Bitcoin (BTCUSD) ปรับลง 1.01% ณ วันที่ 31 ก.ค. เวลา 03:05(ET) อยู่ที่ $64091.83 โดยมีการเคลื่อนไหวในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ปรับลง 0.08%

ปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของราคาบิทคอยน์ในปัจจุบัน คือการมาบรรจบกันของการหมดอายุของสัญญาออปชันรายเดือนประจำเดือนกรกฎาคม และการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนช่วงสิ้นเดือนของนักลงทุนสถาบัน ในฐานะที่เป็นการชำระราคาตราสารอนุพันธ์รายเดือนครั้งใหญ่ที่สุดของไตรมาส การหมดอายุของสถานะคงค้าง (open interest) ที่มีนัยสำคัญในสัญญาคอลออปชันและพุทออปชัน ได้บีบให้ผู้สร้างสภาพคล่อง (market makers) ต้องปรับสถานะการป้องกันความเสี่ยงแบบเดลตา (delta-hedging) กิจกรรมทางเทคนิคนี้มักสร้างความผันผวนเฉพาะช่วง เนื่องจากราคาสปอตเคลื่อนตัวเข้าหาระดับราคา Max Pain ซึ่งส่งผลให้แรงส่งขาขึ้นลดลงชั่วคราวและเพิ่มแรงกดดันจากการเทขายในตลาดสปอต
สภาพคล่องทางเศรษฐกิจมหภาคกำลังเผชิญกับปัจจัยลบเพิ่มเติมหลังจากการประชุมนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดยขณะนี้ตลาดกำลังย่อยข่าวการคงอัตราดอกเบี้ยในเชิงคุมเข้มนโยบาย (hawkish hold) ของ FOMC ซึ่งช่วยหนุนดัชนีดอลลาร์สหรัฐและส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีทรงตัวอยู่ในระดับสูง ในสภาพแวดล้อมที่อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) ยังคงตึงตัว ความต้องการสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุนสถาบัน เช่น บิทคอยน์ มักจะลดลงตามธรรมชาติ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์ส่งผลให้เกิดแรงกดดันขาลงโดยตรงต่อคู่เทรด BTCUSD ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการลดสัดส่วนหนี้สิน (deleveraging) เป็นวงกว้างในพอร์ตการลงทุนมหภาคทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนหันไปเน้นความปลอดภัยของเงินสดและตราสารหนี้คุณภาพสูงในช่วงสิ้นเดือน
ข้อมูลกระแสเงินทุนของ Spot Bitcoin ETF บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนทิศทางไปสู่ยอดเงินไหลออกสุทธิหรือการไหลเข้าที่ชะลอตัวลง ซึ่งสะท้อนว่ากระแสการสะสมของสถาบันในระลอกแรกนั้นได้มาถึงจุดทรงตัวชั่วคราวแล้ว ทั้งนี้ ผู้จัดการกองทุนสินทรัพย์ผสม (multi-asset fund managers) มักจะทำการปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนอย่างเป็นระบบในวันซื้อขายสุดท้ายของเดือนเพื่อรักษาน้ำหนักการลงทุนเป้าหมาย และเมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงานของบิทคอยน์ในช่วงต้นไตรมาส ผู้จัดการกองทุนเหล่านี้จึงน่าจะปรับลดสัดส่วนการถือครองลงเพื่อล็อกกำไรและปรับพอร์ตลงทุนให้เป็นไปตามเกณฑ์ความเสี่ยงที่กำหนด การเทขายของสถาบันครั้งนี้ แม้จะมีลักษณะเป็นไปตามกลไกโครงสร้างพอร์ต แต่ก็ขาดเจตนาเชิงรุกที่แสดงถึงการเปลี่ยนทิศทางไปสู่แนวโน้มขาลงตามปัจจัยพื้นฐาน หากแต่น่าจะเป็นการบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีวินัย
ข้อมูลบนเครือข่าย (on-chain data) เผยให้เห็นว่ามีปริมาณไหลเข้าสู่กระดานซื้อขาย (exchange inflows) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากกลุ่มผู้ถือครองระยะสั้น ซึ่งบ่งชี้ถึงความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงที่ลดลงในกลุ่มผู้ซื้อขายที่ใกล้เคียงกับนักลงทุนรายย่อย ขณะเดียวกัน ตลาดสัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีกำหนดวันหมดอายุ (perpetual futures) แสดงให้เห็นถึงการลดลงของอัตรา Funding Rate ซึ่งสะท้อนว่าสถานะซื้อ (long) เพื่อเก็งกำไรที่สะสมมาในช่วงต้นเดือนกำลังถูกล้างออกไป การรีเซ็ตเลเวอเรจในตลาดอนุพันธ์นี้ถือเป็นกลไกที่ดีต่อเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว แม้จะส่งผลให้ราคาอ่อนตัวลงชั่วคราวในระหว่างกระบวนการบังคับขาย (liquidation) ก็ตาม
แม้จะเกิดความผันผวนระหว่างวัน แต่มุมมองบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์รักษามูลค่าระยะยาวนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลง การปรับตัวลดลงในปัจจุบันดูเหมือนจะเป็นการย่อตัวลงที่เกิดจากปัจจัยด้านสภาพคล่อง มากกว่าจะเป็นการสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของเครือข่ายที่ย่ำแย่ลงหรืออุปสรรคด้านกฎระเบียบ โดยนักลงทุนกำลังเฝ้าติดตามข้อมูลตลาดแรงงานและตัวเลขเงินเฟ้อในอนาคตอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าเฟดจะปรับทิศทางนโยบายการเงินไปสู่แนวทางที่ผ่อนคลายมากขึ้นในไตรมาสที่ 4 หรือไม่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นที่จำเป็นต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของสภาพคล่องในสินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างเพิ่มความระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการรักษาเงินทุนเป็นอันดับแรก ท่ามกลางความคาดหวังด้านเศรษฐกิจมหภาคที่เปลี่ยนแปลงไป
ในเชิงเทคนิค Bitcoin (BTCUSD) มีค่า MACD (12,26,9) อยู่ที่ -195.541 ซึ่งบ่งชี้ถึงสัญญาณเป็นกลาง ขณะที่ค่า RSI ที่ 49.719 แสดงถึงสภาวะเป็นกลาง และค่า Williams %R ที่ 65.283 แสดงถึงสภาวะขาย โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์และความเสี่ยงล่าสุด: