บล็อกเชนคืออะไร? ส่งผลต่อสกุลเงินดิจิทัลอย่างไร

อัพเดทครั้งล่าสุด
coverImg
แหล่งที่มา: DepositPhotos

Blockchain(บล็อกเชน) น่าจะเป็นชื่อที่นักลงทุนสายคริปโตคุ้นเคยกันดี แต่ Blockchain(บล็อกเชน) คืออะไร ทำงานอย่างไร มีความได้เปรียบและจุดอ่อนอย่างไร ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Blockchain มีอะไรบ้าง คราวนี้เราจะตามไปดูกัน

Blockchain (บล็อกเชน) คืออะไร

Blockchain นั้นเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เราสามารถทำการส่งข้อมูลโดยไม่ต้องอาศัยคนกลางด้วยความปลอดภัยและมีความน่าเชื่อถือสูง


หลาย ๆ ครั้งที่เราได้ยินคำนี้ แต่สำหรับตัว Blockchain แล้วมันคือบล็อก(Block) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ แต่ละบล็อกจะเรียงร้อยเชื่อมต่อกันเป็นสายยาว(Chain) อย่างมีลำดับเฉพาะเจาะจงจนกลายเป็นเครือข่ายข้อมูลบล็อกที่นำมาเรียงต่อกันเหมือนกับชื่อที่เราเรียก Blockchain

Blockchain(บล็อกเชน) ทำงานอย่างไร

Blockchain มีคุณสมบัติที่น่าสนใจคือ Blockchain จะถูกแทรกแซง ถูกปรับเปลี่ยน หรือโดนแฮ็กข้อมูลในเครือข่ายเป็นไปได้ยากมาก ด้วยกระบวนการทำงานของบล็อกเชนที่ค่อนข้างซับซ้อน และเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ จึงทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ได้ยากขึ้นนั่นเอง สำหรับการทำงานของ Blockchain สามารถแบ่งออกมาเป็น 3 ข้อใหญ่ๆ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้


1.รหัสแฮช

อย่างแรก แต่ละบล็อกที่สร้างขึ้นจะมีรหัสประจำบล็อกที่เรียกว่ารหัสแฮช ซึ่ง Blockchain ประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญอยู่ 3 ส่วน คือ

 

ส่วนประกอบของ Blockchain


1)ข้อมูล (Data) ที่เก็บรักษาอยู่ในแต่ละบล็อก เช่น Blockchain ของ Bitcoin จะเก็บข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้น ได้แก่ ผู้ส่ง ผู้รับ และจำนวนเหรียญที่โอน


2)รหัสแฮช (Hash) ซึ่งเป็นรหัสบ่งบอกตัวบล็อกเป็นการเฉพาะ โดยที่จะไม่มีการซ้ำกันเหมือนลายนิ้วมือหรือเลขบัตรประชาชนของเรา หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในบล็อก รหัสแฮชก็จะถูกเปลี่ยนตามไปด้วย และถ้าลายนิ้วมือของบล็อกเปลี่ยนไป มันก็ไม่ใช่บล็อกเดิมอีกต่อไป


3)รหัสแฮชของบล็อกก่อนหน้า (Previous Hash)


แต่ละบล็อกจะร้อยเรียงต่อกันด้วยข้อมูลเหล่านี้ 


ตอนนี้เราขอยกตัวอย่างการทำงานของ Blockchain ของ Bitcoin เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น


ที่นี่มีบล็อก 3 บล็อก


ตัวอย่างการทำงานของ Blockchain


 ● บล็อกที่ 1 มีรหัสแฮช A24 บรรจุข้อมูล 5 BTC จากคุณกอล์ฟ โอนให้คุณปู โดยมีรหัสบล็อกก่อนหน้า 000

 ● บล็อกที่ 2 มีรหัสแฮช 12B บรรจุข้อมูล 3 BTC จากคุณปู โอนให้คุณมาลี โดยมีรหัสบล็อกก่อนหน้า A24 

 ● บล็อกที่ 3 มีรหัสแฮช 5C3 บรรจุขอ้มูล 2 BTC จากคุณมาลี โอนให้คุณฟ้า โดยมีรหัสบล็อกก่อนหน้า 12B 


ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเก็บข้อมูลของเครือข่ายนี้จะมีการเรียงเป็นลำดับ เชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยรหัสแฮช จนกลายเป็นเครือข่ายข้อมูลขนาดใหญ่ และข้อมูลชุดนี้จะถูกเก็บอยู่ในทุก ๆ บล็อกที่เกิดขึ้นใหม่ด้วย การเข้าไปวุ่นวายกับข้อมูลในบล็อกจะทำให้รหัสแฮชเปลี่ยนซึ่งจะส่งผลต่อการยืนยันบล็อกถัดไป ส่งผลให้บล็อกทีเหลือในสายจะไม่สามารถยืนยันได้และกลายเป็นโมฆะใช้ไม่ได้โดยทันที


2.ระบบฉันทามติ (Consensus)

นอกจากนี้ Blockchain ยังมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ก้าวไปอีกขั้นด้วยการนำระบบฉันทามติ (Consensus) เข้ามาใช้ เช่น สำหรับ Bitcoin มีการใช้ระบบฉันทามติ Proof-of-Work (PoW) ที่จะให้เวลาราว ๆ 10 นาทีในการแก้รหัสและสร้างบล็อกใหม่ขึ้นมา ซึ่งหากมีใครอยากแฮ็กระบบนี้ใช่วงนี้ก็ต้องเข้าไปเปลี่ยนรหัสแฮชในบล็อกอื่น ๆ ในสายเชนทั้งหมดก่อนที่บล็อกใหม่จะเพิ่มเข้ามา ซึ่งจำนวนบล็อกในสายเชนของ Bitcoin ก็มีเป็นร้อยเป็นพันบล็อก วิธีแฮ็กแบบนี้จึงเป็นไปได้ยากมาก


ระบบฉันทามติ Proof-of-Work (PoW)


3.เครือข่าย Peer-to-Peer (P2P) 

กลไกสุดท้ายที่ช่วยให้ Blockchain มีความเสถียรและถูกแทรกแซงได้ยากนั่นก็คือ Blockchain ไม่มีตัวกลางที่มีอำนาจในการจัดการระบบเครือข่าย แต่มีการใช้เครือข่าย Peer-to-Peer (P2P) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ในเครือข่ายเป็นผู้ตรวจสอบกันเอง กล่าวคือเมื่อผู้ใช้ทำการลงโปรแกรมเข้ามาใช้งาน Blockchain ก็จะมีสถานะเป็นโหนด (Node) 


โหนดเหล่านี้จะเป็นผู้เก็บรักษาข้อมูลของ Blockchain ทั้งหมด ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบด้วย ซึ่งหากมีใครต้องการควบคุม Blockchain นี้ก็สามารถทำได้ด้วยการควบคุมโหนดในจำนวนที่มากพอที่จะสร้างฉันทามติที่ต้องการขึ้นมาได้ แต่การเข้าควบคุมโหนดจำนวนมากพอในเวลาอันสั้นก็นับเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากจนแทบไม่มีโอกาสเลย


และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการสร้างบล็อกใหม่ขึ้นในเครือข่าย


การสร้างบล็อกใหม่ขึ้นในเครือข่าย Peer-to-Peer (P2P)


1) บล็อกใหม่จะถูกส่งไปยังทุกโหนดหรือผู้ใช้ทุกคนในเครือข่าย

2) แต่ละโหนดทำการยืนยันบล็อกใหม่และตรวจสอบให้มั่นใจว่าข้อมูลในบล็อกนั้นไม่มีการแทรกแซง

3) เมื่อทุกโหนดตรวจสอบและยืนยันเรียบร้อยก็จะเก็บบล็อกใหม่นั้นเข้าไปเป็นบล็อกหนึ่งในสายบล็อกเชนของตัวเอง


ทุกโหนดในกระบวนการนี้จะเป็นผู้สร้างฉันทามติ และเป็นผู้ให้การเห็นชอบร่วมกันว่าบล็อกไหนถูกต้องใช้ได้หรือบล็อกไหนผิดพลาดใช้ไม่ได้ และจะปฏิเสธบล็อกที่มีการเข้าไปแทรกแซงข้อมูลให้ผิดไป



ซึ่งสรุปได้ว่า การตั้งใจจะเข้าไปแทรกแซงข้อมูลในบล็อกเชนให้สำเร็จนั้นจำเป็นต้องเข้าไปเปลี่ยนข้อมูลของบล็อกทั้งหมดในสาย ย้อนกระบวนการ Proof-of-Work ของแต่ละบล็อก แล้วเข้าควบคุมเครือข่าย Peer-to-Peer นั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย

เครือข่ายบล็อคเชนมีประเภทใดบ้าง?

เครือข่ายบล็อกเชนสามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ สาธารณะ (Public), ส่วนตัว (Private), ไฮบริด (Hybrid) และคอนซอร์เทียม (Consortium) แต่ละประเภทมีคุณสมบัติ ข้อดี และกรณีการใช้งานที่แตกต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจและนักพัฒนาสามารถเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะสมกับเป้าหมายของตนได้


1. บล็อกเชนสาธารณะ

ลักษณะสำคัญ


  • กระจายอำนาจอย่างสมบูรณ์และเปิดให้ทุกคน

  • โปร่งใสและปลอดภัย

  • รองรับแอปพลิเคชันที่หลากหลาย

  • ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน

  • ตัวอย่าง: Bitcoin, Ethereum, Solana


บล็อกเชนสาธารณะไม่มีการอนุญาตและอนุญาตให้ทุกคนเข้าร่วม ตรวจสอบธุรกรรม และมีส่วนร่วมในฉันทามติ (เช่น หลักฐานการทำงาน) การเปิดกว้างนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและความปลอดภัย แต่บ่อยครั้งที่จำกัดความเร็วและความสามารถในการปรับขนาดของธุรกรรม


กรณีการใช้งาน เช่น การซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี การระดมทุนผ่านฝูงชน โครงการโอเพนซอร์ส และการเงินแบบกระจายอำนาจ (DeFi)


2. บล็อกเชนส่วนตัว

ลักษณะสำคัญ


  • การมีส่วนร่วมแบบจำกัด

  • ความเป็นส่วนตัวและการควบคุมสูง

  • อำนาจรวมศูนย์

  • ธุรกรรมที่รวดเร็วขึ้น

  • ตัวอย่าง: Hyperledger Fabric, MultiChain


บล็อกเชนส่วนตัวทำงานภายในเครือข่ายปิด ซึ่งโดยทั่วไปควบคุมโดยองค์กรเดียว อนุญาตให้สมาชิกที่เลือกอ่าน เขียน หรือตรวจสอบธุรกรรมได้ แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพและเป็นส่วนตัว แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกควบคุมจากภายในมากกว่าเนื่องจากการควบคุมจากส่วนกลาง


กรณีการใช้งาน เช่น การจัดการข้อมูลภายใน เงินเดือน การบัญชี โลจิสติกส์ และบันทึกข้อมูลลับขององค์กร


3. บล็อกเชนไฮบริด

ลักษณะสำคัญ


  • ผสานรวมระบบส่วนตัวและระบบสาธารณะ

  • การเข้าถึงข้อมูลที่ปรับแต่งได้

  • สร้างสมดุลระหว่างความโปร่งใสและการควบคุม

  • การจัดการอาจมีความซับซ้อน

  • ตัวอย่าง: XinFin, IBM Blockchain Platform


บล็อกเชนไฮบริดผสานรวมคุณสมบัติของบล็อกเชนสาธารณะและส่วนตัวเข้าด้วยกัน องค์กรสามารถรักษาข้อมูลสำคัญให้เป็นส่วนตัวได้ ในขณะเดียวกันก็อนุญาตให้มีความโปร่งใสเฉพาะบางส่วน อย่างไรก็ตาม การจัดการระบบไฮบริดจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลและความเชี่ยวชาญทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง


กรณีการใช้งาน เช่น อุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างวงการการเงินและการดูแลสุขภาพ ซึ่งข้อมูลบางส่วนต้องคงความเป็นส่วนตัว ขณะที่บางส่วนต้องเปิดเผยต่อสาธารณะและตรวจสอบได้


4. บล็อกเชนแบบคอนซอร์เชียม

ลักษณะสำคัญ


  • การกำกับดูแลร่วมกันระหว่างหลายองค์กร

  • การกระจายอำนาจแบบกึ่งกระจาย

  • ต้นทุนและความเสี่ยงกระจาย

  • ต้องการความร่วมมือและการประสานงาน

  • ตัวอย่าง: Corda ของ R3


บล็อกเชนแบบคอนซอร์เชียมถูกควบคุมโดยกลุ่มองค์กรที่ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมและดูแลรักษาเครือข่าย บล็อกเชนนี้ผสมผสานองค์ประกอบของบล็อกเชนทั้งแบบส่วนตัวและแบบสาธารณะเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้เข้าร่วมที่รู้จัก อย่างไรก็ตาม การประสานงานอาจมีความซับซ้อน


กรณีการใช้งาน เช่น การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การชำระบัญชีระหว่างธนาคาร และความร่วมมือข้ามอุตสาหกรรม

จุดแข็งและจุดอ่อนของเทคโนโลยี Blockchain

ด้วยการออกแบบเทคโนโลยีการเข้ารหัสที่มีความปลอดภัยสูงนี้ ทำให้ Blockchain มีจุดแข็งที่สร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้ใช้งาน ในขณะเดียวกันก็ยังมีจุดอ่อนที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้


จุดแข็งของเทคโนโลยี Blockchain


1.มีความปลอดภัยสูงขึ้นอีกระดับ

เทคโนโลยี Blockchain มีการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยของระบบที่ดีขึ้นกว่าเทคโนโลยีเก็บรักษาข้อมูลในยุคก่อน โดยหากข้อมูลถูกเข้ารหัสและเก็บรักษาไว้ในบล็อกแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ทำการลบข้อมูล หรือทำการแก้ไขข้อมูลได้อีกเลย


2.มีความโปร่งใส

เครือข่าย Blockchain ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเครือข่ายที่กระจายศูนย์ โดยไม่มีผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่งสามารถกำกับควบคุมระบบได้ ทำให้ระบบนี้มีความโปร่งใสสูง สามารถตรวจสอบได้


3.ช่วยลดต้นทุน

เนื่องจากเป็นระบบที่ไม่มีตัวกลาง การใช้งาน Blockchain จึงไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับตัวกลางแต่อย่างใด ยังคงมีเพียงต้นทุนค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มเท่านั้น ที่ราคาจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับปริมาณการรองรับธุรกรรมที่ระบบรับได้ (Scalability)


4.สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ 

ด้วยระบบที่ออกแบบมาให้สามารถตรวจสอบข้อมูลของบล็อกย้อนไปยังต้นสายได้ ทำให้การตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายในเครือข่าย Blockchain

 

5.ประหยัดเวลาและให้ประสิทธิภาพสูง 

Blockchain เป็นระบบที่ช่วยให้ประหยัดเวลาเพื่อให้ประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลได้สูงสุด โดยสามารถตัดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากมนุษย์ในการคำนวณของระบบออกไปได้ทั้งหมด เนื่องจากทั้งการเก็บข้อมูลและประมวลผลสามารถทำได้บนแพลตฟอร์มเดียวโดยไม่ต้องอาศัยแรงงานคน ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงและรวดเร็ว


จุดอ่อนของเทคโนโลยี Blockchain


1.ไม่สามารถรองรับการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมากได้ 

อย่างไรก็ตามระบบบล็อกเชนของเจ้าต่าง ๆ ในปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องการรองรับขนาดการใช้งานที่สูงขึ้น (Scalability) อย่างไรก็ตามด้วยเทคโนโลยียังคงมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องในอนาคฅ ปัญหาในข้อนี้อาจจะสามารถแก้ไขได้ในเร็ววัน


2.ในทางทฤษฎีระบบนี้สามารถถูกแฮ็กได้ 

ยังมีคนกล่าว่าในทางทฤษฎีบล็อกเชนสามารถถูกแฮ็กได้ เช่น การแฮ็ก Bitcoin ที่ในทางทฤษฎีหากสามารถควบคุมผู้ใช้เกินกว่า 51% ได้ก็จะสามารถควบคุมระบบได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังต้องบอกว่าวิธีการนี้แม้เป็นไปได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้วเป็นไปได้ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย


3.ใช้พลังงานสูง 

เนื่องจากการออกแบบระบบให้อ้างอิงกับการโค้ดดิ้งและมีการประมวลผลสูง ทำให้ Blockchain เป็นระบบที่กินไฟ และจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในการขับเคลื่อนระบบอย่างสำคัญ


4.ยังไม่มีสถานะที่ถูกกำกับดูแลอย่างจริงจัง 

จนถึงปัจจุบันที่ Blockchain ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ Blockchain ก็ยังไม่มีสถานะการถูกตรวจสอบหรือวางกฎระเบียบจากองค์กรใด ซึ่งแน่นอนว่า Blockchain ถูกสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบขององค์กรเก่า ๆ อย่างเช่น ธนาคาร หน่วยงานราชการ รวมถึงสถาบันที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการให้บริการธุรกรรม และองค์กรเหล่านี้ย่อมไม่ต้องการให้เทคโนโลยีนี้ได้ถูกรับรองและนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Blockchain

จากจุดเด่นและข้อได้เปรียบของเทคโนโลยี Blockchain อย่างที่กล่าวไปแล้ว ทำให้ปัจจุบันเทคโนโลยีตัวนี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น


ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Blockchain


●  ธุรกิจการเงิน 

เป็นธุรกิจแรก ๆ ที่นำ Blockchain มาประยุกต์ใช้ ซึ่งหากไม่นับรวมบรรดาสกุลเงินดิจิตทัลต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีโครงการอินทนนท์ของธนาคารกลางแห่งประเทศไทยที่จะนำ Blockchain มาประยุกต์ใช้กับบาทดิจิทัล และคาดว่าจะเข้ามาแทนระบบบาทเน็ตที่ใช้ทำธุรกรรมระหว่างธนาคารกันอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีโครงการ JFIN ของ JMART ที่นำมาใช้จัดทำข้อมูลลูกค้าและ Credit Score สำหรับระบบกู้ยืมเงินออนไลน์


●  ธุรกิจห่วงโซ่อุปทาน 

บริษัท IBM ได้สร้างโปรเจกต์ Food Trust Blockchain ขึ้นมาเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ โดยหวังว่าโครงการนี้จะมีส่วนช่วยในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับธุรกิจห่วงโซ่อุปทานอื่น ๆ ที่สามารถใส่ข้อมูลที่มาของพัสดุเพื่อให้ผู้รับสามารถตรวจสอบที่มาย้อนกลับไปได้อย่างแม่นยำและไม่สามารถปลอมแปลงได้


●  ระบบการโหวต 

Blockchain สามารถนำมาใช้สร้างระบบโหวตที่มีประสิทธิภาพได้ ด้วยการที่ระบบนี้มีความสามารถป้องกันการโกงการโหวตได้ โดยที่การเข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงผลนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ทั้งยังมีความโปร่งใสที่สามารถตรวจสอบกระบวนการโหวตได้ และสามารถลดต้นทุนการตรวจสอบที่จำเป็นต้องใช้กระบวนการที่มีคนจำนวนมากที่ต้องข้ามาร่วมตรวจสอบและคำนวณผลได้

ถึงตรงนี้ เพื่อนทุกคนน่าจะเข้าใจแล้วว่า Blockchain (บล็อกเชน) คืออะไร ทำงานอย่างไร มีความได้เปรียบและจุดอ่อนอย่างไร ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Blockchain มีอะไรบ้างแล้ว ยินดีตอนรับเข้าสู่โลกสกุลเงินดิจิตอลเลย 

คำถามที่พบบ่อย

บล็อกเชนถูกใช้เฉพาะกับสกุลเงินดิจิทัลเท่านั้นหรือ?

ไม่ เดิมทีบล็อกเชนนั้นเริ่มต้นด้วย Bitcoin แต่ปัจจุบันบล็อกเชนถูกนำมาใช้ในระบบการเงิน โลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ การศึกษา และระบบข้อมูลภาครัฐ

บล็อกเชนและสกุลเงินดิจิทัลต่างกันอย่างไร?

บล็อกเชนเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่บันทึกข้อมูลอย่างปลอดภัย ในขณะที่สกุลเงินดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่สร้างขึ้นบนเทคโนโลยีนั้น

บล็อกเชนถูกแฮ็กได้หรือไม่?

ในทางทฤษฎี สามารถทำได้ แต่ยากมาก การออกแบบแบบกระจายศูนย์และการเข้ารหัสทำให้การแฮ็กทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง

*** ลงทุนมีความเสี่ยง ในการเทรด CFD ท่านไม่ได้เป็นเจ้าของของสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ และอาจไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนทุกท่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ท่านสูญเสียเงินลงทุนขั้นต้น เพื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นท่านควรพิจารณา เอกสารเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง ก่อนที่จะใช้บริการของเรา


การลงทุนมีความเสี่ยง เนื้อหาของบทความนี้ใช้สำหรับการอ้างอิงเท่านั้น ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

goTop
quote
บทความที่เกี่ยวข้อง
placeholder
10 โปรแกรมขุด Bitcoin ฟรีที่ดีที่สุดสำหรับปี 2026จากการกลับมาฟื้นตัวอย่างน่าทึ่งของ Bitcoin แม้ในปี 2026 ที่ราคายังคงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้นักลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาวกลับมาให้ความสนใจ นอกจากการเทรดแล้ว “การขุด Bitcoin (Mining)” ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในบทความนี้เราได้คัดเลือก 10 โปรแกรมขุด Bitcoin ฟรี ที่ดีที่สุดและยังใช้งานได้ดีในปี 2026 มาให้คุณเลือกใช้งานกัน
ผู้เขียน  MitradeInsights
1 เดือน 09 วัน ศุกร์
จากการกลับมาฟื้นตัวอย่างน่าทึ่งของ Bitcoin แม้ในปี 2026 ที่ราคายังคงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้นักลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาวกลับมาให้ความสนใจ นอกจากการเทรดแล้ว “การขุด Bitcoin (Mining)” ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ในบทความนี้เราได้คัดเลือก 10 โปรแกรมขุด Bitcoin ฟรี ที่ดีที่สุดและยังใช้งานได้ดีในปี 2026 มาให้คุณเลือกใช้งานกัน
placeholder
8 อันดับเหรียญคริปโตที่น่าลงทุน 2025 ฉบับมือใหม่!เหรียญที่ได้รับความนิยมในปี 2025 จะยังคงรักษาระดับความเข้มข้นนี้ไว้ได้หรือไม่ ในปีนี้จะมีเหรียญอะไรใหม่ๆ ที่มาแรงและน่าจับตามองกันบ้าง เราจะพาทุกคนไปสำรวจ 8 อันดับเหรียญคริปโตที่น่าลงทุนระยะสั้นในปี 2025 กันเลย
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 27 มิ.ย. 2025
เหรียญที่ได้รับความนิยมในปี 2025 จะยังคงรักษาระดับความเข้มข้นนี้ไว้ได้หรือไม่ ในปีนี้จะมีเหรียญอะไรใหม่ๆ ที่มาแรงและน่าจับตามองกันบ้าง เราจะพาทุกคนไปสำรวจ 8 อันดับเหรียญคริปโตที่น่าลงทุนระยะสั้นในปี 2025 กันเลย
placeholder
Bitcoin Wallet อันไหนดี? 9 กระเป๋าบิทคอยน์ที่คนไทยนิยมใช้กัน 2025ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือมือเก่าก็สามารถติดตั้ง Bitcoin Wallet ได้ด้วยตัวเอง ใครที่มีกระเป๋า Bitcoin ในใจ หรือกำลังมองหากระเป๋า Bitcoin ที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับตัวเอง บทความนี้มีคำตอบให้คุณ
ผู้เขียน  ชัญญาพัชร์ ประวาสุขInsights
วันที่ 30 มิ.ย. 2025
ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือมือเก่าก็สามารถติดตั้ง Bitcoin Wallet ได้ด้วยตัวเอง ใครที่มีกระเป๋า Bitcoin ในใจ หรือกำลังมองหากระเป๋า Bitcoin ที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดสำหรับตัวเอง บทความนี้มีคำตอบให้คุณ
placeholder
วิเคราะห์แนวโน้มราคาบิทคอยน์ 2025 จะไปในทิศทางใด “แนวโน้มราคาบิทคอยน์ 2025” จะไปทางไหน? ในบทความนี้ เราจะมาย้อนดูผลงานของบิทคอยน์ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์ถึงแนวโน้มราคาบิทคอยน์ 2025 กัน
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 20 ก.พ. 2025
“แนวโน้มราคาบิทคอยน์ 2025” จะไปทางไหน? ในบทความนี้ เราจะมาย้อนดูผลงานของบิทคอยน์ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์ถึงแนวโน้มราคาบิทคอยน์ 2025 กัน
placeholder
5 อันดับเหรียญคริปโตที่น่าลงทุนระยะยาวในปี 2025เพื่อให้นักลงทุนไม่พลาดรถขบวนนี้เราจึงมาชวนดูว่าสกุลเงินแห่งโลกอนาคตอ่างเหรียญคริปโตที่น่าลงทุนยาวนั้น เราจะสามารถลงทุนกับมันได้อย่างไร และมีโอกาสอะไรแฝงอยู่ในการลงทุนกับเหรียญคริปโตนั้นบ้าง
ผู้เขียน  MitradeInsights
วันที่ 27 ต.ค. 2025
เพื่อให้นักลงทุนไม่พลาดรถขบวนนี้เราจึงมาชวนดูว่าสกุลเงินแห่งโลกอนาคตอ่างเหรียญคริปโตที่น่าลงทุนยาวนั้น เราจะสามารถลงทุนกับมันได้อย่างไร และมีโอกาสอะไรแฝงอยู่ในการลงทุนกับเหรียญคริปโตนั้นบ้าง
ราคาเสนอแบบเรียลไทม์