Bank of America Corp (BAC) เคลื่อนไหว ขึ้น 3.53% กลุ่มอุตสาหกรรม บริการทางการเงินและการลงทุน ขึ้น 3.31%. บริษัทมีผลการดำเนินงานดีกว่าอุตสาหกรรมโดยรวม หุ้นที่มีปริมาณการเทรดสูงสุด 3 อันดับแรกในกลุ่ม ได้แก่: JPMorgan Chase & Co (JPM) ขึ้น 3.89%; Goldman Sachs Group Inc (GS) ขึ้น 4.95%; Citigroup Inc (C) ขึ้น 5.85%

การเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของหุ้น Bank of America (BAC) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2026 เป็นผลมาจากปัจจัยเชิงบวกหลายประการที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยรวม
ประการแรก การปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือโดย Jefferies Financial Group เป็นระดับ "ซื้ออย่างหนัก" (strong-buy) พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายเริ่มต้นที่ 60 ดอลลาร์ ดูเหมือนจะเป็นแรงหนุนสำคัญสำหรับหุ้นดังกล่าว การปรับเพิ่มอันดับนี้ซึ่งมีการรายงานเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2026 ส่งสัญญาณมุมมองเชิงบวกจากบริษัทวิจัยสถาบันชั้นนำ และส่งผลให้ความเห็นส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์ (consensus) อยู่ที่ระดับ "ซื้อปานกลาง" (Moderate Buy) โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 59.88 ดอลลาร์ แม้นักวิเคราะห์รายอื่นอย่าง Morgan Stanley จะปรับลดราคาเป้าหมายลงเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ความเชื่อมั่นโดยรวมจากการปรับเพิ่มอันดับของ Jefferies ดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากกว่า นอกจากนี้ Bank of America ยังได้รับอันดับความน่าเชื่อถือโดยรวมที่ระดับ "ซื้อ" (Buy) จากนักวิเคราะห์ 20 ราย โดย 40% แนะนำให้ "ซื้ออย่างหนัก" และ 45% แนะนำให้ "ซื้อ" ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกของนักวิเคราะห์โดยทั่วไป
ประการที่สอง การปรับพอร์ตการลงทุนของสถาบันบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น โดย Allspring Global Investments Holdings LLC ได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Bank of America ขึ้น 9.4% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ส่งผลให้มีการถือครองหุ้นรวม 3,264,245 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 182.6 ล้านดอลลาร์ การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์รายใหญ่นี้ บ่งชี้ถึงแนวโน้มเชิงบวกในระยะยาวต่อผลการดำเนินงานทางการเงินและศักยภาพในการเติบโตของ Bank of America ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน Northstar Advisory Group LLC ก็ได้เข้าซื้อหุ้นใหม่ใน BAC ในช่วงไตรมาสที่ 4 โดยถือครองหุ้นกว่า 63,000 หุ้น
ประการที่สาม ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคและสถานการณ์ในอุตสาหกรรมที่เป็นบวกมีบทบาทสำคัญ โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ในการประชุมเดือนมีนาคมตามความคาดหมาย แม้เฟดจะพยายามสร้างสมดุลท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ โดยเฉพาะจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปี 2026 สภาวะการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยมีเสถียรภาพและอาจมีการผ่อนคลายนโยบายในอนาคตนั้น โดยทั่วไปจะส่งผลดีต่อธนาคารขนาดใหญ่ที่มีการกระจายความเสี่ยงได้ดีอย่าง Bank of America นอกจากนี้ ชุดข้อเสนอกฎระเบียบจากหน่วยงานกำกับดูแลการธนาคารของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2026 บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่จะลดจำนวนเงินกองทุนที่ธนาคารต้องถือครองเพื่อรองรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้น หากมีการบังคับใช้จริง ข้อเสนอเหล่านี้อาจช่วยปลดล็อกเงินทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้แก่ธนาคาร เพื่อนำไปใช้ในการปล่อยสินเชื่อ การซื้อหุ้นคืน หรือการจ่ายเงินปันผล ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรได้
สุดท้าย ข้อมูลทางการเงินล่าสุดและแนวทางที่สดใสได้ช่วยหนุนราคาหุ้นด้วยเช่นกัน โดย Bank of America รายงานผลกำไรไตรมาส 4 ปี 2025 ที่แข็งแกร่ง ซึ่งมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.98 ดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 0.02 ดอลลาร์ และมีรายได้เติบโต 12.3% เมื่อเทียบเป็นรายปี นอกจากนี้ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของบริษัทยังสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้อีกด้วย ฝ่ายบริหารได้แสดงมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2026 โดยชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคและธุรกิจยังคงมีความยืดหยุ่น โดยบริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะเพิ่มขึ้นระหว่าง 5% ถึง 7% ในปี 2026 ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อความสามารถในการทำกำไรในอนาคต
ในเชิงเทคนิค Bank of America Corp (BAC) มีค่า MACD (12,26,9) อยู่ที่ [-1.22] ซึ่งบ่งชี้ถึงสัญญาณเป็นกลาง ขณะที่ค่า RSI ที่ 39.18 แสดงถึงสภาวะเป็นกลาง และค่า Williams %R ที่ -62.77 แสดงถึงสภาวะขายมากเกินไป โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด
Bank of America Corp (BAC) อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการทางการเงินและการลงทุน โดยมีรายได้รวมต่อปีล่าสุดอยู่ที่ $104.06B จัดอยู่ในอันดับที่ 2 ของอุตสาหกรรม ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ $29.05B จัดอยู่ในอันดับที่ 2 ของอุตสาหกรรม โปรไฟล์บริษัท
ในช่วงเดือนที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลายรายได้จัดอันดับบริษัทว่าอยู่ในระดับ ซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ $60.04 ขณะที่ราคาสูงสุดอยู่ที่ $71.00 และราคาต่ำสุดอยู่ที่ $46.00
ความเสี่ยงเฉพาะของบริษัท: