Bitcoin (BTCUSD) ปรับลง 1.11% ณ วันที่ 3 ส.ค. เวลา 01:00(ET) อยู่ที่ $62762.57 โดยมีการเคลื่อนไหวในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ปรับลง 3.34%

ทิศทางขาลงของ Bitcoin ในระหว่างชั่วโมงการซื้อขายสะท้อนถึงการปรับสมดุลของความต้องการเปิดรับความเสี่ยง (risk-on sentiment) ในขณะที่สภาพคล่องทั่วโลกตึงตัวขึ้นเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดยปัจจัยกระตุ้นหลักดูเหมือนจะเป็นการกลับมาแข็งค่าขึ้นของดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index) ซึ่งขับเคลื่อนโดยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเกินคาด และส่งผลให้มีการปรับคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยขั้นสูงสุด (terminal rate) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2026 ไปในทิศทางที่คุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้น (hawkish) นอกจากนี้ เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีผลตอบแทนจึงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สถาบันต่าง ๆ ปรับลดการถือครองสินทรัพย์ดังกล่าวลงเล็กน้อย
การมีส่วนร่วมของนักลงทุนสถาบัน โดยหลักผ่านทางกองทุน spot Bitcoin ETF เริ่มแสดงสัญญาณของการชะลอตัวลง หลังจากมีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ การเปลี่ยนผ่านไปสู่สถานะเงินทุนไหลออกสุทธิ (net outflows) ในกองทุนชั้นนำที่มีฐานอยู่ในสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าผู้จัดสรรสินทรัพย์รายใหญ่กำลังเปลี่ยนไปเน้นการตั้งรับ (defensive posture) เพื่อรอสัญญาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับทิศทางอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก ซึ่งการชะลอตัวของนักลงทุนสถาบันนี้ได้ลดทอนแรงซื้อที่เคยช่วยพยุงราคา Bitcoin ให้อยู่เหนือระดับทางเทคนิคที่สำคัญ ส่งผลให้ราคาหลุดแนวรับระยะสั้นในที่สุด
กิจกรรมบนเครือข่าย (On-chain activity) สนับสนุนทิศทางของการกระจายสินทรัพย์ออกอย่างระมัดระวัง (cautious distribution) โดยการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของค่าเฉลี่ยปริมาณโอนเข้าสู่กระดานเทรด (exchange-inflow mean) บ่งชี้ว่าผู้ถือครองขนาดกลางและนักเก็งกำไรระยะสั้นกำลังโอนย้ายสินทรัพย์ไปยังแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์ (centralized platforms) ซึ่งน่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนในขาลงที่อาจเกิดขึ้นอีก นอกจากนี้ ตลาดอนุพันธ์ยังเผชิญกับการล้างสถานะซื้อ (long positions) เฉพาะจุด โดยก่อนที่จะเกิดการเคลื่อนไหวนี้ อัตรา Funding Rate ที่อยู่ในระดับสูงในตลาดสัญญา Perpetual Swap สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป ซึ่งส่งผลให้ราคามีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อปัจจัยลบแม้เพียงเล็กน้อย
ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบยังคงเป็นปัจจัยกดดันระบบนิเวศของสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้าง โดยผู้ร่วมตลาดต่างยังคงเฝ้าจับตาการหารือด้านกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับทุนสำรองของ stablecoin และการกำกับดูแลโปรโตคอลการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ซึ่งแม้ว่าประเด็นเหล่านี้จะเป็นเรื่องเชิงโครงสร้าง แต่การขาดความชัดเจนที่แน่นอนก็ยังคงเป็นตัวฉุดรั้งความต้องการเปิดรับความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และขัดขวางไม่ให้ราคาพุ่งทะลุกรอบอย่างยั่งยืนในช่วงเวลาที่เกิดความผันผวนจากปัจจัยมหภาค
การเคลื่อนไหวของราคาในปัจจุบันถือเป็นการย่อตัวในเชิงกลยุทธ์ (tactical retreat) มากกว่าจะเป็นการพังทลายของปัจจัยพื้นฐานในฐานะที่เป็นแหล่งเก็บรักษามูลค่า (store-of-value) อย่างไรก็ตาม ความอ่อนไหวต่อดอลลาร์สหรัฐและสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (interest rate swaps) ได้ตอกย้ำว่า Bitcoin มีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกับสินทรัพย์เสี่ยงแบบดั้งเดิมมากขึ้น ขณะนี้นักลงทุนกำลังเฝ้าติดตามความเชื่อมโยงระหว่างการเติบโตของปริมาณเงินในระบบ M2 และกิจกรรมการบริหารกองทุนสำรองขององค์กรต่าง ๆ ในขณะที่ตลาดกำลังหาจุดสมดุลใหม่
ในเชิงเทคนิค Bitcoin (BTCUSD) มีค่า MACD (12,26,9) อยู่ที่ -484.593 ซึ่งบ่งชี้ถึงสัญญาณเป็นกลาง ขณะที่ค่า RSI ที่ 44.673 แสดงถึงสภาวะเป็นกลาง และค่า Williams %R ที่ 87.845 แสดงถึงสภาวะขายมากเกินไป โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์และความเสี่ยงล่าสุด: