Ethereum (ETHUSD) ปรับลง 1.41% ณ วันที่ 3 ส.ค. เวลา 00:00(ET) อยู่ที่ $1854.68 โดยมีการเคลื่อนไหวในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ปรับลง 4.61%

แรงกดดันขาลงที่เกิดขึ้นกับอีเธอเรียม (Ethereum) ในปัจจุบัน สะท้อนถึงการตึงตัวของสภาพคล่องทั่วโลก และการเปลี่ยนแปลงความต้องการเปิดรับความเสี่ยงของสถาบันการเงิน หลังจากที่มีการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ตลาดกำลังปรับเปลี่ยนการคาดการณ์ต่อนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทายสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีผลตอบแทนในตัวเองและมีความผันผวนสูง (high-beta) ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยมหภาคนี้ ส่งผลให้ผู้จัดสรรเม็ดเงินลงทุนระดับสถาบันพากันลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน ซึ่งนำไปสู่การลดลงอย่างเห็นได้ชัดของเม็ดเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน Spot Ethereum ETF
ความผันผวนระหว่างวันส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งเห็นได้จากการกลับทิศทางของกระแสเงินทุนสุทธิในกองทุน ETF โดยหลังจากช่วงเวลาของการทยอยสะสมอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนมืออาชีพดูเหมือนจะกำลังปรับลดสัดส่วนการลงทุนเพื่อตอบสนองต่อความไม่แน่นอนของตลาดในวงกว้าง แรงเทขายนี้ยังรุนแรงขึ้นจากการชะลอตัวของกิจกรรมการวางค้ำประกัน (staking) บนเครือข่าย เนื่องจากส่วนต่างที่แคบลงระหว่างอัตราผลตอบแทนจากการ staking ของอีเธอเรียม กับอัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้แบบดั้งเดิม ส่งผลให้ความน่าดึงดูดใจในการสร้างผลตอบแทนบนเครือข่ายลดลง ด้วยเหตุนี้ มูลค่าส่วนเพิ่ม (premium) ที่อีเธอเรียมมักจะได้รับในช่วงที่สภาพคล่องขยายตัวจึงกำลังเผชิญกับความท้าทายในขณะนี้
ข้อมูลบนบล็อกเชนชี้ให้เห็นถึงการโอนอีเธอเรียมเข้าไปยังกระดานซื้อขายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้ถือครองรายใหญ่กำลังปรับพอร์ตเพื่อเน้นสภาพคล่องมากกว่าการสะสมสินทรัพย์ในระยะยาว การเปลี่ยนสถานะการลงทุนนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการบังคับปิดสถานะฝั่งซื้อ (long liquidations) อย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในตลาดอนุพันธ์ โดยเฉพาะสถานะ perpetual swap ที่ใช้เลเวอเรจ และเมื่อสถานะเหล่านี้ถูกบังคับปิด แรงเทขายที่ตามมาจึงเผชิญกับสภาพคล่องที่เบาบาง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้ราคาปรับตัวลดลงรุนแรงขึ้น เหตุการณ์การลดเลเวอเรจในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความอ่อนไหวของตลาดในปัจจุบันต่อการหมุนเวียนเงินทุนของสถาบัน ตลอดจนการขาดแรงซื้อหนุนในทันทีจากนักลงทุนรายย่อยเพื่อรองรับธุรกรรมขนาดใหญ่ดังกล่าว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายในระบบนิเวศของอีเธอเรียมยังมีส่วนทำให้เกิดมุมมองที่ระมัดระวัง โดยการโยกย้ายปริมาณธุรกรรมไปยังโซลูชันการขยายระบบบนเลเยอร์ 2 (Layer-2) อย่างต่อเนื่อง ได้เข้ามาเปลี่ยนความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมระหว่างกิจกรรมบนเครือข่ายและกลไกการเผาค่าธรรมเนียมของเลเยอร์พื้นฐาน (base layer) แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการขยายขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมระยะยาว แต่ผลกระทบระยะสั้นต่อสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานของสินทรัพย์ยังคงเป็นข้อถกเถียงในแบบจำลองการประเมินมูลค่าที่นักวิจัยของสถาบันต่าง ๆ นำมาใช้ ขณะเดียวกัน นักลงทุนกำลังจับตาการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้นกับโปรโตคอลการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในแต่ละเขตอำนาจศาลให้แก่สภาพแวดล้อมของตลาดในปัจจุบัน
แม้จะมีการย่อตัวลงเมื่อไม่นานมานี้ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการปรับฐานที่ขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่องภายใต้แนวโน้มเชิงโครงสร้างในภาพกว้าง โดยผู้ร่วมตลาดระดับสถาบันยังคงมุ่งเน้นไปที่การผสานรวมอีเธอเรียมเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลกในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (tokenization) และบริการ DeFi ระดับสถาบัน อย่างไรก็ตาม จนกว่าสภาพคล่องในระดับมหภาคจะมีเสถียรภาพ หรือมีปัจจัยกระตุ้นที่ชัดเจนจากการอัปเกรดเครือข่ายที่กำลังจะเกิดขึ้น อีเธอเรียมก็ยังคงมีความอ่อนไหวต่อภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off) ที่ครอบงำภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลกในขณะนี้ ซึ่งผู้เข้าร่วมตลาดต่างยังคงเฝ้าติดตามความสัมพันธ์ระหว่างทิศทางเงินทุนของกองทุน ETF และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล เพื่อเป็นดัชนีชี้วัดหลักสำหรับการกลับตัวของแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น
ในเชิงเทคนิค Ethereum (ETHUSD) มีค่า MACD (12,26,9) อยู่ที่ -19.976 ซึ่งบ่งชี้ถึงสัญญาณเป็นกลาง ขณะที่ค่า RSI ที่ 50.311 แสดงถึงสภาวะเป็นกลาง และค่า Williams %R ที่ 76.310 แสดงถึงสภาวะขาย โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์และความเสี่ยงล่าสุด: