น้ำมันดิบ WTI (USOIL) ปรับลง 6.39% ณ วันที่ 26 ก.ค. เวลา 18:05(ET) อยู่ที่ $84.287 โดยมีการเคลื่อนไหวในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ปรับขึ้น 2.64%

แรงกดดันขาลงที่รุนแรงต่อราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) มีสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของคาดการณ์เกี่ยวกับนโยบายอุปทานของกลุ่ม OPEC+ โดยรายงานข่าวที่ระบุว่ากลุ่มประเทศสมาชิกหลักมีมติร่วมกันที่จะยุติการปรับลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจก่อนกำหนด ได้ส่งผลให้คาดการณ์ความสมดุลของตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ ปริมาณอุปทานที่อาจไหลทะลักเข้ามาเพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดมีความเปราะบางอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการขจัดแนวรับที่เคยช่วยพยุงราคาไว้ก่อนหน้านี้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ แนวโน้มการเพิ่มกำลังการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่ผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ ยังคงรักษาอัตราการผลิตในระดับสูง อาจส่งผลให้ตลาดโลกเปลี่ยนผ่านจากภาวะขาดแคลนอุปทานที่เคยคาดการณ์ไว้ไปสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน สัญญาณอุปสงค์ที่ย่ำแย่ลงจากกลุ่มประเทศผู้บริโภครายใหญ่ได้ซ้ำเติมให้เกิดแรงเทขายที่รุนแรงขึ้น โดยข้อมูลภาคอุตสาหกรรมและดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ล่าสุด บ่งชี้ว่าภาคการผลิตหดตัวลงอย่างรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มโรงกลั่นของเอเชีย ความอ่อนแอดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ (crack spreads) ที่แคบลง และส่วนต่างราคาซื้อขายจริง (physical differentials) ที่อ่อนตัวลง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอุปสงค์ของผู้บริโภคขั้นสุดท้ายไม่สามารถรองรับปริมาณการผลิตในปัจจุบันได้ นอกจากนี้ การปรับลดคาดการณ์การเติบโตของอุปสงค์น้ำมันโลกโดยหน่วยงานด้านพลังงานชั้นนำ ยิ่งบั่นทอนบรรยากาศการลงทุน ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันแห่ปิดสถานะซื้อ (long positions) อย่างรวดเร็ว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและปัจจัยทางเทคนิค โดยสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณเชิงคุมเข้มนโยบายการเงิน (hawkish) เกี่ยวกับการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้สินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์เผชิญกับปัจจัยกดดันในทันที ขณะที่ในมุมมองทางเทคนิค การหลุดแนวรับสำคัญใกล้เคียงกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่หลัก ๆ ได้กระตุ้นให้เกิดแรงขายอย่างเป็นระบบและบังคับปิดสถานะ (forced liquidation) ของกองทุนที่ซื้อขายตามแนวโน้ม (trend-following funds) นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นเหนือความคาดหมายของสต็อกน้ำมันดิบในประเทศยังเป็นการยืนยันว่าห่วงโซ่อุปทานในแถบมิดคอนติเนนต์ (midcontinent) กำลังเผชิญกับภาวะคอขวดสะสม ซึ่งสร้างแรงกดดันเฉพาะจุดต่อราคาน้ำมันดิบอ้างอิง WTI
เมื่อมองไปข้างหน้า ตลาดยังคงให้ความสนใจกับความยั่งยืนของโควตาการผลิตในปัจจุบัน และความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะอุปสงค์ชะงักงันเพิ่มขึ้นหากกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยความเสี่ยงหลักของนักลงทุนในขณะนี้อยู่ที่ว่า กลุ่ม OPEC+ จะออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับคาดการณ์ของตลาดหรือไม่ หรือว่าทิศทางในปัจจุบันจะส่งสัญญาณถึงการกลับไปสู่สภาวะการกำหนดราคาที่ขับเคลื่อนโดยการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด และจนกว่าจะมีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการฟื้นตัวของอุปสงค์ หรือการกลับมารักษาวินัยด้านอุปทานร่วมกันอีกครั้ง แนวโน้มของราคาน้ำมันดิบจะยังคงเผชิญกับความเสี่ยงขาลง โดยคาดว่าความผันผวนจะยังคงดำเนินต่อไป
ในเชิงเทคนิค น้ำมันดิบ WTI (USOIL) มีค่า MACD (12,26,9) อยู่ที่ 4.738 ซึ่งบ่งชี้ถึงสัญญาณซื้อ ขณะที่ค่า RSI ที่ 67.102 แสดงถึงสภาวะเป็นกลาง และค่า Williams %R ที่ 13.053 แสดงถึงสภาวะซื้อมากเกินไป โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์และความเสี่ยงล่าสุด: