคลื่อนไหวอยู่รอบ ๆ $4,260 เพิ่มขึ้น 0.30% ในราย
placeholder
ข่าวหุ้นวันนี้ งานสหรัฐอ่อนดันหุ้น–ทองฟื้น แต่น้ำมันยังขวาง Fed ขณะ SET บวกแรงแบบไม่ทั่วตลาดทันทุกกระแสการเงิน สรุปข่าวเด่น Forex หุ้น ทองคำ คริปโตฯ และเศรษฐกิจรอบวัน วิเคราะห์แนวโน้มตลาดด้วยข้อมูลเชิงลึก อ่านง่าย เข้าใจไว อัปเดตล่าสุดที่นี่
ผู้เขียน  Mitrade
22 ชั่วโมงที่แล้ว
ทันทุกกระแสการเงิน สรุปข่าวเด่น Forex หุ้น ทองคำ คริปโตฯ และเศรษฐกิจรอบวัน วิเคราะห์แนวโน้มตลาดด้วยข้อมูลเชิงลึก อ่านง่าย เข้าใจไว อัปเดตล่าสุดที่นี่
placeholder
คาดการณ์ราคาโลหะเงิน: XAG/USD เริ่มต้นสัปดาห์การรายงาน CPI ของสหรัฐฯ แบบทรงตัวที่บริเวณ 63.50 ดอลลาร์ราคาโลหะเงิน (XAGUSD) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ที่ประมาณ $63.50 ในช่วงตลาดเอเชียเปิดทำการต้นสัปดาห์ โลหะเงินยังพยายามหาทิศทาง แต่ยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบเจ็ดสัปดาห์ที่ $65.16 ซึ่งทำไว้เมื่อวันศุกร์
ผู้เขียน  FXStreet
20 ชั่วโมงที่แล้ว
ราคาโลหะเงิน (XAGUSD) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ ที่ประมาณ $63.50 ในช่วงตลาดเอเชียเปิดทำการต้นสัปดาห์ โลหะเงินยังพยายามหาทิศทาง แต่ยังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบเจ็ดสัปดาห์ที่ $65.16 ซึ่งทำไว้เมื่อวันศุกร์
placeholder
ทองคำถอยลงจากระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน ท่ามกลางการแข็งค่าขึ้นของ USD ยืนเหนือแนวรับสำคัญที่ $4,300ทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ และเคลื่อนตัวออกจากระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งแตะไว้เมื่อวันศุกร์หลังการเปิดเผยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ของสหรัฐฯ ที่น่าผิดหวัง
ผู้เขียน  FXStreet
20 ชั่วโมงที่แล้ว
ทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ และเคลื่อนตัวออกจากระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งแตะไว้เมื่อวันศุกร์หลังการเปิดเผยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ของสหรัฐฯ ที่น่าผิดหวัง
placeholder
คาดการณ์ราคา EURUSD: เส้น SMA 100 วันจำกัดการฟื้นตัวของยูโรยูโรมีแนวโน้มปิดเซสชั่นวันจันทร์ด้วยการปรับตัวลดลงประมาณ 0.13% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เนื่องจากข่าวล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจล่าช้าออกไป ขณะที่ในมุมมองทางเทคนิค EUR/USD ชะลอตัวลงที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) 100 วันใกล้กับระดับ 1.1568.
ผู้เขียน  FXStreet
1 ชั่วโมงที่แล้ว
ยูโรมีแนวโน้มปิดเซสชั่นวันจันทร์ด้วยการปรับตัวลดลงประมาณ 0.13% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เนื่องจากข่าวล่าสุดชี้ให้เห็นว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจล่าช้าออกไป ขณะที่ในมุมมองทางเทคนิค EUR/USD ชะลอตัวลงที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างง่าย (SMA) 100 วันใกล้กับระดับ 1.1568.
goTop
quote